Genus Cyathea
วงศ์ CYATHEACEAE
ชื่อสกุล Cyathea มาจากภาษากรีกคำว่า kyatheion มีความหมายว่า "little cup" ซึ่งหมายถึง กลุ่มสปอร์รูปถ้วย
เฟินในสกุล Cyathea นี้เป็นเฟินดิน ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ กระจายพันธุ์อยู่ตามเขตภูเขาในป่าเขตร้อนทั่วโลก และมีบ้างที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว ในธรรมชาติ มักพบได้ในป่าดิบเขา ที่มีความชุ่มชื้นสูง
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินต้น มีลำต้นเหง้าเป็นแท่งตั้งสูงได้มากกว่า 10 ม. มองดูคล้ายไม้ยืนต้น แท่งเหง้าแข็งแรง สามารถแบกรับน้ำหนักของพุ่มเรือนยอด ที่มีใบดกหนาแน่น ตลอดลำต้นปกคลุมด้วยรากมากมาย ที่ส่วนยอดของเหง้า ปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาแน่น และมียอดใบอ่อนอัดแน่น
ก้านใบ มีทั้งชนิดก้านยาวและก้านสั้น อวบ
แข็ง ออกพุ่มอยู่ปลายยอด
ใบ มีขนาดใหญ่ เป็นใบประกอบขนนก 2-3 ชั้น ท่อลำเลียงในก้านจัดเรียงอิสระ
อับสปอร์ เป็นรูปถ้วยกลม เกิดระหว่างขอบใบกับเส้นกลางใบย่อย
บางชนิดมีเยื่ออินดูเซีย แต่บางชนิดไม่มี การจำแนกชนิดของเฟินสกุลนี้ ทำได้ยากลำบาก
มีรายงานบันทึกการพบเฟินในสกุลนี้มากถึง 700 ชนิด ในบ้านเรามีรายงานค้นพบแล้ว 10 ชนิด ส่วนในมาเลเซียมีถึง 17 ชนิด ในฟิลิปปินส์มีถึง 37 ชนิด
หมายเหตุ : ข้อมูลในหน้านี้ ปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุด ต.ค. 2552 ดู บันทึกการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลสกุลนี้ ท้ายหน้า
ซึ่งยังต้องตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงอีก หากท่านต้องการนำไปใช้อ้างอิง โปรดตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมก่อน
ร่วมแสดงความคิดเห็น แจ้งข้อเสนอแนะหรือข้อผิดพลาด เกี่ยวกับข้อมูลในหน้านี้ ได้ที่ fernSiam forum
ตัวอย่างเฟินในสกุล Cyathea ที่พบในบ้านเราและจาก ตปท.
Sect. : Cyathea
ชื่ออื่น : กูดต้น มหาสดำ มหาสิงคำ
กูดต้นมหาสดำชนิดนี้ พบอยู่ในป่าบริเวณที่ได้รับแสงแดดรำไร ใกล้ริมลำธาร ในป่าดิบชื้นตลอดปี ที่ระดับความสูง 400-1800 ม. MSL. หรือในป่าดิบเขา ที่ระับความสูง 1000 - 1600 ม. MSL.
กูดต้นชนิดนี้ มีเหง้าเป็นแท่งสูงได้มากกว่า 2 เมตร มีรากสีดำปกคลุมทั่ว ที่ข้างลำต้นมักเห็นรอยที่เกิดจากก้านใบแก่ที่หลุดร่วงไป
ก้านใบยาวราว 10 ซม. สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม มีหนามสั้นๆ ตลอดความยาวก้าน มีเกล็ดที่โคนก้าน เกล็ดรูปแถบ ยาว 2 ซม. กว้าง 1 มม.สีน้ำตาลเข้ม เป็นเงามัน ริมขอบแคบๆ เป็นสีน้ำตาลส้ม หลุดร่วงไว pneumathodes 1 cm or more length, in a single row with a short distance between each other
ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น แกนหลักลางใบมีหนามสั้นเฉพาะช่วงโคน ช่วงอื่นผิวเรียบหรือเป็นตะปุ่มตะป่ำ แกนสีน้ำตาลซีด
ใบย่อยช่วงล่างออกห่างกัน ระยะห่างราว 10 ซม. ขนาดเล็กลง รูปร่างผันแปร ใบย่อยที่มีขนาดใหญ่สุด ขนาดราว 50 ซม. กว้าง 18 ซม. ปลายสอบแหลมเป็นหางยาว
