Genus Blechnum Linn. กูดดอย
วงศ์ BLECHNACEAE
สกุล ฺBlechnum (อ่าน blek'-num เบก-นัม) ส่วนมากเป็นเฟินดิน มีน้อยชนิดที่เป็นกึ่งเกาะอาศัยที่เริ่มต้นจากดิน เป็นเฟินขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง บางชนิดลักษณะเป็นเฟินต้น (Tree ferns) แต่ไม่สูงใหญ่ ใบอ่อนออกใหม่มักเป็นสีแดง
ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นแท่ง-เลื้อยทอดนอน บางชนิดมีขนปุยตามลำต้นเหง้า บางชนิดเหง้าเติบโตได้สูงถึง 150 ซ.ม. มีใบออกเป็นกระจุกแน่นที่ยอดเหง้า มีเกล็ดรูปแคบ ขอบเรียบ ปกติขอบเกล็ดสีน้ำคาลแดงซีด ใบเป็นใบประกอบปลายคี่ หรือแฉกลึกเหมือนใบประกอบขนนก ผิวใบเกลี้ยง ใบย่อยด้านข้าง ใบย่อยรูป แถบยาว ปลายแหลม ปกติขอบเรียบ หรือขอบจักเล็กน้อยและเป็นคลื่น โคนใบย่อยเชื่อมติดกับแกนกลางใบ ใบสีเขียวเข้ม รูปแคบ อับสปอร์เกิดตามแนวยาวขนานเส้นกลางใบทั้งสองข้าง มีเยื่ออินดูเซียบางๆ ปิดอับสปอร์ตลอดแนวความยาว
กระจายพันธุ์ในบราซิล อินเดียตะวันตก และเขตร้อนทั่วโลก
เฟินในสกุลนี้ ส่วนมากปลูกเลี้ยงง่าย ให้อยู่ในบริเวณที่มีความชื้นในสวน ข้างบ่อน้ำ หรือข้างลำธาร ชอบสภาพอากาศความชื้นสูง ชอบดินโปร่งที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ได้รับแสงแดดปานกลางถึงมากได้ หากปลูกในกระถางหรือภาชนะ ให้เลือกชนิดที่ระบายน้ำได้ดี แต่อย่าปล่อยให้เครื่องปลูกแห้ง ให้มีความชื้นตลอด
เฟินในสกุลนี้ ทั่วโลกมีจำนวนราว 200 ชนิด ในบ้านเรา มีรายงานบันทึกพบอยู่ 3 ชนิด
Blechnum orientale Linn.
ชื่ออื่น : กูดข้างฟาน กูดดอย หัสแดง มหาสะดำ ปากูลิพัน (เฟินตะขาบ - ชาวสุมาตรา)
ชื่อ orientale (อ่าน or-i-en-ta'-le ออ-ริ-เอน-ทา-ลิ) เฟินชนิดนี้ ในธรรมชาติพบได้ตามลาดเนินเขา ในพื้นที่เปิดที่มีร่มเงาบ้างและได้รับแสงแดดราวครึ่งวัน ที่ระดับต่ำถึงสูงปานกลาง MSL
ลักษณะทั่วไป เหง้าอ้วน กึ่งตั้ง หรือล้มเอน มีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ดรูปยาว ขนาดค่อยๆ เล็กลงจากโคนสู่ปลาย ขนาด ยาว 2 ซม. หรือมากกว่า กว้างไม่เกิน 2 มม. ปลายสุดเป็นหาง เกล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขอบสีซีดเหมือนกระดูกอ่อน บางครั้งไม่สม่ำเสมอ
ก้านใบ อ้วนสั้น สีฟาง หรือบางครั้งสีม่วงเมือยังอ่อน ปกติขนาดยาวได้ถึง 60 ซม. มีเกล็ดปกคลุมแน่นช่วงโคน มีหูใบขนาดเล็ก (ใบย่อยลดขนาด) ตลอดความยาวก้าน
ใบย่อยด้านข้าง มีจำนวนมาก อยู่ใกล้กัน ห่างกัน 2-3 ซม. กางเฉียง รูปแถบยาว ขนาดค่อยๆ เล็กลงสู่ปลายเป็นหางแหลมยาว โคนกลมหรือกึ่งตัด ไม่มีก้าน หรือเป็นครีบฝั่งล่างของโคนต่อเชื่อมติดกับใบย่อยถัดไป ขนาดใบย่อย 30 : 1.2-2 ซม.
