> DICKSONIACEAE > Dicksonia || back

สกุล Dicksonia L' Herit.
Family DICKSONIACEAE


Dicksonia antarctica
[ Image : Dr. Niwat Tan. ]
สกุล Dicksonia (อ่าน ดิค-ซอ-นี dick-sow-nee) ชื่อของสกุลนี้มาจากชื่อของ นาย Jame Dickson (1738-1822) นักฟิสิกส์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก๊อต ประเทศอังกฤษ เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมก่อตั้งสมาคมพืชสวนแห่งลอนดอน (The Horticulture Society Of London) และ the Linnean Society.

ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินดิน ขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นกูดต้น Tree Fern หรือเฟินที่มีำลำต้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ ลำต้นเหง้าเป็นแท่ง ตั้งตรง สูงได้หลายเมตร ตลอดความยาวของเหง้าหนานุ่ม เพราะปกคลุมแน่นด้วยเส้นขนและรากอากาศ และยังมีโคนก้านของใบเก่าที่หมดอายุแล้วจำนวนมาก ในต้นที่อายุมาก มีใบเก่าที่หมดอายุแห้งตายแล้ว แต่ยังติดค้างห้อยทิ้งตัวลงมาปกคลุมลำต้นเหง้า ทำให้ดูเหมือนเป็นกระโปรง
ใบ งอกออกมาจากปลายยอดเหง้า ใบมีขนาดใหญ่ ก้านใบเรียบ โคนก้านมีขนประปราย ขนที่ก้านลักษณะเหมือนขนที่เหง้า ใบเป็นใบประกอบขนนก ขอบแฉกแบบใบประกอบ ตั้งแต่ 2-4 ชั้น ตัวใบรูปหอกถึงรูปขอบขนาน โคนสอบแคบ ผิวใบแข็งและหนาเหมือนแผ่นหนัง แกนกลางเส้นใบย่อยนูนขึ้นด้านบน ใบย่อยคู่้ล่างใกล้โคนลักษณะแคบ เส้นใบที่ส่วนปลายสุดของใบย่อยจัดเรียงตัว prominent costule มีทั้งที่เป็น เส้นอิสระ เส้นเดี่ยว หรือแตกสาขา หรืออาจเป็นสาขาแบบขนนก ใบมี 2 แบบ คือ ใบที่มีสปอร์ ขอบใบของใบย่อยเป็นแฉกลึกมากกว่าใบปกติที่ไม่มีสปอร์ อับสปอร์ รูปทรงกลม อยู่ริมขอบใบ ที่ปลายสุดของเส้นใบ หรือที่โคนสาขาของเส้นใบ ขอบของใบม้วนพับลงมาปิดอับสปอร์ เป็นเยื่ออนดูเซียเทียมอยู่ด้านนอก และมีเยื่ออินดุเซียแท้อยู่ด้านใน เยื่อทั้ง 2 ประกบกันเป็น 2 ฝา ทำให้ดูเหมือนหอยกาบ

สกุล Dicksonia แยกออกจากกลุ่มของ Cyatheoid tree fern ตรงที่ ตามลำต้นและก้านใบมีขนเป็นเส้น ไม่ได้เป็นเกล็ดแบนแบบ Cyathea และอับสปอร์ของ Dicksonia เกิดที่ริมขอบใบ ไม่ได้อยู่ใต้ใบ ส่วนสกุล Cibotium หรือเฟินลูกไก่ทอง มีความใกล้ชิดกับ Dicksonia แต่แตกต่างที่ Cibotium มีใบรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมฐานกว้าง ผิวใบด้านล่างเป็นสีฟ้าอมเขียว และต่างกันที่สีของเยื่ออินดูเซีย

สกุลนี้ มี 22-50 ชนิด พบอยู่ตามป่าดงดิบบนภูเขาสูงในเขตร้อนและกึ่งร้อน กระจายพันธุ์อยู่ใน อินโดนีเซียม ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ ทัสมาเนีย, St.Helena สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของเฟินในสกุลนี้ ไม่ชอบดินเหนียวอมน้ำ หรือเครื่องปลูกที่เปียกแฉะ ชอบเครื่องปลูกหรือดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บแต่ความชื้นได้นาน และมีสภาพเป็นกรดอ่อน (จำนวนโครโมโซม พื้นฐานของ Dicksonia มี n=65)