แกนกลางของใบย่อยสีน้ำตาล หรืออ่อนกว่า ช่วงโคนสีออกม่วง มีขนประปราย ขนย่นสีซีด และมีเกล็ดห่างประปราย สีน้ำตาล
ใบย่อยชั้นเล็ก มีมากกว่า 25 คู่ ใบที่ใหญ่กว่าอยู่ห่างกัน 2.5 ซม. มีก้านสั้นมาก กางออก เหยียดตรง หรือโค้งเคียวเล็กน้อย รูปหอก ขนาดค่อยสอบเล็กลงสู่ปลายแหลม โคนตัดตรง ขนาดยาวราว 10 ซม. กว้าง 2 ซม. ขอบเป็นแฉกหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย เหลือเป็นครีบกว้างราว 0.2-1 มม. ส่วนแฉกเฉียง โค้งเคียว ปลายมน ขอบหยักซี่ฟัน ขนาดยาวราว 1 ซม. กว้าง 4 มม. ด้านใต้ใบบริเวณเส้นกลางของส่วนแฉกมีเกล็ดขอบเรียบ ปลายเรียวยาว สีดำ ปกติเป็นเกล็ดแบน
เนื้อใบบางเหมือนกระดาษ เส้นใบแตกแขนง มองเห็นได้ชัดทั้งผิวด้านบนและล่าง
กลุ่มอับสปอร์ อยู่เรียงชิดกับเส้นกลางของส่วนแฉก มีเยื่ออินดูเซียมบางและแบน ์
กระจายพันธุ์ อยู่ในไทย พม่า มาเลเซียแบะบอร์เนียว ในบ้านเรา มีรายงานพบที่ บ่อไร่ จ. บุรีรัมย์, เขาใหญ่ จ. นครนายก, เขาทอง ท่าสาร จ. ชุมพร, จ. สุราษฎร์ธานี, เขาหลวง จ. นครศรีธรรมราช, จ. สตูล
Cyathea chinensis
Sect : Cyathea
ชื่ออื่น : กูดดอยอ่างขาง
กูดดอยอ่างข่าง ลำต้นสูงได้ถึง 5 ม. หรือมากกว่า ในธรรมชาติพบเฟินชนิดนี้อยู่ตามลาดเชิงเขา ที่ชุ่มชื้น ในป่าระดับต่ำ ถึงระดับ 1200 ม.
ก้านใบยาวราว 50 ซ.ม. ใกล้โคนสีม่วงเข้ม ช่วงบนสีน้ำตาล มีปุ่มหนามค่อนข้างแน่นตลอดก้าน ผิวตะปุมตะป่ำ เกล็ดรูปแถบยาว แข็ง ยาว 3.5 ซ.ม. กว้าง 1.5 มม. สีน้ำตาลเข้มเป็นเงามัน มีขอบแคบๆ สีอ่อนกว่าเป็นสีน้ำตาลส้ม แกนใบหลักเรียบ ผิวเกลี้ยง สีน้ำตาลอ่อน
ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น ใบย่อยชั้นแรก ใบที่มีขนาดใหญ่สุด ยาว 50 ซ.ม. กว้าง 13 ซ.ม. รูปขอบขนานอย่างแคบ ใบย่อยใกล้โคนลดขนาดเล็กน้อย แกนกลางใบย่อย ด้านใต้สีซีด มีขนยับย่นสีขาว
ใบย่อยชั้นที่สอง มีได้มากกว่า 30 คู่ ไม่มีก้านใบย่อย แผ่กางออก รูปหอก ปลายสอบแหลม โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง หรือกึ่งตัดตรง มีขนาดยาว
8 ซ.ม. กว้าง 1.3-1.5 ซ.ม.
ขอบของใบย่อยชั้นที่สองเป็นแฉกหยัก ส่วนมากหยักลึกเส้นกลางใบ ส่วนแฉกเฉียง โค้งเคียว ปลายมนกลมหรือสอบแหลม
ขอบหยักซี่ฟัน ขนาดยาว 7 มม. กว้าง 3 มม. เส้นกลางใบและเส้นกลางส่วนแฉกมีขนบริเวณด้านใต้ใบ มีเกล็ดนิดเหน่อย สีซีด นูนขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง มีหยิกย่นบ้าง เนื้อใบเหมือนแผ่นกระดาษ สีเขียวอ่อน ด้านใต้ซีดกว่า เส้นใบ เป็นเส้นเดี่ยว หรือแตกแขนง
กลุ่มอับสปอร์ อยู่ใกล้แกนกลางส่วนแฉก เยื้อรัดรอบกลุ่มสปอร์มีขนาดใหญ่ มีเยื่ออินดูเซียม เมื่อสปอร์แก่ เยื่อจะเปิดออกเป็นแผ่นสีน้ำตาลกว้างและขอบแหว่งวิ่นไม่เป็นระเบียบ
กระจายพันธุ์อยู่ในเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันออก จรดจีนตอนใต้ มณฑลยูนาน และคาบสมุทรอินโดจีน ในบ้านเราพบที่ ดอยผาชู จ. เชียงราย
