สกุล Anisocampium
วงศ์ ATHYRIACEAE

สกุล Anisocampium ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้น ฝังตัวอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึก มีใบออกใกล้กัน เกล็ดที่เหง้า เป็นเกล็ดบาง สีเดียว สีน้ำตาล ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยง ใบ เป็นใบประกอบขนนกปลายคี่ มีขอบหยักรูปขอบขนาน-รูปหอก ใบย่อยมีจำนวนคู่ไม่มาก เนื้อใบบางเหมือนกระดาษ แกนหลักกลางใบมีขน ผิวเป็นร่อง มีครีบปีกข้างร่องต่อเชื่อเข้าไปถึงเส้นกลางใบ เส้นใบ จรดโค้งเข้าหากัน เป็นร่างแห กลุ่มสปอร์ รูปกลม จัดเรียงตัวเป็นแถวเดี่ยวแต่ละข้างของเส้นใบ และอยู่ใกล้เส้นใบหลัก เยื่ออินดูเซีย ขนาดเล็ก รูปกลม-รูปตับ ขอบแหว่งวิ่น สกุลนี้มีลักษณะใดกล้เคียงกับสกุล Athyrium ในวงศ์เดียวกัน และจำแนกชนิดและสกุลได้ยาก สกุลนี้ในไทยบ้านเรามีรายงานพบเพียง 1 ชนิด

Anisocampium cumingianum Presl
ชื่ออื่น : กูดเปื๋อย (เหนือ), กูดฮ่มค่า (ลำปาง), กิ๊กุเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

เฟินชนิดนี้ มักพบตามริลำธาร ไหล่เขาในป่าดิบ บริเวณที่ชุ่มชื้นเป็นดินทรายหรือดินโคลน เป็นที่เปิดโล่งได้รับแสงแดดพอ ที่ระดับความสูงปานกลางถึงสูง 1100 ม. MSL และพักตัวแห้งในฤดูแล้ง จึงพบเห็นเฟินชนิดนี้ได้เฉพาะในช่วงฤดูฝน

ลักษณะทั่วไป : เหง้าเป็นแท่งอวบ ขนาดราว 5 ม.ม. ทอดนอนอยู่ในดิน มีเกล็ดปกคลุมตลอดความยาวเหง้า เหง้าที่เกล็ดเป็นรูปยาวแกมรูปกึ่งสามเหลี่ยม ขนาด 3 : 1 มม.

ก้านใบ ยาวได้ถึง 35 ซม. โคนก้านสีฟางแกมสีน้ำตาล ก้านใบช่วงล่างมีเขนและกล็ดปกคลุมประปราย

ใบ เป็นใบประกอบขนนกปลายคี่ ขนาด 35 : 25 ซม. ใบย่อยด้านข้าง 2-6 คู่ มีก้านสั้นๆ หรือไม่มีก้าน รูปขอบขนาน ปลายสุดเป็นติ่งแหลม โคนรูปลิ่มอย่างแคบหรือมนกลม ใบย่อยที่สร้างสปอร์ ขนาด 13 : 3 ซม. ใบย่อยที่ไม่สร้างสปอร์ กว้าง 4.5 ซม. กว้างกว่า

ขอบใบย่อยเป็นแฉก ลึก 1/5 ของระยะจากขอบถึงเส้นกลางใบ ส่วนแฉกกางเฉียง รูปมนหรือป้าน ปลายสุดเป็นซี่ฟันแหลม เนื้อใบเป็นแผ่นกระดาษ สีเขียวอ่อน ผิวเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย

ใบย่อยที่ปลาย รูปขอบขนาน ปลายสอบแหลม โคนรูปลิ่ม รูปมนกลม หรือรูปหัวใจ ขอบเป็นหยัก บางครั้งช่วงล่างหยักลึก เส้นใบ เป็นแขนกแบบขนนก unitin to the opposite ones of the next group, the excurrent veinlets continuous.

กลุ่มสปอร์ รูปกลม กระจายอยู่ใต้ใบไม่เป็นระเบียบ เยื่ออินดูเซียขนาดเล็ก บาง สีซีด รูปกลม-ตับ ขอบแหว่งวิ่น

เฟินชนิดนี้ กระจายพันธุ์อยู่ในอินเดียใต้ ศรีลังกา เขตหิมาลัย ไต้หวัน ลาว ฟิลิปปินส์ ในสยามบ้านเรา พบทั่วทุกภาค ในไต้หวัน เคยบันทึกไว้ว่า สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ต่อมาภายหลังจึงค้นพบว่ายังมีอยู่