> MARSILEACEAE - Marsilea || Back

สกุล Marsilea - ผักแว่น
วงศ์ MARSILEACEAE

เฟินในวงศ์ MARSILEACEAE นี้ เป็นเฟินน้ำ จำแนกเป็น 3 สกุล คือ Marsilea, Pilularia, Regnellidium
ในบ้านเรา มีเพียงสกุลเดียว คือ สกุล Marsilea ที่เรารู้จักกันดี คือ ผักแว่น นั้นเอง

สกุล Marsilea

เฟินสกุลนี้ เป็นเฟินน้ำ หรือกึ่งน้ำ ที่ระบบรากอยู่ในดินโคลน หรือพื้นที่ที่มีน้ำขัง ลำต้นเหง้าเลื้อย เป็นเส้นยาว แตกกิ่งสาขา รากออกจากเหง้าบริเวณโคนใบ ยอดเหง้าปกคลุมด้วยขนละเอียด ที่ผิวของเหง้าเป็นขรุขระเป็นหลุมจำนวนมาก ก้านใบยาว ตัวใบเป็น 2 คู่ออกตรงข้ามกัน จัดเรียงตัวแนวรัศมี และอยู่เหนือผิวน้ำ (กรณีมีน้ำขัง) ผิวใบมีขนปกคลุม เส้นใยใบแตกกิ่งสาขาหลายครั้ง แผ่ออกเป็นรัศมีจากโคนใบ อับสปอร์มี 2 ชนิด (Heterosporous) อยู่ในถุงเก็บอับสปอร์ เกิดบริเวณโคนก้านใบ ถุงเก็บอับสปอร์ อาจอยู่เดี่ยวๆ หรืออาจเป็นกลุ่ม มีผนังแข็งหรือเหมือนเนื้อไม้ ปกติมีขนปกคลุม อับสปอร์ภายในถุงไม่มีเยื่อหุ้มอินดูเซีย เมื่อสปอร์แก่ ถุงจะเปิดออก สปอร์เพศเมีย megasporangium มีเพียง 1 อัน อยู่บริเวณส่วนปลาย และ สปอร์เพศผู้ microsporangia อยู่ด้านข้าง 32-64 อัน ไม่มี annulus การเปิดของผนังด้วยการเน่าเผื่อยผุพังของผนัง

เฟินในสกุลนี้ ชนิดที่มีในบ้านเรา คือ ผักแว่น Marsilea crenata Presl, Rel. Haenk.


Marsilea crenata Presl.
Marsilea crenata Presl.
Common name : Clover Fern
ชื่ออื่น : ผักแว่น(เหนือ อีสาน กลาง ), ผักลิ้นปี่(ใต้), หนูเต๊าะ (กระเหรี่ยง-ภาคเหนือ)
ผักแว่น เป็นเฟินน้ำที่พบเห็นไ้ด้ทั่วไป ตามริมน้ำ หรือพื้นดินที่มีน้ำขังแฉะ รวมไปถึงตามนาข้าว ที่ชาวนาถือว่าเป็นวัชพืช แต่ผักก็ยังมีประโยชน์ สามารถนำมากินเป็นผักสด มีคุณค่าทางอาหาร และยังมีสรรพคุณทางยาด้วย
Rhizome slender, long-creeping, branching, pale brown hairs.

ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเหง้า เป็นเส้นกลม เลื้อยยาว ทอดนอนไปตามผิวดิน หรือผิวน้ำ มีขนสีน้ำตาลซีด เหง้าอ่อนมีสีเขียวซีด เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล แตกกิ่งสาขาไม่แน่นอน มีใบออกค่อนข้างถี่ มีระบบรากงอกจากเหง้าเฉพาะบริเวณที่โคนก้านใบ

ก้านใบ งอกออกจากด้านข้างเหง้า สีฟางอ่อนอมเขียว ถึงสีน้ำตาลเข้ม ก้านใบยาวได้มาก หากต้นจมอยู่ในน้ำ ผิวก้านเกือบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย

ใบ เป็นใบประกอบรูปพัด มีใบย่อย 4 ใบ โคนใบย่อยออกจากจุดเดียวกัน

ตัวใบย่อย ไม่มีก้าน เป็นแผ่นกลมหรือรูปลิ่ม ปลายกว้างโค้ง ขอบเรียบ หรือเป็นคลื่น โคนใบรูปลิ่มกว้าง ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หรือมีขนตอนที่ยังเป็นใบอ่อน

ถุงใส่สปอร์ เป็นก้อนแข็ง คล้ายเมล็ดถั่ว รูปขอบขนาน ยาว 2-3 ม.ม. ปกคลุมด้วยขน หลุดร่วงง่าย มีก้านสั้น เกิดที่โคนก้านใบ

ผักแว่น มักขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำตื้นๆ ที่มีดินโคลน และได้รับแสงแดดเต็มที่เกือบตลอดวัน

Leaflets fan shaped, round and subentire to undulate at apex

ผักแว่นอาจเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องจาก ผักแว่นเป็นวัชพืช ที่เจริญเติบโตแข่งขันกับต้นข้าวในนา ทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ไม่แตกกอและผลผลิตต่ำ

แต่ผักแว่น ก็ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น อาทิเช่น ทางโภชนาการ ผักแว่นเป็นผักพื้นบ้านที่ขึ้นเอง และหาไ้ด้ง่าย โดยกินเป็นผักสด กินกับน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ สามารถนำมากินสดได้ทั้ง ใบอ่อน ก้านใบ และยอดอ่อน หรือนำมาปรุงเป็นอาหารรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย


Marsilea sp.
(not native to Thailand)