Sub.genun : Spheropteris
ชื่ออื่น : Sphaeropteris glauca
ชื่ออื่น : กูดหัวอ้ายเป็ด
เฟินหัวอ้ายเป็ด เป็นเฟินภูเขา ที่มักพบอยู่ตามภูเขาสูงระดับ 800-1,700 ม. MSL ในป่าดิบชื้น ตามลาดเขาใกล้บริเวณลำธาร มีอากาศเย็นชื้น และฝนตกชุกและสม่ำเสมอ
ลักษณะทั่วไป ลำต้นเหง้าสูงได้มากกว่า 10 ม. ก้านใบยาวได้มากกว่า 60 ซ.ม. อวบอ้วน แข็งแรง ผิวก้านสีม่วง มีปุ่มหนาม มีขน หรือเกล็ด บริเวณโคนก้าน
ลักษณะเกล็ด สีน้ำตาลอ่อนถึงซีด ยาวถึง 4 ซ.ม. กว้าง 3 ม.ม. แผ่นบาง ขอบเป็นขนสั้นสีเข้มกว่า
แกนใบหลัก มีนวลขาวหรือสีน้ำตาล ผิวเกลี้ยง และมีหนาม
ใบย่อยชั้นแรก ยาวได้ถึง 80 ซ.ม. กว้าง 30 ซ.ม. ใบย่อยใกล้โคนขนาดลดลงเล็กย้อย
แกนกลางใบย่อย สีน้ำตาลอ่อนหรือซีด มีปุ่มหนามด้านล่าง ด้านบนเกลี้ยง
หรือมีขนปกคลุม
ใบย่อยอีกชั้น ออกห่างกัน ระยะ 2.5 ซม. รูปหอก ปลายสอบแหลม โคนกึ่งตัด ไ่่ม่มีก้านใบย่อย แผ่กางออกจากแกน เกือบตรง ยาว
15 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. ขอบเฉกหยักลึกถึงเส้นกลางใบ ส่วนแฉกช่วงล่างใกล้โคนมักแยกอิสระไม่ติดกับส่วนบนถัดไป ส่วนแฉก เฉียง โค้งเคียว ปลายมนหรือแหลมปานกลาง ขนาด ยาว 1.5 ซม. กว้าง 2.5 ซม. ระยะห่าง 5-6 มม. เส้นกลาบใบและเส้นกลางส่วนแฉกมีผิวเรียบ หรือมีขนบ้างที่ช่วงปลายของใบย่อย แผ่นใบเรียบ บางเหมือนแผ่นกระดาษ สีเขียว ผิวด้านล่างเกลี้ยง เส้นใบแตกแขนง มองเห็นได้ชัดด้านล่างใบ
อับสปอร์ รูปถ้วยกลม นูน อยู่ใกล้เส้นแกนของหยักมากกว่าขอบ ไม่มีเยื่ออินดูเซียหุ้ม
กระจายพันธุ์อยู่ใน อินเดียตอนเหนือ ไทย มาเลเซีย ในบ้านเราพบ เชียงใหม่, เกาะกะตะ เกาะกวม จ. พังงา, เขาหลวง จ. นครศรีธรรมราช, เขาช่อง จ. ตรัง, สตูล, นราธิวาส
Cyathea gigantea (Wall. ex Hook.) Holttum
Sect. : Gymnosphaera
ชื่ออื่น : มหาสะแดง มหาสะดำ กูดโง่ง กูดโย่ง กูดหางนกยูง เนระพูสี กูดดำ ดีงูหว้า
มหาสะแดง กูดต้นชนิดนี้ ในป่าธรรมชาติ ตามลาดเขาในป่าดิบทึบ ชุ่มชื้นตลอดปี ที่ระดับไม่สูงมากถึงบนภูเขาที่ระดับความสูง 1300 ม. MSL เหง้าลำต้นเป็นแท่งสูงได้มากกว่า 2 เมตร ข้างลำต้นปกคลุมด้วยรากเส้นแข็งมีสีดำ ที่บริเวณยอดเหง้า มีขนหรือเกล็ดหยาบปกคลุมหนาแน่น มีรอยที่เกิดจากใบแก่หลุดร่วงไป
ลักษณะใบ ก้านใบยาวได้มากกว่า 50 ซ.ม. สีเกือบดำ หรือสีน้ำตาลแดง เป็นเงามัน ผิวแข็ง ด้านนอกเรียบ ไม่มีปุ่มหนาม ก้านใบมีร่องตามความยาวก้าน ปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดชี้กาง แข็ง ขนาด ยาว 1.5 ซม. กว้าง 2 มม. สีน้ำตาลเข้มถึงเกือบสีดำ ริมขอบสีน่ำตาลอมส้ม
pneumathoodes small, in a single row, distinct;
ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น แกนหลักของใบสีน้ำตาลแดงถึงเกือบดำ มีขนเล็กๆ ผิวเรียบ
ใบย่อยชั้นแรก ยาวได้ถึง 70 ซ.ม. กว้าง 25 ซ.ม. ปลายสอบแหลม ที่แกนกลางใบย่อยผิวด้านบนมีขน ผิวด้านล่างขรุขระหรือมีเกล็ดบ้าง ช่วงโคนสีเข้ม ช่วงบนสีอ่อนกว่า มีใบย่อยออกห่างกันราว 2.5 ซม.