ขนที่ยอดเหง้่าของเฟินในสกุลนี้ สามารถใช้ห้ามเลือดแผลสดได้ [2]
Dicsonia squarrosa ในประเทศนิวซีแลนด์นำมาปลูกบริเวณไหล่ทางถนน เพื่อป้องกันการกัดเซาะ
ลำต้นเหง้าของ Dicsonia ต้นใหญ่ๆ สามารถนำมาเลื่อยให้เป็นแผ่น เหมาะสำหรบใช้สำหรับปลูกเลี้ยงพืชเกาะอาศัย เช่นกล้วยไม้ หรือเฟิน โดยเฉพาะ กระแตไต่ไม้ Drynaria และเฟินชายผ้าสีดา Platycerium

ตัวอย่างของเฟินในสกุล ได้แก่


Dicksonia antarctica
[image : Dr. Niwat Tan.]
Dicksonia antarctica Labill.
Common Name : Soft Tree Fern, Tasmanian Tree Fern
D. antarctica (อ่าน แอน-ท๊าก-ติ-กา หรือ ant-ark-tee-ka) เป็นภาษาลาติน มาจากคำว่า "antarcticus" แปลว่า ดินแดนตอนใต้ หรือ southern

D. antarctica เป็นเฟินดินขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเหง้าแท่งตั้งตรง สูงได้ถึง 10 เมตร ทรงพุ่มใบด้านบนแผ่กว้างได้ถึง 6 เมตร ลำต้นเจริญเติบโตเพิ่มความสูงช้ามาก เฉลี่ย 3 ซ.ม./ปี ตลอดลำต้นเหง้าเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหง้าปกคลุมหนาแน่นด้วยขนนุ่มและระบบรากหนาแน่น และมีโคนก้านของใบแก่ที่หมดอายุแล้ว ปลายยอดเหง้่าปกคลุมแน่นด้วยขนสีน้ำตาลอ่อน
ใบ งอกจากปลายยอดเหง้าข้างบน โคนก้านใบมีขนแบบเดียวกับขนที่เหง้า แต่ขนที่ก้านใบมีปกคลุมประปราย โคนของก้านอยู่ติดทนกับเหง้า ไม่หลุดร่วงทิ้งไป แม้ตัวใบจะหมดอายุตายไปแล้วก็ตาม

[image : Dr. Niwat Tan.]
ที่แกนกลางภายในลำต้น ตั้งแต่โคนล่างสุดไปจนเกือบถึงปลายยอดบน อุดมไปด้วยแป้งที่สะสมเอาไว้ ชาวอะบอริจินัล นำเอาแป้งในลำต้นส่วนนี้มาใช้เป็นอาหารในฤดูแล้ง ลำต้นยังเป็นอยู่อาศัยของบรรดาพืชเกาะอาศัย รวมทั้งกล้วยไม้และเ้ฟินอีกด้วย

[image : Dr. Niwat Tan.]
ใบยาวได้ถึง 400 ซ.ม. ตัวใบประกอบขนนก รูปรี กว้าง 50-80 ซ.ม. แกนหลักกลางใบและแกนกลางใบย่อยเป็นสีเขียว ตัวใบผิวหยาบ แข็ง เป็นเงามัน เหมือนแผ่นหนัง ผิวด้าน บนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวซีด เส้นใบจัดเรียงอิสระ

ใบอ่อนที่เพิ่งงอกใหม่ มีขนเส้นยาวปกคุลมแน่น เมื่อใบโตขึ้น ขนจะหลุดร่วงไป เหลืออยู่เพียงประปราย

ใบที่มีสปอร์แตกต่างกับใบที่ไม่มีสปอร์เพียงเล็กน้อย (partly dimorphic หรือใบ มี 2 แบบ แตกต่างกัน แต่ไม่ชัดเจน) คือ ในใบที่มีสปอร์ ขอบของใบย่อยเป็นแฉกลึกมากกว่าใบปกติที่ไม่มีสปอร์

ลักษณะใบของ D. antarctica เมื่อเทียบกับ กูดต้นมหาสดำ Cyathea cooperi แตกต่างกันคือ ใบของ D. antractica มีขนาดสั้นกว่้า แคบ แข็งหนา หยาบ และใบดกมากกว่ามหาสดำ C. cooperi และ D. antractic เจริญเติบโตช้ากว่ามหาสดำ ราว 1/3


[image : Dr. Niwat Tan.]

