Genus Stenochlaena J. Sm.
วงศ์ BLECHNACEAE

สกุล Stenochlaena (อ่าน sten-o-kle-na สเทน-โอ-คลี-น่า) ชื่อมาจากคำว่า stenos (narrow) + chlaena (cloak) ซึ่งมีความหมายว่า ขอบใบแคบๆ ของใบที่มีสปอร์ม้วนพับลง

เฟินสกุลนี้ เป็นเฟินขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เหง้าเลื้อยไปได้ไกล หรือปีนป่ายขึ้นได้สูง มักพบบริเวณที่เป็นที่ลุ่มมีน้ำขัง หรือริมลำธารหนองบึง เหง้า เปลือย สีเขียว ปลายยอดเหง้ามีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ด รูปกลม-รูปรี แบบก้นปิด มีระบบท่อลำเลียง a complex dictyostele ของท่อลำเลียงใหญ่ ล้อมรอบเป็นวงแหวน 2 ชั้นด้วยท่อลำเลียงเล็กกว่า

ใบ ออกห่างกัน ก้านใบ ผิวเกลี้ยง มีครีบติดกับเหง้า มากบ้างน้อยบ้าง with corresponding vasculature, ตัวใบ เป็นใบประกอบขนนก ใบย่อยด้านข้าง 2 ข้างออกเยื้อง และใบย่อยปลายสุดคล้ายคลึงกับใบย่อยด้านข้าง ใบมี 2 แบบ ใบสร้างสปอร์มีขนาดแคบกว่า ส่วนใบย่อยที่ไม่สร้างสปอร์ปกติมีข้อ เป็นปุ่มที่โคนฝั่งด้านบน เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง ผิวเกลี้ยง ริมขอบใบหยักซี่ฟันแหลมละเอียด เส้นใบเล็กละเอียด อยู่ใกล้กัน เป็นเส้นใบอิสระ โคนเส้นใบเริ่มต้นออกจากเส้นใบอีกชุด เป็นชุดที่จัดเรียงตัวเป็นร่างแหแคบๆ ขนาบอยู่ด้านข้างแกนกลางใบย่อย ใบย่อยที่สร้างสปอร์ แคบ รูปยาว ขอบเรียบ กลุ่มอับสปอร์เป็นแถบยาวติดกันเป็นพืด เต็มหลังใบ ไปจนถึงริมขอบใบ เว้นพื้นที่ช่องว่างร่างแหและแกนกลางใบย่อย supplied by a secondary vascular system ไม่มีเยื่ออินดูเซีย ไม่มีใย paraphyses

เฟินสกุลนี้ มี 6 ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ใน อัพริกา เอเชีย ในบ้้านเรา มีชนิดเดียว คือ Stenochlaea palustris (Burm. f.) Bedd.

Stenochlaena palustris (Burm. f.) Bedd.
ชื่อพ้อง : Lomaria juglandifolia Presl; Stenochlaena fraxinifolia Presl; Stenochlaena laurifolia Presl
ชื่ออื่น : ผักกูดแดง ปรงสวน ลำเท็ง ลำทะเม็ง ผักกูดมอญ ผักยอดแดง ปะกูมาติง

คำว่า palustris (อ่าน pa-lus-tris พา-ลัส-ทริส) มาจากคำว่า paludosus+stria ( paludosus = marshy, boggy หนองน้ำ stria = furrow, channel ร่องน้ำหรือคลอง) รวมความหมายถึง เฟินที่อยู่ตามหนองน้ำ ร่องน้ำ หรือลำธาร

เฟินชนิดนี้ พบเห็นได้ทั้งในป่าธรรมชาติ และตามเทือกสวนไร่นา มีเถาปีนป่ายเลื้อยขึ้นที่สูง ปีนขึ้นต้นไม้ หรือปีนขึ้นไปตามโขดหิน อยู่ได้ทั้งในบริเวณที่มีน้ำขังแฉะ หรือที่แห้งแล้ง อยู่ได้ทั้งที่มีร่มเงาต้นไม้ใหญ่ หรือกลางแดดจัดจ้า ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 400 ม. MSL

ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินเลื้อยที่เริ่มเกิดจากพื้นดินก่อนใน ระยะแรก แล้วปีนป่ายขึ้นสูงไปเกาะอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ หรือเลื้อยไปตามผิวดินได้ไกล เหง้าที่ปีนป่าย เมื่อเติบโตจนแข็งแรงและมีระบบรากที่เหง้า สามารถดำรงชีวิตแบบเฟินเกาะอาศัยได้ จึงถือว่าเป็นได้ทั้งเฟินดินและเฟินเกาะอาศัย