ใบย่อยอีกชั้น กางออก เหยียดตรง เฉียง หรือ โค้งเคียวเล็กน้อย รูปหอก ปลายสอบแหลมเป็นหางแหลม โคนรูปหัวใจ มีก้านอย่างสั้นถึงสั้นมาก ขนาดยาว 12 ซม. กว้าง 2 ซม. ขอบใบเป็นแฉกหยัก ลึกมากกว่า 1/3 ของระยะถึงเส้นกลางใบย่อย
ส่วนแฉกที่ขอบของใบย่อย รูปกึ่งสามเหลี่ยมมุมมน ปลายมน เฉียง ดค้งเคียว ขอบหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 4 มม. ส่วนหยักเว้าแคบ เนื้อใบบางเหมือนแ่ผ่นกระดาษ สีเขียว เส้นใบแตแขนงแบบขนนก ส่วนปลายเป็นเส้นเดี่ยวปกติ จัดเรียงตัวอิสระ
อับสปอร์เป็นเม็ดกลม ไม่มีเยื่อหุ้มอินดูเซียม จัดเรียงตัวอยู่ใกล้เส้นกลางของหยัก
กระจายพันธุ์อยู่ใน ตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย อินเดียใต้ ลังกาตอนใต้ของจีน พม่า ลาว ไทยมาเลเซีย สุมาตรา ชวาตะวันตก ในบ้านเรา พบทั่วไปทุกภาคในหลายๆ จังหวัด ได้แก่ ดอยตุง เชียงราย, ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ฝาง จ. เชียงใหม่, กอยมูเซอ จ. ตาก, ภูหลวง จ. เลย, เขาสอยดาว เขาสระบาป จ. จันทบุรี, เกาะช้าง เกาะกูด จ. ตราด, วังกา จ. กาญจนบุรี, เมืองแหลม เขานมสาว จ. ระนอง,
สกุลนี้ มักสับสนกับ C. glabra ที่พบในมาเลเซีย ซึ่งมีหยักลึกกว่า หรือขอบแฉกลึกอย่างเห็นได้ชัด และขอบเกล็ดไม่หยักเป็นซี่ฟัน ในไทยไม่มีชนิดนี้
Synonym : Gymnosphaera glabra Blume
C. glabra เป็นชนิดที่เพิ่งได้รับการบันทึกรายงานการพบ (New Record) ในประเทศไทย (อ้างอิง : วิทยานิพนธ์โดย ชนิดา สงวนทรัพย์ 2551)
กูดต้นชนิดนี้ ในธรรมชาติอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชุ่มชื้น ที่ระดับต่ำ MSL ในป่า หรือป่าดิบเขา ระดับไม่เกิน 1500 ม. ลักษณะคล้ายคลึง C. giantea
ลักษณะทั่วไป ลำต้น สูง 1-2 ม. ทรงผอมเรียว
ก้านใบ ผิวเกลี้ยง เป็นเงามัน สีม่วงเข้ม มีเกล็ดที่โคนก้าน
เกล็ด ชี้ขึ้น สีดำ เป็นเงามัน ขอบสีซีดกว่าและบาง
ใบประกอบขนนก 2-3 ชั้น ปกติยาว 45-60 ซม. มีก้านใบย่อย แกนหลักกลางใบมีเกล็ด ลักษณะเกล็ดเหมือนที่โคนก้านใบ
ใบย่อยคู่ล่างสุดขนาดเล็กลงอย่างชัดเจน
ใบย่อยขนาดใหญ่กว่า ยาว 5-9 ซม. กว้าง 8-15 มม. ส่วนมากมีก้านใบ โคนตัดตรง ปลายสอบแหลม
ส่วนแฉก รูปสามเหลี่ยม ปลายมน
กลุ่มสปอร์ ไม่มีเยื่ออินดูเซีย เกิดเป็นกลุ่ม 1 หรือ 3 กลุ่มบน เส้นใบของใบย่อย
กระจายพันธุ์อยู่ใน มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา
C. hymenodes เป็นชนิดที่เพิ่งได้รับการบันทึกรายงานการพบ (New Record) ในประเทศไทย (อ้างอิง : วิทยานิพนธ์โดย ชนิดา สงวนทรัพย์ 2551)
ในธรรมชาติ อาศัยอยู่ในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 900-200 ม. MSL
ลักษณะทั่วไป ลำต้น สูง 2-4 ม.