เส้นใบ เป็นเส้นเดี่ยว หรือแตกแขนงช่วงใกล้เส้นกลางใบ เห็นได้ชัดทั้งผิวด้านบนและล่าง อยู่ใกล้กันมาก ระยะห่างราว 0.5 มม. เนื้อใบคล้ายแผ่นหนัง สีเขียว ผิวเกลี้ยง
กลุ่มสปอร์ จัดเรียงตัวเป็นเส้นยาวต่อเนื่องไปตามเส้นกลางใบ เยื่ออินดูเซียแคบ ปกติแตกเปิดออกก่อนสปอร์แก่
กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนทั่วเอเชีย ออสเตเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิค อินเดีย โพลีนีเซีย ญี่ปุ่น ในบ้านเราพบทั่วไปทุกภาค
การปลูกเลี้ยง : ปลูกเลี้ยงง่าย ออกใบใหม่เร็ว ชอบดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี ต้องการแสงแดดรำไร ถึงแดดเต็ม มีความชุ่นชื้นดี
Blechnum finlaysonianum Wall. ex Hook. & Grev.
เฟินชนิดนี้ในธรรมชาติ อาศัยอยู่ริมลำธารน้ำไหล หรือบริเวณที่มีร่มเงา ในป่าดิบ ที่ระดับความสูง ไม่มากนัก - 400 ม. MSL
B. finlaysonianum ลักษณะทั่วไปใกล้เคียงกับ B. orientale แต่ต่างกันที่ B. finlaysonianum โคนก้านใบมีเกล็ดแข็ง สีดำเป็นเงามัน ขนาด 2.3 ซม. : 2.5 มม. ใบย่อยด้านข้าง โคนรูปลิ่มอย่างแคบ หรือรูปติ่งหูเล็ก โคนใบติดกับแกนหลักกลางใบ ไม่มีก้าน ขนาดใบย่อยราว 40 : 4 ซม. ใหญ่กว่า B. orientale mujส่วนปลายใบลดขนาดลงอย่างรวดเร็วเป็นปลายแหลมยาว เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษ ใบอ่อนใหม่สีแดง ต้นที่ยังเล็ก ใบรุ่นแรกเป็นใบเดี่ยวปกติ มีหูใบติดอยู่่ที่ก้านใบ เมื่อต้นโตขึ้น ใบจะมีใบย่อยด้านข้างมากขึ้นตามอายุต้น
กระจายพันธุ์อยู่ในภาคใต้ตอนล่างของไทย มาเลเซีย และนิวกีวนีBlechnum indicum Burm. f.
ชื่อสามัญ : Bungwall fern
ชื่ออื่น : ผักกูดขม, Swamp Water fern
ลักษณะทั่วไป เหง้าเป็นแท่งตั้ง สูงไม่มาก มีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ดลักษณะ ขนาดค่อยๆ เล็กลงจากโคนสู่ปลายแหลม ขนาดเกล็ด 5 : 0.7 มม. ส่วนกลางเกล็ดสีน้ำตาลอ่อน ส่วนริมสีน้ำตาลและบาง
ก้านใบ ยาวได้ถึง 30 ซม. สีฟาง โคนก้านมีเกล็ด ช่วงบนผิวเกลี้ยง ไม่มีหูใบ
ใบ ขนาด 50 : 18 ซม. รูปรี ปลายใบแหลม ใบย่อยด้านข้าง มีไม่เกิน 30 คู่ ออกเยื้องกัน ใบย่อยรูปแถบยาว โคนตัดถึงโคนรูปหัวใจ ไม่มีก้าน ขอบหยักซี่ฟันเล็กละเอียด ขนาด 15 : 1.5 ซม. ใบย่อยที่สร้างสปอร์แคบกว่า ราว 7 มม. ใบอ่อนใหม่สีน้ำตาลอมแดง
เส้นใบ ทำมุมเกือบตั้งฉาก อยู่ห่างกัน ระยะห่างระหว่างเส้นใบในช่วงที่ใกล้เส้นกลางใบราว 1.5 มม. ปกติเป็นแขนง 2 ครั้ง มองเห็นได้จากผิวใบทั้งสองด้าน ใบหนากึ่งแผ่นหนัง ผิวเกลี้ยง
กลุ่มสปอร์ เป็นรูปเส้นยาวตามแนวเส้นกลางใบ ปกติเริ่มจากจุดที่ใกล้แกนหลักกลางใบ ไปจนเกือบสุดปลาย ห่างปลายราว 1 ซม. เยื่ออินดูเซียบาง-แข็ง เมื่อสปอร์แก่เยื่อนี้มักหลบไปอยู่ใต้กลุ่มสปอร์
เฟินชนิดนี้ ในธรรมชาติกระจายพันธุ์อยู่ใน Mishme, Indochina, Polynesia และ Australia มักพบอยู่ตามภูเขาไม่สูงมากนัก หรือใกล้ชายฝั่งทะเล
Blechnum brasiliense Desvaux
