สกุล Dicksonia แยกออกจากกลุ่มของ Cyatheoid tree fern ตรงที่ ตามลำต้นและก้านใบมีขนเป็นเส้น
ไม่ได้เป็นเกล็ดแบนแบบ Cyathea และอับสปอร์ของ Dicksonia เกิดที่ริมขอบใบ
ไม่ได้อยู่ใต้ใบ ส่วนสกุล Cibotium หรือเฟินลูกไก่ทอง มีความใกล้ชิดกับ
Dicksonia แต่แตกต่างที่ Cibotium มีใบรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมฐานกว้าง
ผิวใบด้านล่างเป็นสีฟ้าอมเขียว และต่างกันที่สีของเยื่ออินดูเซีย
สกุลนี้ มี 22-50 ชนิด พบอยู่ตามป่าดงดิบบนภูเขาสูงในเขตร้อนและกึ่งร้อน
กระจายพันธุ์อยู่ใน อินโดนีเซียม ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ ทัสมาเนีย, St.Helena
สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของเฟินในสกุลนี้ ไม่ชอบดินเหนียวอมน้ำ หรือเครื่องปลูกที่เปียกแฉะ
ชอบเครื่องปลูกหรือดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บแต่ความชื้นได้นาน และมีสภาพเป็นกรดอ่อน
(จำนวนโครโมโซม พื้นฐานของ Dicksonia มี n=65)

Dicksonia antarctica
[image : Dr. Niwat Tan.] |
Dicksonia antarctica Labill.
Common Name : Soft Tree Fern, Tasmanian Tree Fern |
D. antarctica (อ่าน แอน-ท๊าก-ติ-กา หรือ ant-ark-tee-ka) เป็นภาษาลาติน
มาจากคำว่า "antarcticus" แปลว่า ดินแดนตอนใต้ หรือ southern
D. antarctica เป็นเฟินดินขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเหง้าแท่งตั้งตรง สูงได้ถึง
10 เมตร ทรงพุ่มใบด้านบนแผ่กว้างได้ถึง 6 เมตร ลำต้นเจริญเติบโตเพิ่มความสูงช้ามาก
เฉลี่ย 3 ซ.ม./ปี ตลอดลำต้นเหง้าเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เหง้าปกคลุมหนาแน่นด้วยขนนุ่มและระบบรากหนาแน่น
และมีโคนก้านของใบแก่ที่หมดอายุแล้ว ปลายยอดเหง้่าปกคลุมแน่นด้วยขนสีน้ำตาลอ่อน
ใบ งอกจากปลายยอดเหง้าข้างบน โคนก้านใบมีขนแบบเดียวกับขนที่เหง้า แต่ขนที่ก้านใบมีปกคลุมประปราย
โคนของก้านอยู่ติดทนกับเหง้า ไม่หลุดร่วงทิ้งไป แม้ตัวใบจะหมดอายุตายไปแล้วก็ตาม |

[image : Dr. Niwat Tan.] |
| ที่แกนกลางภายในลำต้น ตั้งแต่โคนล่างสุดไปจนเกือบถึงปลายยอดบน
อุดมไปด้วยแป้งที่สะสมเอาไว้ ชาวอะบอริจินัล
นำเอาแป้งในลำต้นส่วนนี้มาใช้เป็นอาหารในฤดูแล้ง ลำต้นยังเป็นอยู่อาศัยของบรรดาพืชเกาะอาศัย
รวมทั้งกล้วยไม้และเ้ฟินอีกด้วย |

[image : Dr. Niwat Tan.]
|
ใบยาวได้ถึง 400 ซ.ม. ตัวใบประกอบขนนก รูปรี กว้าง
50-80 ซ.ม. แกนหลักกลางใบและแกนกลางใบย่อยเป็นสีเขียว ตัวใบผิวหยาบ
แข็ง เป็นเงามัน เหมือนแผ่นหนัง ผิวด้าน บนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวซีด
เส้นใบจัดเรียงอิสระ
ใบอ่อนที่เพิ่งงอกใหม่ มีขนเส้นยาวปกคุลมแน่น เมื่อใบโตขึ้น
ขนจะหลุดร่วงไป เหลืออยู่เพียงประปราย |
ใบที่มีสปอร์แตกต่างกับใบที่ไม่มีสปอร์เพียงเล็กน้อย (partly dimorphic
หรือใบ มี 2 แบบ แตกต่างกัน แต่ไม่ชัดเจน) คือ ในใบที่มีสปอร์ ขอบของใบย่อยเป็นแฉกลึกมากกว่าใบปกติที่ไม่มีสปอร์
ลักษณะใบของ D. antarctica เมื่อเทียบกับ กูดต้นมหาสดำ
Cyathea cooperi แตกต่างกันคือ ใบของ D. antractica
มีขนาดสั้นกว่้า แคบ แข็งหนา หยาบ และใบดกมากกว่ามหาสดำ C.
cooperi และ D. antractic เจริญเติบโตช้ากว่ามหาสดำ ราว 1/3 |