ก้านใบ ยาว 17 ซม. ล้อมด้วยหนามสั้นๆ มีเกล็ดปกคลุม เกล็ดสีดำ ขอบเกล็ดบาง
แกนหลักกลางใบ สีน้ำตาลอมสีม่วง ผิวบนมีขนอ่อนนุ่ม
ใบ รูปหอกอย่างกว้าง ใบเป็นเยื่อบาง เป็นประกอบขนนก 2 ชัน หรือ 3 ชั้น
ใบย่อยขนาดเล็กลงจากโคนสู่ปลายใบ ใบย่อยช่วงกลางขนาดยาวไม่เกิน 60 ซม.
ใบย่อยชั้นเล็กสุด ยาวราว 7.5 ซม. ขอบขนาน ปลายสอบแหลม ไม่มีก้านใบย่อย เส้นกลางใบด้านใต้ใบมีเกล็ดเล็กๆ ด้านบนมีขนนุ่ม
ส่วนย่อยเล็กอยู่ชิดกัน รูปขอบขนาน-โค้งเคียว ป้านมน ขอบหยักซี่ฟันไม่ชัดเจน ขนาดยาว 10 มม. กว้าง 3.5 มม.
เส้นใบ มี 9 เส้นบนแต่ละฝั่ง ส่วนมาแตกแขนง
กลุ่มอับสปอร์ เกิดที่เส้นกลางใบของใบย่อย มีเยื่ออินดูเซีย รูปจานกลม บาง แข็ง สีน้ำตาล หลุดลอกออกง่าย
กระจายพันธุ์ใน มาเลย์ สุมาตรา หมู่เกาะชวา

Cyathea latebrosa (Wall.) Copel.
Sect : Cyathea
ชื่ออื่น : กูดพร้าว กูดดอยสุเทพ มหาสดำ
ภาพชุดนี้ ถ่ายไว้เมื่อคราวที่พวกเราไปตามล่ามหาสดำในป่าธรรมชาติ ที่เชียงใหม่่ ต.ค. 2545
และพบกูดดอยสุเทพนี้ ในป่าข้างทาง ระหว่างทางขับรถขึ้นดอยสุเทพ
ถึงแม้ต้นที่พบนี้ ความสูงยังไม่มากนัก แต่เป็นกูดต้นชนิดแรกที่พวกเราพบในสภาพป่าธรรมชาติเป็นครั้งแรก
บริเวณที่พบ เป็นร่องลำธารน้ำเล็กๆ มีน้ำไหลริน และมีความชุ่มชื้นทั่วไปบริเวณ
กูดดอยสเทพ จำนวนมาก อยู่ใต้ร่มของต้นไม้สูงใหญ่ ได้แสงรำไรที่ลอดผ่านลงมา
และมีเศษซากใบไม้กิ่งไม้ทับถมอยู่บริเวณโคนต้นเป็นจำนวนมาก
ลักษณะทั่วไปของกูดต้นดอยสุเทพ ลำต้น มีความสูง 3-5 เมตร หรือมากกว่า
ก้านใบยาว 30-40 ซ.ม. ก้านใบด้านนอกมีปุ่มหนามสั้น ก้านสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มีเกล็ดบริเวณโคนก้าน เกล็ดเป็นเส้น ยาว 2 ซ.ม. กว้าง 1.2 มม. สีดำ เป็นเงา แข็ง ขอบสีน้ำตาลส้ม หลุดร่วงไว
pneumatodes in a single row, separated or continuous, smooth, glabrescesnt or hairy on upper surface;
ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น มีขนหรือเกล็ดอยู่กระจายห่างๆ ใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลง ยาวราว 10 ซ.ม. มีรูปร่างไม่แน่นอน ใบย่อยอยู่ห่างกัน
ใบย่อยชั้นแรก ใบที่ใหญ่กว่า ยาวถึง 40 ซ.ม. กว้าง 14 ซ.ม. รูปขอบขนานอย่างแคบ ปลายสอบแหลม ปลายสุดเป็นหางแหลม แกนกลางใบย่อย ผิวด้านล่างขรุขระ ผิวด้านบนมีขนและเกล็ดประปราย
ใบย่อยชั้นที่สอง มีได้มากกว่า 25 คู่ ใบที่มีขนาดใหญ่กว่าอยู่ห่างกัน 1.6 ซม. รูปขอบขนานแกมรูปหอก ขนาดค่อยๆ สอบแคมสู่ปลายเป็นสอบแหลม โคนกึ่งตัดตรง ไม่มีก้านใบย่อย ขนาด ยาว 7ซม. กว้าง 1.7 ซม.ขอบเป็นแฉกหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ
ส่วนแฉกเฉียงที่ขอบใบ โค้งเคียว ปลายมน ขอบเรียบ หรือหยักซี่ฟันเล็กน้อย ยาว 1 ซม. กว้าง 3 มม. เส้นกลางใบมีขนที่ผิวด้านบน ด้านล่างมีเกล็ดที่เส้นกลางใบและเส้นกลางของส่วนแฉก เกล็ดแบน โคนเกล็ดสีน้ำตาล ส่วนปลายหยิกย่น
เนื้อใบบางเหมือนกระดาษ สีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า เส้นใบแตกแขนง หรือช่วงปลายเป็นเส้นเดี่ยวปกติ