อับสปอร์ เป็นรูปกลม อยู่ด้านใต้ ริมขอบใบ ที่ส่วนแฉกของใบย่อยและส่วนปลายของเส้นใบ แต่ละแฉกของใบย่อยมี 1 อับสปอร์ ริมขอบใบม้วนพับลงมาปิดอับสปอร์เป็นเสมือนเยื่ออินดูเซียปลอม และมีเยื่ออินดูเซียแท้อีกต่างหาก เยื่อทั้ง 2 ประกบเข้าหากันเหมือนหอย 2 ฝา

รอภาพถ่ายใบใกล้ๆ สปอร์ของเฟินชนิดนี้ หากเก็บรักษาถูกวิธี สามารถเก็บไว้ได้นาน 10-15 ปี ก็ยังสามารถนำไปเพาะได้

การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์ หรือในบางต้นอาจมีหน่อแตกออกจากด้านข้างของลำต้น สามารถตัดแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้

ในกรณีที่ตัดลำต้นไปปลูกใหม่ สามารถตัดท่อนส่วนบน ให้มียอดเหง้าส่วนที่เจริญได้ ซึ่งสามารถตัดเป็นท่อนยาวเท่าใดก็ได้ สามารถนำไปปลูกใหม่ได้ แต่ส่วนของลำต้นที่ตัดเอายอดเหง้าออกไปแล้ว ไม่สามารถงอกใหม่ได้อีก

รอภาพแสดงอับสปอร์
D. antarctica อาศัยอยู่ในป่าฝน ในพื้นที่ชุ่มชื้นสูง บริเวณที่มีลำธารน้ำ หรืออยู่ในป่าดิบเขาบนภูเขาสูงที่ได้รับความชื้นจากเมฆและหมอกฝน
กระจายพันธุ์อยู่ใน SE.Qld, NSW, Vic, Tas, SA, และเป็นพืชถิ่นเดียวของทวีปออสเตเลียด้วย

D. antarctica from Tasmania
D. antractica เป็นเฟินที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้ปลูกประดับในสวนป่าแบบธรรมชาติ ด้วยความสง่างามของทรงต้น และ สามารถปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมได้หลายสภาพ

โดยปกติแล้ว D. antarctica ชอบอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น มีความชุ่มชื้นสูง หรืออากาศที่ได้รับอิทธิพลความชุ่มชื้นจากทะเล อุณหภูมิที่เหมาะสุดอยู่ที่ราว 9 C

ปกติ ชอบแสงแดดรำไร ถึงแสงแดดมาก ซึ่งหากปลูกเลี้ยงในบริเวณที่ได้รับแสงแดดมาก หรือสภาพอากาศไม่ชุ่มชื้น ควรให้น้ำบ่อยขึ้น หรือพ่นน้ำเป็นละอองฝอยให้ที่ยอดเหง้าบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนและแห้งในตอนกลางวัน