ชื่อสามัญ : Brazilian Tree Fern
ชื่ออื่น : กูดดอยบราซิล
กูดดอยบราซิลเลี่ยน เป็นเฟินที่มีการนำต้นแม่เข้ามาขยายพันธุ์จำหน่ายในบ้านเรา และที่นิยมปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับกันอย่างแพร่หลาย และในต่างประเทศก็นิยมปลูกด้วยเช่นกัน เนื่องด้วยทรงพุ่มสวยงามและปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากนัก ก็สามารถเติบดตสวยงามได้ดี
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินดิน ขนาดกลาง ลำต้นเหง้าเป็นแท่งอ้วน ตั้ง ในต้นที่มีอายุมากดูเหมือนเฟินต้น ข้างเหง้ามีเกล็ดปกคลุม เกล็ดเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม มีใบออกเวียนรอบยอดเหง้า เป็นพุ่มกลม ทรงตั้ง
ใบกางเฉียงออกรอบ ทรงพุ่มคล้ายตะกร้า ก้านใบสั้น เปราะหักง่าย ใบเป็นใบประกอบขนนก รูปขอบขนานแกมรูปหอก ช่วงกว้างสุดอยู่ช่วงกลางใบหรือเลยขึ้นไป ขนาดค่อยๆ สอบแคบลงจากช่วงบนสู่ช่วงโคน
ใบย่อยด้านข้าง จำนวนคู่มากมาย สองข้างออกเยื้องกัน ใบย่อยรูปแถบยาว ปลายแหลม
โคนเชื่อมติดกับแกนแกลาง ไม่มีก้าน ขอบใบเรียบ ริมขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย
ใบปกติและใบที่สร้างสปอร์ รูปร่างเหมือนกัน ใบอ่อนใหม่เป็นสีแดง แต่ในบางต้นอาจไม่แดง
หรือสีแดงจาง
![[image : HK-Trid@HKK-BKK]](brasiliense_04-HK.jpg)
กระจายพันธุ์อยู่ในอเมริกาใต้ กัวเตมาลา เอควาดอ เปรู และบราซิล
การปลูกเลี้ยง : ใช้ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี แสงแดดปานกลางถึงเต็มวัน และให้น้ำสม่ำเสมอ มักพบปัญหาหนอนผีเสื้อกินใบ
การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์ เพาะขึ้นง่าย ได้ต้นใหม่ไวและเจริญเติบโตเร็ว
สายพันธุ์ปลูก Cultivars
Blechnum braziliense 'Crested' กูดดอยใบแฉก
สายพันธุ์ปลูกนี้ มีลักษณะที่กลายไปจากต้นปกติที่
แกนหลักกลางใบแตกแขนงสาขาเป็นใบย่อย 1 ครั้งหรือมากกว่า และปลายใบย่อยแตกเป็นแฉกได้หลายครั้ง
แต่การแตกเป็นใบย่อยและแฉกที่ปลายใบย่อยนี้ มากบ้างน้อยบ้าง ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นกับปัจจัยสภาพแวดล้อม
การปลูกเลี้ยง ปลูกเลี้ยงเหมือนต้นปกติ แต่หากความชุ่มชื้นและแสงปานกลางพอดี จะช่วยทำให้แตกแฉกได้มากกว่าในสภาพแวดล้อมที่แห้งกว่า
การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์ จากประสบการณ์ที่เคยเพาะ ได้ต้นใหม่ที่ออกมา ยังคงลักษณะ สามารถเป็นแฉกได้ต่อไป ไม่กลับไปเป็นแบบต้นปกติ หรือมีบ้าง
ฺBlechnum gibbum (Labillardiere) Mettenius
ชื่อสามัญ : Dwarf Tree Fern
ชื่ออื่น : กูดดอยนิวคาลิโดเนียน, กูดดอยใบมัน(ชื่อทางการค้า)
กูดดอยชนิดนี้ เป็นอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกประดับกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้านเราและใน ตปท ปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมาก เจริญเิติบโตเร็ว ออกใบใหม่เป็นชุดอยู่เรื่อยๆ