กลุ่มอับสปอร์มีขนาดเล็ก จัดเรียงตัวใกล้เส้นกลางของส่วนแฉก มีเยื่อหุ้มอินดูเซียขนาดเล็ก มีเกล็ดที่ขอบ เห็นได้เมื่อสปอร์ยังไม่แก่
กูดดอยสุเทพ ในสภาพธรรมชาติ พบในป่าดิบชื้น บนภูเขาที่ระดับต่ำกว่า 1,000 ม. MSL
กระจายพันธุ์อยู่ในอินเดียตอนเหนือและตอนใต้ ไทย เขมร เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอณเนียวในบ้านเราพบที่เชียงใหม่ นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส ยะลา
ชื่อพ้อง : Cyathea brunonis
กูดต้นชนิดนี้ มีลำต้นเป็นแท่งตั้ง สูงราว 50 ซม. หรือมากกว่า ใบเป็นใบประกอบขนนกชั้นเดียว ขอบใบเกือบเรียบ ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในป่าที่มีร่มแสงรำไร มีความชุ่มชื้นสูง ริมลำธารน้ำไหลรินในป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง MSL ระดับต่ำถึงสูงปานกลาง พบมากในป่าตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย
มหาสดำพันธุ์ใหม่ เฟิร์นต้น (Tree Fern) หรือ มหาสดำ ชนิด Cyathea
moluccana ซึ่งพบเป็นรายงานใหม่สำหรับประเทศไทย ดูต่างจากเฟินต้นชนิดอื่นๆ
ตรงที่มีลำต้นเป็นเหง้าสั้นๆ และมีใบย่อยแบบขนนกชั้นเดียว ในไทยมีรายงานพบเฉพาะที่ป่าฮาลา-บาลาเท่านั้น
เป็นเฟินมหาสดำชนิดใหม่ของไทย แม้แต่ใน Flora of Thailand หรือ พรรณพฤกษาชาติประเทศไทย
ในเล่มที่เกี่ยวกับเฟิน ก็ยังไม่มีรายงานมาก่อน แต่จากข้อมูลที่ได้รับ
จากคุณธีร์ หะวานนท์ ซึ่งทำวิจัยเรื่องเฟินมหาสดำของไทย ทำให้ทราบว่า
เคยมีผู้เก็บตัวอย่างเฟินชนิดนี้ได้ในป่าฮาลา-บาลา เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนมาแล้ว
จากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นมันอีกเลย
![in the habitat [image : HK-Trid@HKK-BKK ]](podophylla_01-HK.jpg)
Cyathea podophylla (Hook.) Copel.
Sect.: Gymnosphaera
ชื่อพ้อง : Alsophylla podophylla Hk.
ชื่ออื่น : มหาสะดำ
มหาสะดำชนิดนี้ ในธรรมชาติอาศัยอยู่ลาดเนินเขา ใกล้ริมลำธารน้ำไหลริน ในบริเวณที่มีร่มเงาบ้าง
ได้รับแสงแดดบ้างเป็นบางเวลา ในป่าดิบแล้ง-ดิบชื้น ที่ระดับความสูง
600-1200 ม. MSL
มหาสะดำชนิดนี้ เป็นกูดต้นที่ไม่สูงใหญ่ สามารถปรับตัวอยู่ได้ในสถานที่มีความชื้นไม่สูงมาก สามารถปลูกเลี้ยงในเมืองได้
ลำต้นสูงได้ถึง 1 ม. (ในไต้หวันสูงได้ถึง 1.8 ม.) ก้านใบยาว 40-50 ซม. หรือยาวได้มากกว่า สีม่วงเข้ม เป็นเงามัน มีปุ่มปมเป็นหนามสั้นๆ บริเวณใกล้โคนมีเกล็ด ลักษณะเกล็ด รูปหอกแคบๆ สีน้ำตาลเข้ม เป็นเงามัน ขอบสีน้ำตาลแดง แข็ง ยาว 3 ซ.ม. กว้าง 2.5 มม. ; pneumathodes in a single row, interrupted;
ใบเป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น ขนาดใหญ่ แกนหลักกลางใบและแกนหลางของใบย่อย ผิวบนมีขน ผิวล่างเรียบและมีเกล็ดเล็กๆ
ใบย่อย ราว 25 คู่ ใบย่อยปลายสุดเป็นแฉก ใบย่อยมีก้านสั้นๆ เหยียดตรงหรือเฉียง เป็นโค้งเคียวมากบ้างน้อยบ้าง
รูปหอก ขนาดค่อยๆ แคบลงสู่ปลาย ปลายสุดเป็นหางแหลมยาว โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง ขนาดยาวไม่เกิน 12 ซม. กว้าง 1.7 ซม.