ในปัจจุบัน มีเกษตรกรบางรายปลูกผักแว่น เพื่อการค้า และส่งขายป้อนตลาดสด

มีงานวิจัยทางโำชนการ บันทึกบอกไว้ว่า ผักแว่น 100 กรัม ให้พลังงาน 150 Kcal,
โปรตีน 1 gm., ไขมัน 1.2 gm., แคลเซียม 37 mg., ฟอสฟอรัส 66 mg, เหล็ก 3.5 mg., นอกจากนี้ยังอุดมด้วย เบต้า-แคโรทีน, วิตามิน B1, B2, C และ ไนอาซีน

ที่มาของข้อมูล คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย, 2535 โดย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธาณสุข

นอกจากนี้ ผักแว่นยังมีสรรพคุณทางยา ในแง่สมุนไพรพื้นบ้าน คือ
ชาวเขาเผ่าเย้าใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้เจ็บคอ เสียงแหบ
ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ผสมต้นและใบธูปฤาษี ทุบพอแตก แช่น้ำที่มีหอยขมเป็น ๆ อยู่ นาน 2 - 3 นาที ดื่มแก้ไข้ ผิดสำแดง



M. drummondii,
imported into Thailand
Marsilea drummondii A. Braun
Common Name : Nardoo
ชื่ออื่น : ผักแว่นขน

ผักแว่นชนิดนี้ เป็นเฟินน้ำ ที่มีผู้นำเข้่ามาจากต่่างประเทศ นำปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับในสวนน้ำ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในออสเตเลีย และที่นั่น เรียกชื่อว่า Nardoo
เจริญงอกงามได้ดีบริเวณ พื้นที่เปิดโล่ง เป็นแหล่งน้ำตื้น หรือแอ่งโคลนตม ได้รับแสงแดดเต็มที่

ลักษณะต้นทั่วไป เป็นเฟินดินโคลน-แช่น้ำ มีเหงาเลื้อยยาว-เลื้อยตั้งบางส่วน
มีกระจุกรากออกมากมายบริเวณข้อเหง้าตรงโคนก้านใบ

ก้านใบยาวและหยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับระดับสูงของน้ำ เพื่อชูใบให้อยู่เหนือน้ำขึ้นไปรับแสงแดด

ใบ เป็น 4 กลีบ จัดเรียงตัวแบบรูปใบพัด โคนใบเชื่อมติดกัน สีเขียวแกมเทา ปกคลุมหนาแน่นด้วยขนนุ่ม สีเงิน ละเอียดแบบเส้นไหม ใบหุบพับเหมือนนอนหลับ ในตอนกลางคืนหรือตอนแสงน้อย และแผ่กางออกเมื่อได้รับแสงเพียงพอ

ปกติผลัดเปลี่ยนใบรุ่นใหม่ทุกปี รูปร่างใบผันแปรไปตามสภาพแวดล้อม ใบชูตั้งขึ้นหากงอกอยู่บนดินโคลน และใบลอยน้ำหากงอกอยู่ในแอ่งน้ำตื้น


Sporeecaps
ผักแว่นเจริญเติบโตได้ตลอดปี หากมีน้ำและความชื้นตลอดปี และยังสามารถพักตัวในหน้าแล้งเมื่อขาดน้ำ โดยมีเหง้าฝังอยู่ในดินและสามารถงอกใหม่ได้เมื่อมีน้ำมากเพียงพอ

สปอร์อยู่ในฝักรูปเม็ดถั่ว มีก้านสั้นออกจากเหง้าชูสูงเหนือผิวดิน ฝักสปอร์เป็นเปลือกหนา มีฟัน 2 ซี่ และเปลือกเป็นผนังแข็งเมื่อแก่ เพื่อปกป้องรักษาสปอร์ที่อยู่ข้างใน ปกติต้นที่งอกอยู่ในดินโคลนจะสร้างฝักสปอร์ แต่ไม่พบในต้นที่งอกอยู่ในแอ่งน้ำ
ฝักสปอร์ที่แก่เต็มจะเปิดออก เพื่อปล่อยให้สปอร์กระจายออกมาในฤดูน้ำหลาก
แต่หากเกิดสภาวะแห้งแล้ง ฝักสปอร์สามารถฝังจมอยู่ในดินแห้งได้เป็นเวลานานหลายสิบปี (20- 50 ปี) จนกว่าจะมีน้ำท่วมขังอย่างเพียงพอ และฝักสปอร์จึงเปิดออกเพื่อปล่อยให้สปอร์ออกมาเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ และภายในเวลาเพียงสามเดือนในการให้กำเนิดต้นใหม่ที่โตเต็มที่ได้ และสามารถสร้างฝักสปอร์รุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ผักแว่นขน สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ในสวนน้ำ หรือปลูกในกระถางรูตันขังน้ำ เพยงแต่ต้องคอยควบคุมการเจริญเติบไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์มากเกินไปจนเป็นวัชพืช

ในออสเตเลีย ชาวอะบอลิจิ้น ชนพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตเลีย โดยการเก็บฝักสปอร์แห้งในช่วงหน้าแ้ล้ง นำเอามาโม่บดกับน้ำแล้วกรองเอาแป้งออกมากินเป็นอาหาร
นอกจากนี้ ต้นยังนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ แต่คุณภาพไม่ดีเท่าหญ้าฟาง

ฝักสปอร์ มีสารประกอบ thiamase I activity หากได้รับสารชนิดนี้ในจำนวนมากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะสารชนิดนี้ซึ่งเป็นเอนไซม์ทำลายวิตามินบี (thiamine)ในร่างกาย
> MARSILEACEAE - Marsilea || Back