[image : Dr. Niwat Tan.] |
อับสปอร์ เป็นรูปกลม อยู่ด้านใต้ ริมขอบใบ ที่ส่วนแฉกของใบย่อยและส่วนปลายของเส้นใบ
แต่ละแฉกของใบย่อยมี 1 อับสปอร์ ริมขอบใบม้วนพับลงมาปิดอับสปอร์เป็นเสมือนเยื่ออินดูเซียปลอม
และมีเยื่ออินดูเซียแท้อีกต่างหาก เยื่อทั้ง 2 ประกบเข้าหากันเหมือนหอย
2 ฝา |
| รอภาพถ่ายใบใกล้ๆ |
สปอร์ของเฟินชนิดนี้ หากเก็บรักษาถูกวิธี สามารถเก็บไว้ได้นาน
10-15 ปี ก็ยังสามารถนำไปเพาะได้ |
การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์ หรือในบางต้นอาจมีหน่อแตกออกจากด้านข้างของลำต้น
สามารถตัดแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้
ในกรณีที่ตัดลำต้นไปปลูกใหม่ สามารถตัดท่อนส่วนบน ให้มียอดเหง้าส่วนที่เจริญได้
ซึ่งสามารถตัดเป็นท่อนยาวเท่าใดก็ได้ สามารถนำไปปลูกใหม่ได้ แต่ส่วนของลำต้นที่ตัดเอายอดเหง้าออกไปแล้ว
ไม่สามารถงอกใหม่ได้อีก |
รอภาพแสดงอับสปอร์ |
D. antarctica อาศัยอยู่ในป่าฝน ในพื้นที่ชุ่มชื้นสูง
บริเวณที่มีลำธารน้ำ หรืออยู่ในป่าดิบเขาบนภูเขาสูงที่ได้รับความชื้นจากเมฆและหมอกฝน
กระจายพันธุ์อยู่ใน SE.Qld, NSW, Vic, Tas, SA, และเป็นพืชถิ่นเดียวของทวีปออสเตเลียด้วย |

D. antarctica from Tasmania |
D. antractica เป็นเฟินที่ได้รับความนิยมในการนำไปใช้ปลูกประดับในสวนป่าแบบธรรมชาติ
ด้วยความสง่างามของทรงต้น และ
สามารถปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมได้หลายสภาพ |
โดยปกติแล้ว D. antarctica ชอบอยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น มีความชุ่มชื้นสูง
หรืออากาศที่ได้รับอิทธิพลความชุ่มชื้นจากทะเล อุณหภูมิที่เหมาะสุดอยู่ที่ราว
9 C
ปกติ ชอบแสงแดดรำไร ถึงแสงแดดมาก ซึ่งหากปลูกเลี้ยงในบริเวณที่ได้รับแสงแดดมาก
หรือสภาพอากาศไม่ชุ่มชื้น ควรให้น้ำบ่อยขึ้น หรือพ่นน้ำเป็นละอองฝอยให้ที่ยอดเหง้าบ่อยๆ
โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนและแห้งในตอนกลางวัน
|

Dr. Niwat (left), the 1st. time of his importing D. antarctica |
| เครื่องปลูกที่เหมาะสม ควรใช้เครื่องปลูกที่ร่วนโปร่ง
ระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์วัตถุผสมมากๆ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เช่นดินทราย
หรือดินร่วนผสมทราย และนำใบไม้ผุมาผสมมากๆ ควรให้ปุ๋ยบ่อยๆ |
 |
สามารถปลูกอยู่ในกระถางได้เป็นระยะเวลานานหลายปี กว่าจะจำเป็นต้องเอาลงดิน
เมื่อรากแน่นกระถางนานแล้ว |
| D. antractica สามารถทนอยู่ได้ในสภาพอากาศหนาวเย็น ที่อุณหภูมิลดต่ำไม่น้อยกว่า
-7 C หรือมีหิมะตกปกคลุมต้นในช่วงเวลาสั้นๆ โดยใบอาจไหม้เสียหายจากสภาพเย็นจัด
แต่ลำต้นเหง้าไม่เป็นอันตรายใดๆ และจะให้ใบใหม่ออกมาเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น
แต่หากสภาพอากาศหนาวเย็นจัดติดต่อกันนาน 20-40 วัน ต้นอาจตายได้ |
 |
สำหรับการขนย้ายต้นเพื่อนำไปปลูกที่อื่น มักกระทำในช่วงที่พักตัวหยุดชงักการเจริญเติบโตในฤดูหนาว
โดยการขนย้ายจะตัดเฉพาะส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดิน และตัดใบออกหมด
โดยเฉพาะการขนย้ายที่ต้องการเดินทางไกลและใช้ระยะเวลานาน ต้องเก็บรักษาเหง้าไว้ที่อุณหภูมิ
-5 C ซึ่งจะรักษาสภาพความสดไว้ได้นานถึง 2 เดือน |