ขอบกึ่งเรียบ หรือเป็นจักซี่ฟันตื้นๆ ที่ส่วนปลาย
แกนกลางใบย่อยมีเกล็ดทั้งผิวบนและผิวล่าง ด้วยริมขอบสีน้ำตาลแดง ไม่หยิกย่น
ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบางเหมือนกระดาษ เส้นใบแตกแขนงแบบขนนก ปลายเป็นเส้นเดี่ยวปกติ จัดเรียงอิสระ
กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม อยู่ใกล้เส้นใบหลัก ปกติมี 1 กลุ่มใกล้ส่วนโคนของปลายเส้นใบ ไม่มีเยื่ออินดูเซีย receptacels not so swollen
มหาสะดำชนิดนี้ กระจายพันธุ์อยู่ใน ภาคใต้ของจีน และภูมิภาคตอนล่างของจีน ไปถึงประเทศไต้หวัน ในบ้านเราีมีรายงานพบทั่วไปในทุกภาค
![at RPF - Doi pui [ Image : Bank@BKK ]](spinulosa_0101.jpg)
Cyathea spinulosa Wall. ex. Hook.
Sect. : Cyathea
ชื่อพ้อง : Alsophila spinulosa, A. spinulosa
ชื่ออื่น : กูดดอยปุย (Kood Doi Pui)
กูดดอยปุย ในธรรมชาติ อยู่ในบริเวณที่ชุ่มชื้นสูง มีร่มเงา ในป่าดิบเขา ที่ระดับไม่สูงมาก ราว 700 ม. MSL หากป่าถูกทำลาย จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ในสภาพที่อากาศแห้งแล้ง
ลักษณะทั่วไป ลำต้นเหง้าเป็นแท่งสูง ได้ถึง 3 ม. หรือมากกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางราว 15 ซม.
ก้านใบ สีม่วงเข้ม บริเวณโคนเป็นปุ่มหนามหนาแน่น ผิวด้านในสีเขียว มีเกล็ดแข็ง สีน้ำตาลเข้มเป็นเงามัน มีหนามที่พัฒนามาจากโคนของเกล็ด
ลักษณะใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น มีใบย่อยด้านข้างจำนวนมาก ใบย่อยคู่ล่างลดขนาด แกนใบย่อย มีเกล็ด ใบย่อยชั้นที่สอง รูปหอก ปลายสอบแหลม โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง ไม่มีก้านใบย่อย ขนาดยาว 8 ซม. กว้าง 1.8 ซม. ขอบใบแฉกหยักลึกเกือบถึงแกนใบย่อย ส่วนแฉกริมขอบใบย่อย เป็นหยักซี่ฟันห่างๆ เส้นกลางใบมีเกล็ดบ้างที่ผิวล่าง แต่ไม่มีขน เกล็ดลักษณะ สีน้ำตาลซีด เส้นกลางส่วนแฉกและด้านใต้ใบมีขนเล็กๆ
กลุ่มอับสปอร์ อยู่ชิดเส้นกลางของส่วนแฉก มีเยื่ออินดูเซียรูปถ้วยกลม เปลือยด้านบน
กระจายพันธุ์ใน เขตหิมาลัยตะวันออก อินเดียตอนใต้ พม่า ไต้หวัน และตอนใต้ของญี่ปุ่น ในบ้านเราพบในป่าทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้
ชื่อ กูดดอยปุย ตั้งให้โดย มล. จารุพันธ์ ทองแถม ตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2530
ตัวอย่างชนิดของต่างประเทศ / sample species native to other countries
ชื่ออื่น : กูดต้น
กูดต้น C. obscura ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 900-1400 ม. MSL
ลำต้นเป็นแท่งตั้ง สูงปานกลาง ก้านใบสีดำถึงสีน้ำตาล มีเกล็ดปกคลุม หรือผิวตะปุ่มตะป่ำที่เกิดจากเกล็ดที่หลุดร่วงไป โดยเฉพาะบริเวณโคนก้าน เกล็ดสีน้ำตาลอ่อน ซีด เป็นเงามัน ขอบแข็ง ใบประกอบขนนก ยาว 1-2 ม.
กลุ่มสปอร์ เกิดบน 3 คู่ของเส้นใบ บริเวณกึ่งกลางระหว่าง เส้นกลางเส้นใบย่อยและขอบของตัวใบ ไม่มีเยื่ออินดูเซีย
พบใน มาเลเซีย และที่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย
ชื่อพ้อง : Pleocnemia submemvranacea (Hayata) Tagawa et. K. Iwats.