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินดินขนาดกลาง มีเหง้าเป็นแท่งผอม ชูตั้ง ในต้นที่มีอายุมากแท่งเหง้าสูงได้มากกว่า 1.0 ม. ดูเหมือนเป็นเิฟินต้น มีเกล็ดสีดำปกคลุม
ใบออกเป็นกระจุกที่ยอดเหง้า ออกเวียนรอบเป็นพุ่มกลม ก้านใบมีเกล็ดสีดำปกคลุมตลอด ใบเป็นใบประกอบขขนก ใบย่อยด้านข้างจำนวนมาก ใบที่สร้างสปอร์ ใบย่อยผอม-แคบกว่าในใบปกติที่ไม่สร้างสปอร์
กระจายพันธุ์ในธรรมชาติที่ นิวคาลิโดเนียน และหมู่เกาะแปซิฟิคใต้
การปลูกเลี้ยง เฟินชนิดนี้ต้องการแสงแดดปานกลางอย่างน้อยครึ่งวัน เครื่องปลูกระบายน้ำดี และมีความชุ่มชื้นมาก
การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์ เพาะขึ้นง่ายและเจริญเติบโตไว
สายพันธุ์ปลูก Cultivar
กูดดอยแคระ Blechnum gibbum cv. 'Pygmaenum'
กูดดอยแคระสายพันธุ์นี้ เกิดจากการนำสปอร์ของกูดดอยนิวคาลิโดเนียนเพาะ โดยโครงการพัฒนาเฟิน มูลนิธิโครงการหลวง แล้วได้ต้นรุ่นใหม่ที่มีเกิดการกลายพันธุ์ได้ต้นแคระแท้ ได้พันธุ์ต้นแคระแท้ และนำสปอร์จากต้นแคระไปเพาะอีกครั้ง ยังได้ต้นลักษณะแคระออกมาดังเดิม
ลักษณะทั่วไป เหมือนต้นปกติ แตกต่างที่ขนาดย่อส่วนเล็กลง และใบย่อยหนากว่าในต้นปกติ
เฟินรัศมีโชติ
Blechnum x rasmijoti cv. The Royal Project, Thong cv. nov.
hybrid between B. giubbum x B. brailiense
"รัศมีโชติ" นามนี้ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โดยองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้โปรดดำเนินการขอพระราชานุญาต
เฟินรัศมีโชติ เป็นเฟินลูกผสมระหว่าง กูดดอยใบมัน B. gibbum X กูดดอบบราซิล B. brasilense เป็นผลงานของโครงการพัฒนาสายพันธุ์เฟิน ในมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเริ่มทำการเพาะผสมพันธุ์กันมาตั้งแต่ปี 2545 และทำการเก็บข้อมูลศึกษามาโดยตลอด จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ อันเป็นที่น่าภาคภูมิใจ โครงการหลวงจึงได้นำต้นพันธุ์น้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2549
ลักษณะทั่วไปของเฟินลูกผสมนี้ มีลักษณะของทั้งต้นพ่อ-แม่ รวมๆ กันอยู่ในต้นเดียวกัน แต่อัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าและต้นที่โตเต็มที่ทรงพุ่มสูงใหญ่กว่าลักษณะในต้นพ่อและต้นแม่อีกด้วย
ลักษณะที่ปรากฏรวมๆ กันของต้นพ่อและต้นแม่ในลูกผสมนี้ ได้แก่ เหง้าเป็นแท่งอ้วนเหมือน B. basiliense เจริญเติบโตชูตั้งได้สูงเหมือน B. gibbum และเหง้ามีเกล็ดปกคลุม เกล็ดสีน้ำตาลถึงสีดำ ขอบเรียบ เป็นเงามัน
ก้านใบสั้น ไม่เกิน 2 ซม. มีเกล็ดสีดำ ก้านแข็งเหนียว ใบเป็นใบประกอบขนนก ตัวใบขนาด 70 : 30 ซม. ใบย่อยด้านข้าง มีราว 40 คู่ ใบย่อยดูคล้าย B. brasiliense แต่ไม่เป็นคลื่นมากเท่า B. brasiliense และเรียงตัวแน่นเหมือน B. gibbum ปกติใบย่อยรูปขอบขนาน ขอบเรียบ เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง
