> DENNSTAEDTIACEAE > Histiopteris|| Back
สกุล Histiopteris (Agardh) J. Smith
วงศ์ DENNSTAEDTIACEAE
[Image : BJ @ BKK]

เฟินสกุล Histiopteris (อ่าน his-tee-op-ter-sis) นี้ ได้ชื่อสามัญว่า Bat Fern หรือ Bat's Wing Fern แปลว่า เฟินค้างคาว หรือเฟินปีกค้างคาว ซึ่งหมายถึง ใบย่อยเล็กที่เป็นออกคู่มีลักษณะขอบหยัก ดูเหมือนปีกของค้างคาวนั่นเอง
ชื่อสกุล Histiopertis มาจากคำในภาษากรีก histion ( a sail) และ pteris (fern) หมายถึง ลักษณะรูปร่างของใบย่อยคู่ล่าง
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินดิน ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเหง้า เลื้อยยาวแบบเส้นลวด แตกกิ่งสาขามากมาย เหง้าปกคลุมด้วยขนหนา สีดำ ก้านใบยาว ปกติก้านสีม่วงเข้ม เป็นเงามัน แกนหลักกลางใบ เป็นร่องที่ผิวด้านบน ใบมีขนาดใหญ่ ยาวได้ถึง 4 ม. ปลายใบสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ ใบเป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น - 3 ชั้น มีใบกิ่งย่อยออกและใบย่อยเล็กออกตรงข้ามกัน ใบย่อยเล็กคู่ล่างสุดมีขนาดเล็ก ทำหน้าที่เกี่ยวเกาะช่วยในการเลื้อยปีน เส้นใบแตกสาขาหลายครั้ง และอาจมีเส้นใบจรดโค้งเข้ากัน เป็นร่างแห ไม่พบเส้นใบอิสระระหว่างร่างแห เนื้อใบบางแบบกระดาษ ปกติผิวด้านล่างเกือบเกลี้ยง อับสปอร์ อยู่เกือบชิดริมขอบใบ ไม่เยื่อหุ้มอินดูเซียแท้ แต่ริมขอบใบบริเวณรอยหยักม้วนพับลงมาปิด เสมือนเป็นเยื่อหุ้มอินดูเซียเทียม

เฟินสกุลนี้ มีรายงานพบอยู่ราว 14 ชนิด ในบ้านเรา มีรายงานพบ 1 ชนิด คือ Histopteris incisa

Histiopteris incisa (Thumb.) J. Smith
ชื่อสามัญ : Bat's wing fern
ชื่ออื่น : กูดเกี๊ยะใบบาง, เฟินปีกค้างคาว

ชื่อ incisa (อ่าน in-sigh-za) มาจากภาษาลาติน แปลว่า to cut into, through, up หมายถึง ขอบของใบย่อยนั้นเอง

เฟินชนิดนี้เป็นเฟินดิน ขนาดใหญ่ ใบเลื้อยพาด

ลักษณะทั่วไป : เหง้าเลื้อยยาว ปกคลุมด้วยขนหรือเกล็ดรูปแคบ สีดำ ใบออกห่างกัน ก้านใบยาวได้ถึง 1 ม. หรือมากกว่า สีม่วงเข้ม เป็นเงามัน โคนก้านใบขนาดอ้วนได้ถึง dia. 1.5 ซ.ม. และมีขน

tip grow continuously and never completely unfurling
ใบ มีขนาดใบใหญ่ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น - 3 ชั้น ปลายคี่ ปลายใบสามารถเจริญโตต่อไปได้เรื่อยๆ ตัวใบยาวได้ถึง 2-4 ม. หรือมากกว่า กว้าง 90 ซ.ม. ใบรูปสามเหลี่ยม มีใบย่อยเป็นคู่ออกตรงข้ามกัน

ใบปีนเลื้อยไปได้ด้วยใบย่อย ที่ออกตรงข้ามกัน และโคนของใบย่อยมีแกนใบที่ลดรูปเป็นหนาม

ที่ผิวของแกนหลักและแกนกลางของใบย่อย เป็นร่องที่ผิวด้านบน

ใบย่อยชั้นแรก ขนาดยาวได้ถึง 70 ซ.ม. กว้าง 30 ซ.ม. โคนใบไม่มีก้าน หรือสั้นมากแทบไม่มี

ใบย่อยเล็กอยู่ชิดติดแกนกลางใบ ไม่มีก้านใบ ขนาด 20 : 7 ซม.
ใบย่อยเล็กสุดและใบย่อยที่ปลายสุด ขอบใบหยักตื้นถึงหยักลึก ปลายหยักมนถึงแหลม

ใบย่อยเล็กคู่ล่างสุดอยู่ชิดติดแกนหลักกลางใบ รูปร่างดูเหมือนปีกค้า่งคาว

ผิวใบด้านหน้าเกลี้ยง สีเขียวอ่อนปนเทา ด้านล่างเป็นนวลสีขาว เนื้อใบบาง เส้นใบจรดโค้งเข้าหากัน เป็นร่่างแหซ้ำหลายชุด สามารถมองเห็นชัดเจน ที่ผิวใบด้านล่าง รูปร่างของใบอาจแปรผันแตกต่างกัน ตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ของถิ่นที่อาศัยในธรรมชาติ หากอยู่ในสถานที่มีอากาศเย็น ผิวใบจะเป็นสีฟ้าอมเขียว

อับสปอร์ : เรียงตัวเป็นแถวต่อเนื่อง อยู่ที่เกือบริมใบ ตามรอยหยักที่ขอบใบ แต่ไม่ถึงปลายสุดของใบ

glaucous beneath
อับสปอร์ไม่มีเยื่ออินดูเซีย แต่ขอบใบบริเวณรอยหยักม้วนพับลงมาปิดสปอร์
เฟินชนิดนี้ มักพบอยู่บริเวณ ที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ได้รับแสงแดดพอสมควร และพื้นดินร่วนโปร่ง มีความชื้นดี มีอินทรีย์วัตถุสะสมมาก มักขึ้นอยู่รวมกับต้นไม้พุ่มเตี้ย
บริเวณชายป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงปานกลางจาก ระดับน้ำทะเล

lower pinnules shape as bat's wings


เฟินชนิดนี้กระจายพันธุ์กว้างขวาง อยู่ในพื้นที่เขตร้อน ถึงกึ่งเขตร้อน ในส่วนต่างๆ ของโลก

การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้ ปลูกเลี้ยงดูแลไม่ยาก ต้องการแสงรำไรถึงแสงมาก เครื่องปลูกร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดีและเก็บความชื้นได้นาน ด้วยที่มีเหง้าเลื้อยยาว ควรปลูกเลี้ยงในกระถางใบใหญ่และปลูกต่ำจากปากกระถาง หากปลูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเหมาะสมอย่างในธรรมชาติ จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีและกระจายพันธุ์ได้เร็ว จนกระทั่งกลายเป็นวัชพืชปกคลุมไปทั่ว

การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตัดแยกเหง้้าไปปลูก หรือโดยการเพาะจากสปอร์

> DENNSTAEDTIACEAE > Histiopteris|| Back