ลักษณะเหง้า เป็นเถากลม แตกแขนงสาขา มีรากออกทางด้านล่าง มีใบออกห่างกัน เหง้าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 มม. สีเขียว ผิวเกลี้ยง ยอดเหง้ามีเกล็ดปกคลุม และหลุดร่วงไปในภายหลัง

ก้านใบ ยาว 8-30 ซม. สีฟางถึงสีน้ำตาล ผิวเกลี้ยง มีเกล็ดรูปก้นปิด ขอบเรีย ใบ รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง ขนาดยาวราว 24-165 ซม. กว้าง 9-30 ซม.ซึ่งขนาดอาจผันแปรไปตามสภาพแวดล้อม ใบเป็นใบประกอบขนนกปลายคี่ ใบย่อยด้านข้าง มีไม่เกิน 15 คู่ ออกตรงข้ามกัน แกนหลักกลางใบสีฟาง-สีน้ำตาล ผิวเกลี้ยง

ใบมี 2 แบบ คือ ใบปกติ ที่ไม่สร้างสปอร์ กับใบที่สร้างสปอร์ ใบอ่อนออกใหม่เป็นสีแดงอ่อนถึงแดงเข้ม

ใบย่อยปกติ ที่ไม่สร้างสปอร์ มีก้านสั้นๆ มีข้อต่อที่โคนก้าน ขนาดใบ 15 : 3 - 5 ซม. รูปไข่อย่างแคบ ปลายสุดแหลมยาว โคนใบ ฝั่งบนรูปกลมหรือกึ่งตัด ฝังล่างเป็นรูปลิ่มอย่างแคบ แกนกลางใบย่อยนูนทั้งด้านบนและด้านล่าง ด้านบนเป็นร่องตื้นๆ สันร่องมน ริมขอบใบจักซี่ฟันแหลม-เฉียงไปทางปลายใบ ระยะถี่ มากบ้าง-น้อยบ้าง และริมขอบใบบางใส เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง ผิวด้านบน สีเขียวเข้ม เป็นเงามัน ด้านล่างสีเขียวซีด ใบย่อยเดี่ยวปลายสุด รูปร่างคล้ายคลึงกับใบย่อยด้านข้าง

ส่วนใบย่อยที่สร้างสปอร์ รูปร่างผอมเรียว ขนาดราว 20 : 3 ซม.

เส้นใบ เส้นหลักทั่วไปเป็นเส้นอิสระ หรือแตกแขนงสาขา จัดเรียงตัวขนานกัน โคนเส้นหลักเริ่มจากเส้นใบขนาบใกล้แกนกลางใบย่อย (costa) และมีแถวเดี่ยวของช่องว่างร่างแหรูปแคบยาว ขนาบข้างแกนกลางใบย่อย

กลุ่มอับสปอร์ เกิดเต็มพื้นที่ด้านล่าง เว้นเฉพาะแกนกลางใบย่อยและช่องร่างแหแคบๆ ข้างแกน เมื่อสปอร์แก่ ริมขอบใบมักม้วนพับขึ้น

เฟินชนิดนี้กระจายพันธุ์อยู่ใน อินเดีย ภูมิภาคอุษาคเนย์ โพลีนีเซีย ออสเตเลียเขตร้อน

ผักกูดแดง อาจเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งของเกษตรกรชาวสวน เนื่องด้วยเจริญเติบโตเร็ว ปีนป่ายขึ้นรกปกคลุมต้นไม้ที่ปลูกไว้ กระทั่งต้นไม้นั้นอาจไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตาม ผักกูดแดงยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ตัวอย่างเช่น เถาลำต้น ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียวและคงทน สามารถนำมาใช้ในงานหัตกรรมเครื่องจักสาน เช่นกระเช้า หรือตะกร้า

ใบ สามารถนำมาฟอกย้อมสี ทำเป็นใบไม้แห้งประดับแจกัน ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงผลิตออกจำหน่าย และส่งไปขายยังต่างประเทศปีละจำนวนมาก

ผักกูดแดง หรือลำเท็ง สามารถปลูกประดับสวนได้ หากมีพื้นที่มากพอ และมีที่ให้เลื้อยหรือปีนป่ายได้ ช่วยทำให้สวนต้นไม้ดูร่มรื่น และสดชื่นด้วยใบสีเขียวเป็นเงามันงามจับตา แต่ต้องคอยตัดแต่งเป็นระยะ เพื่อควบคุมไม่ให้เลื้อยรกมากเกินไป

นอกจากนี้ ใบอ่อนสามารถนำมากินเป็นผักลวกจิ้มได้อีกด้วย คุณเคยลองหรือยัง?