Dr. Niwat (left), the 1st. time of his importing D. antarctica
เครื่องปลูกที่เหมาะสม ควรใช้เครื่องปลูกที่ร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุผสมมากๆ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เช่นดินทราย หรือดินร่วนผสมทราย และนำใบไม้ผุมาผสมมากๆ ควรให้ปุ๋ยบ่อยๆ
สามารถปลูกอยู่ในกระถางได้เป็นระยะเวลานานหลายปี กว่าจะจำเป็นต้องเอาลงดิน เมื่อรากแน่นกระถางนานแล้ว
D. antractica สามารถทนอยู่ได้ในสภาพอากาศหนาวเย็น ที่อุณหภูมิลดต่ำไม่น้อยกว่า -7 C หรือมีหิมะตกปกคลุมต้นในช่วงเวลาสั้นๆ โดยใบอาจไหม้เสียหายจากสภาพเย็นจัด แต่ลำต้นเหง้าไม่เป็นอันตรายใดๆ และจะให้ใบใหม่ออกมาเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น แต่หากสภาพอากาศหนาวเย็นจัดติดต่อกันนาน 20-40 วัน ต้นอาจตายได้
สำหรับการขนย้ายต้นเพื่อนำไปปลูกที่อื่น มักกระทำในช่วงที่พักตัวหยุดชงักการเจริญเติบโตในฤดูหนาว
โดยการขนย้ายจะตัดเฉพาะส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดิน และตัดใบออกหมด โดยเฉพาะการขนย้ายที่ต้องการเดินทางไกลและใช้ระยะเวลานาน ต้องเก็บรักษาเหง้าไว้ที่อุณหภูมิ -5 C ซึ่งจะรักษาสภาพความสดไว้ได้นานถึง 2 เดือน

ภาพปกหน้า

Dicksonia antarctica: ความงาม 400 ปี
เรียบเรียงโดย ดร.นิวัตร ตันตยานุสรณ์ Ph.D

"ผมมีความสนใจในการเลี้ยง Tree fern เป็นอย่างมากมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยมี โอกาสที่จะได้สัมผัส Tree fern ที่มีลำต้นใหญ่และสูงเช่น Dicksonia antarctica เมื่อมีโอกาสได้ชื่นชมและเป็นเจ้าของ จึงคิดว่า น่าจะค้นคว้าเนื้อหาต่างๆ เรียบเรียงสาระที่มาจากแหล่งต่างๆ ให้เป็นระบบ เพื่อให้อ่านง่ายและทำให้การเลี้ยงดูเฟินมีหลักการทุกด้าน ทั้งนี้ เพื่อสามารถจะนำไปอ้างอิงได้ ผมจึงได้ค้นคว้าจากหนังสือ และ Internet  เนื้อหาในบทความนี้ เป็นการศึกษาประวัติที่มา คุณสมบัติ ลักษณะทั่วไป การส่งออก รวมไปถึงแหล่งที่จำหน่ายและราคาที่แตกต่างของ Dicksonia antarctica ภาพที่นำมาประกอบด้วยได้มาจากหลายแหล่ง แสดงให้เห็นว่า Tree fern ชนิดนี้เป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก.....

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูทั้งหมดได้ ที่หน้านี้/ more (thaifern.com)



Dicksonia squarrosa
[ image : Highlander@USA ]
Dicksonia fibrosa Colenso
Common Name : Wolly Tree Fern, Fibrous Dicksonia
ชื่ออื่น : wheki-ponga, Golden treefern

D. fibrosa เป็น Tree Fern และเป็นไม้ถิ่นเดียวที่พบเฉพาะในนิวซีแลนด์
พบในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 400 ม. MSL. มีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็นจัดที่ อุณหภูมิิไม่ต่ำกว่า -8 C

ลักษณะทั่วไป เป็นกูดต้นขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง สูงได้ถึง 6.0 ม. แต่ไม่ใหญ่เท่า D. antarctica และเจริญเติบโตช้า


[ image : Highlander@USA ]
ลำต้น เหง้าแท่งตั้งตรง สีน้ำตาลแดง ตลอดทั้งแท่งมีลักษณะหนานุ่มที่เต็มไปด้วยขนเส้นใยและระบบรากจำนวนมาก และมีโคนของใบแก่ที่หมดอายุไปแล้วยังติดค้างอยู่จำนวนมาก

[ image : Highlander@USA ]
ลำต้นเหง้าเจริญเติบโตช้ามาก ความสูงเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 3 ซ.ม./ปี