ใบที่สร้างสปอร์ ขนาดแคบกว่าใบปกติที่ไม่สร้างสปอร์ สปอร์สามารถนำไปเพาะได้ ไม่เป็นหมัน
การปลูกเลี้ยง : เฟินรัศมีโชติ ปลูกเลี้ยงง่าย เติบโตไว ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลมาก ต้องการเครื่องปลูกโปร่ง ระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง และไม่ปล่อยให้เครื่องปลูกแห้งสนิท ต้องการแสงแดดรำไร และหากปลูกเลี้ยงในพื้นที่อากาศเย็นสบาย จะเติบโตสวยงามได้ดีกว่าที่อากาศร้อน
Blechnum appendiculatum Willdenow
ชื่อสามัญ : Hammock Fern, Sinkhole Fern
symnonym : Blechnum glandulosum Link, B. occidentale var. minor Hooker
ชื่ออื่น : กูดเจดีย์ (อินทนนท์)
กูดเจดีย์ เป็นเฟินที่โครงการหลวงนำพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ นำเพาะขยายพันธุ์จำหน่ายมานานแล้ว (ก่อนปี 2545 แต่ปีใดไม่ทราบ )
เฟินชนิดเป็นเฟินดิน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีใบออกเวียนรอบทรงพุ่ม มีไหลเลื้อยยาว ก้านใบและแกนหลักกลางใบมีขนที่ผิวด้านล่าง
ใบ รูปหอก เป็นใบประกอบขนนก กว้างสุดที่
1/4 จากโคนใบขึ้นไป ขนาดค่อยๆ เล็กลงสู่ปลาย ช่วงปลายใบขอบแฉกลึกเหมือนใบประกอบขนนก
ปลายสุดเป็นหางแหลมยาวและขอบเป็นหยัก ใบย่อยคู่ล่างใกล้โคนมีขนาดเล็กกว่าใบย่อยคู่บนถัดไป
เพียงนิดหน่อย
เฟินชนิดนี้ ในธรรมชาติกระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนของอมริกา
เฟินชนิดนี้ พบมี 2 สายพันธุ์ปลูก
- สายพันธุ์แรก ที่แกนหลักลางใบ ผิวด้านล่างมีขนชี้กาง แกนหลักกลางใบและก้านใบเป็นสีแดงตั้งแต่ใบอ่อนจนกระทั่งใบโตเต็มที่ ใบสีเขียวเข้ม
- อีกสายพันธุ์ มีขนขนาดเล็กที่ผิวล่างของแกนหลักกลางใบและใต้ใบ ก้านใบเมื่อยังอ่อนเป็นสีแดงจัดกว่าสายพันธุ์แรก
แต่เมื่อใบโตเต็มที่ ก้านใบเปลี่ยนเป็นสีเขียว ใบสีเขียวอ่อนกว่าสายพันธุ์แรก
Babara Joe Hoshizaki กล่าวไว้ในหนังสือ Fern Grower's Manual (Reprint 2002) ว่า B. appendiculatum มีลักษณะใกล้เคียงมากับ B. occidentale และต้นที่ปลูกกันทั่วไปนั้นส่วนมากมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็น B. occidentale ซึ่งลักษณะที่แตกต่างกันที่ B. occidentale แกนหลักกลางใบ ผิวด้านล่างมีขน ตัวใบรูปสามเหลี่ยมอย่างแคบ ใบย่อยคู่ล่างสุด ใบโค้งเคียว ทำให้โคนตัวใบเป็นรูปหัวใจ
เฟินชนิดนี้ ที่โครงการหลวง ระบุชนิดชื่อเป็น B. occidentale ซึ่งท่านอาจารย์ มล.
จารุพันธุ์ ทองแถม เป็นผู้นำพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อปี 2522
นำมาเพาะขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก (Ferns; มล. จารพันธุ์ ทองแถม, ดร. ปิยะเกษตร สุขสถาน;
สารคดี 2550)
และ
ทราบมาว่า โครงการหลวงได้นำเฟินชนิดนี้ขึ้นไปปลูกไว้บริเวณพื้นที่แถวพระสถูปเจดีย์
ของเจ้าอินทวิชานนท์ ที่ยอดดอยอินทนนท์ จ. เชียงใหม่ จึงตั้งชื่อไทยให้เฟินชนิดนี้
ว่า กูดเจดีย์ และสามารถเจริญเติบได้ดีพอสมควร