ภาพปกหน้า |
Dicksonia antarctica:
ความงาม 400 ปี
เรียบเรียงโดย ดร.นิวัตร ตันตยานุสรณ์ Ph.D
"ผมมีความสนใจในการเลี้ยง Tree fern เป็นอย่างมากมานานแล้ว
แต่ยังไม่เคยมี โอกาสที่จะได้สัมผัส Tree fern ที่มีลำต้นใหญ่และสูงเช่น
Dicksonia antarctica เมื่อมีโอกาสได้ชื่นชมและเป็นเจ้าของ
จึงคิดว่า น่าจะค้นคว้าเนื้อหาต่างๆ เรียบเรียงสาระที่มาจากแหล่งต่างๆ
ให้เป็นระบบ เพื่อให้อ่านง่ายและทำให้การเลี้ยงดูเฟินมีหลักการทุกด้าน
ทั้งนี้ เพื่อสามารถจะนำไปอ้างอิงได้ ผมจึงได้ค้นคว้าจากหนังสือ
และ Internet เนื้อหาในบทความนี้ เป็นการศึกษาประวัติที่มา
คุณสมบัติ ลักษณะทั่วไป การส่งออก รวมไปถึงแหล่งที่จำหน่ายและราคาที่แตกต่างของ Dicksonia
antarctica ภาพที่นำมาประกอบด้วยได้มาจากหลายแหล่ง แสดงให้เห็นว่า
Tree fern ชนิดนี้เป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก.....
รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูทั้งหมดได้ ที่หน้านี้/
more (thaifern.com) |
|

Dicksonia squarrosa
[ image : Highlander@USA ] |
Dicksonia fibrosa Colenso
Common Name : Wolly Tree Fern, Fibrous Dicksonia
ชื่ออื่น :
wheki-ponga, Golden treefern |
D. fibrosa เป็น Tree Fern และเป็นไม้ถิ่นเดียวที่พบเฉพาะในนิวซีแลนด์
พบในป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 400 ม. MSL. มีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็นจัดที่
อุณหภูมิิไม่ต่ำกว่า -8 C
ลักษณะทั่วไป เป็นกูดต้นขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง สูงได้ถึง 6.0 ม.
แต่ไม่ใหญ่เท่า D. antarctica และเจริญเติบโตช้า
|

[ image : Highlander@USA ] |
| ลำต้น เหง้าแท่งตั้งตรง สีน้ำตาลแดง ตลอดทั้งแท่งมีลักษณะหนานุ่มที่เต็มไปด้วยขนเส้นใยและระบบรากจำนวนมาก
และมีโคนของใบแก่ที่หมดอายุไปแล้วยังติดค้างอยู่จำนวนมาก |

[ image : Highlander@USA ] |
ลำต้นเหง้าเจริญเติบโตช้ามาก ความสูงเพิ่มขึ้น
เฉลี่ย 3 ซ.ม./ปี |
ใบ งอกออกจากปลายยอดเหง้าและหนาเป็นพุ่มแน่นกลม
ก้านใบ มีขนประปราย ขนสีน้ำตาลแดง หรือสีน้ำตาลทอง แกนหลักกลางใบและแกนกลางใบย่อยสีน้ำตาลหรือปนเขียว
ตัวใบ
เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น ยาว 1-3 ม. รูปขอบขนาน โคนและปลายใบสอบเรียว
ใบย่อยช่วงกลางมีขนาดใหญ่สุด ขอบของใบย่อยเล็กสุดหยักเป็นแฉกลึก
บางแฉกลึกถึงแกนกลางใบย่อย ขอบของแฉกเป็นหยักอีก ผิวใบด้านหน้าสีเขียวเข้ม
|

[ image : Highlander@USA ] |
| อับสปอร์ เป็นรูปเม็ดกลม อยู่ริมขอบใบ อยู่บริเวณแต่ละหยักของใบย่อยชั้นเล็กสุด
ขอบของใบม้วนพับลงมาเป็นฝาประกบกับเยื่ออินดูเซียแท้ |

[ image : Highlander@USA ] |
D. fibrosa หากดูเผินๆ จะมีลักษณะคล้ายกับ D. antarctica
ย่อขนาด
ลักษณะของใบเมื่อเทียบกับ D. antarctica แตกต่างกันที่
D. fobrosa มีขนาดเล็กกว่า,
เกลี้ยงกว่า, แข็งหนากว่า,และเหมือนมีปุ่มหนาม มากกว่า D. antarctica
การปลูกเลี้ยง : ต้องการแสงแดดรำไร หรือแสงแดดเต็มที่ช่วงเช้าและได้ร่มเงาช่วงบ่าย
ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้นาน ชอบสภาพอากาศทั้งเย็นและชุ่มชื้น สามารถปลูกอยู่ในกระถางได้นานหลายปี
ในนิวซีแลนด์ นิยมนำลำต้นมาประดิษฐ์เป็นงานหัตถกรรมแกะสลักเป็นรูปปั้นศิลปะชาวเมาลี |
| |
|