ใบ งอกออกจากปลายยอดเหง้าและหนาเป็นพุ่มแน่นกลม
ก้านใบ มีขนประปราย ขนสีน้ำตาลแดง หรือสีน้ำตาลทอง แกนหลักกลางใบและแกนกลางใบย่อยสีน้ำตาลหรือปนเขียว
ตัวใบ เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น ยาว 1-3 ม. รูปขอบขนาน โคนและปลายใบสอบเรียว ใบย่อยช่วงกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบของใบย่อยเล็กสุดหยักเป็นแฉกลึก บางแฉกลึกถึงแกนกลางใบย่อย ขอบของแฉกเป็นหยักอีก ผิวใบด้านหน้าสีเขียวเข้ม


[ image : Highlander@USA ]
อับสปอร์ เป็นรูปเม็ดกลม อยู่ริมขอบใบ อยู่บริเวณแต่ละหยักของใบย่อยชั้นเล็กสุด ขอบของใบม้วนพับลงมาเป็นฝาประกบกับเยื่ออินดูเซียแท้

[ image : Highlander@USA ]

D. fibrosa หากดูเผินๆ จะมีลักษณะคล้ายกับ D. antarctica ย่อขนาด
ลักษณะของใบเมื่อเทียบกับ D. antarctica แตกต่างกันที่
D. fobrosa มีขนาดเล็กกว่า, เกลี้ยงกว่า, แข็งหนากว่า,และเหมือนมีปุ่มหนาม มากกว่า D. antarctica

การปลูกเลี้ยง : ต้องการแสงแดดรำไร หรือแสงแดดเต็มที่ช่วงเช้าและได้ร่มเงาช่วงบ่าย
ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้นาน ชอบสภาพอากาศทั้งเย็นและชุ่มชื้น สามารถปลูกอยู่ในกระถางได้นานหลายปี

ในนิวซีแลนด์ นิยมนำลำต้นมาประดิษฐ์เป็นงานหัตถกรรมแกะสลักเป็นรูปปั้นศิลปะชาวเมาลี

   

Dicksonia squarrosa (Forster f.) Swartz
Common Name : Slender Tree Fern, Rough Tree Fern, New Zealand Dicsonia

D. squarrosa เป็น Tree Fern ขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง แต่ยังเล็กกว่า D. antarctica และเป็นเฟินประจำถิ่นเฉพาะในนิวซีแลนด์
ลักษณะ เหง้าเป็นแท่งตั้งตรง สูงราว 1-3 ม. ผอมเรียวและเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เหง้าเป็นเนื้อไม้แข็งและขนปกคลุมหนาแน่น มีโคนก้านของใบแก่ที่หมดอายุแล้วติดอยู่จำนวนมาก เหง้าเจริญเติบโตสูงขึ้น เฉลี่ย 10 ซ.ม./ปี
มักแตกกอมีหลายเหง้าออกจากด้านข้างลำต้น ซึ่งสามารถแยกไปปลูกขยายพันธุ์ได้ ในบางต้น แม้ปลายยอดเหง้าถูกตัดหรือถูกทำลายไปแล้ว ยังสามารถแตกยอดเหง้าใหม่ออกจากด้านข้างลำต้นได้อีก
ใบ ยาวได้ถึง 2 ม. งอกออกจาปลายยอดเหง้าด้านบน แผ่กางออกเป็นรูปร่ม ใบมีจำนวนน้อย ไม่เป็นพุ่มหนาแน่น ก้านของใบที่ยังโตไม่เต็มที่มีผิวขรุขระด้วยขนแข็ง แกนหลักกลางใบและแกนกลางใบย่อยเป็นสีแดง-น้ำตาล หรือเข้มเกือบดำ ด้านใต้ใบสีอ่อน เนื้อใบหนา แข็งกรอบ
เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดรำไร มีความชุ่มชื้นในดินมาก ชอบอากาศที่เย็นและชื้น ที่อุณหถูมิราว 10 C แต่ไม่สามารถทนอากาศเย็นจัดได้เหมือน D. antarctica

ในนิวซีแลนด์ นิยมตัดลำต้นมาทำรั้ว โดยตัดมาเป็นแท่งปักเรียงชิดติดกัน และบ่อยครั้งที่พบว่า บางแท่งมียอดเหง้าใหม่งอกและออกใบจากด้านข้างลำต้น สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้


> DICKSONIACEAE > Dicksonia || back