ชื่ออื่น : มหาสดำเขา กูดดำ มหาสดำ
สูง 1.5-2.5 ม. ลำต้นตั้งตรง มีเกล็ดสีน้ำตาลที่ปลาย ใบประกอบแบบขนนก ยาวมากกว่า 1 ม. กลุ่มอับสปอร์เรียงตัวเป็น 1-2 แถว แต่ไม่เป็นระเบียบ
Cyathea cooperi (F. Muell.) Domin.ชื่อพ้อง : Spaeropteris cooperi, Alsophila australis, Alsophila cooperi
ชื่อสามัญ : Lacy Tree Fern
เฟินชนิดนี้ จัดอยู่ในกลุ่ม Spheropteris มีกระจายพันธุ์ทั่วไปในออสเตเรีย
พบได้ ทั้งในป่าฝนและป่าดิบแล้ง แม้แต่ในเขตที่มีหิมะทางตอนใต้ใน Queensland
มีความสูงได้ถึง 5 เมตร โคนก้านใบปกคลุมด้วย ขนหรือเกล็ด ขนาดค่อนข้างใหญ่และหนาแน่น
เกล็ดสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ขอบใบย่อยเว้าไม่ถึงเส้นกลางใบ
เป็นเฟินที่ปรับตัวเข้ากับสภาพดินและอากาศได้กว้างขวาง การปลูกจึงดูแลง่าย และเจริญเติบโตไวอีกด้วย
เฟินชนิดนี้ในบ้านเรามีผู้สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก
คุณป้าท่านหนึ่ง เป็นคนจังหวัดน่าน บอกว่า "ที่บ้านป้า จะเก็บยอดอ่อนของพวกกูดต้นมากิน และขนมันไม่แข็งมาก และไม่คันเหมือนกับกูดต้นของออสเตเลียที่ป้าขาย เวลาโดนขนมันทีไร ป้าต้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ไม่งั้นจะคันไปทั้งวัน"
ใน New Guinea ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขา นำเอายอดอ่อนของเฟินสกุลนี้มาลวกกินเป็นผัก และยังมีสกัดเอาแป้งจากยอดของเฟินในสกุลนี้ มาใช้เป็นอาหารในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ส่วนแท่งเหง้า เนื่องจากแกนกลางเป็นเนื้อไม้ที่แข็งแรงทนทาน จึงนิยมนำมาปักเป็นเสารั้วล้อมรอบสวน นำมาแกะสลักเป็นงานปฏิมากรรม นิยมใช้ทำกระดึงแขวนคอวัว แบบกระดึงไม้แขวนคอวัวควายในบ้านเรา และนำมาใช้เป็นเสาสร้างกระท่อมที่พักอาศัยด้วย
สิ่งที่ต้องระวัง!!!!
อย่าให้ขนหรือเกล็ดของเฟินชนิดนี้ เข้าตาเป็นอันขาด
โดยเฉพาะในระหว่างการขนย้าย
การตัดแต่งใบ หรือการเปลี่ยนกระถาง หากขนของเฟินนี้เข้าตา ไม่ควรขยี้ตาเป็นอันขาด
ให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้หรือรักษาเอง
เนื่องจากขนหรือเกล็ดของเฟินชนิดนี้
เป็นหนามย่อยๆ ที่สามารถฝังเข้าไปในผิวเยื่อบุตา ยากต่อการขจัดออก
และอาจทำให้ผิวเยื่อบุตาขรุขระ ทำให้การมองเห็นปกติเหมือนเดิมได้ยาก
นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการแพ้ขนของเฟินชนิดนี้ จะมีอาการคันตามผิวหนังเมื่อสัมผัส หรือจามหากเข้าขมูก
- เต็ม สมิทธินันท์, KAI LARSEN; FLORA OF THAILAND 1979
- จารุพันธ์ ทองแถม ม.ล.; เฟิน สำหรับคนรักเฟินและผู้ปลูกมืออาชีพ-กรุงเทพฯ อมรินทร์พริ๊นติ้งกรุ๊พ 2536
- จารุพันธ์ ทองแถม ม.ล., ดร. ปิยเกษตร สุขสถาน; FERNS-กรุงเทพฯ สารคดี 2550
- Ferns of Thailand - URL : http://rbg-web2.rbge.org.uk/thaiferns/Pages/thai-fern-list.htm
- ชนิดา สงวนทรัพย์: ความหลากหลายของเฟิร์นและพืชใกล้เคียงเฟิร์นบริเวณเขานันใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช (DIVERSITY OF FERNS AND FERN ALLIES AT KHAO NAN YAI, KHAO NAN NATIONAL PARK, NAKHON SI THAMMARAT PROVINCE) http://thesis.grad.chula.ac.th/abstracts/docs/4972265823.doc
ต.ค. 2552