เฟินในสกุลนี้ ชนิดที่มีในบ้านเรา คือ ผักแว่น Marsilea crenata Presl,
Rel. Haenk.

Marsilea crenata Presl. |
Marsilea crenata Presl.
Common name : Clover Fern
ชื่ออื่น : ผักแว่น(เหนือ อีสาน กลาง ), ผักลิ้นปี่(ใต้), หนูเต๊าะ
(กระเหรี่ยง-ภาคเหนือ) |
| ผักแว่น เป็นเฟินน้ำที่พบเห็นไ้ด้ทั่วไป ตามริมน้ำ หรือพื้นดินที่มีน้ำขังแฉะ
รวมไปถึงตามนาข้าว ที่ชาวนาถือว่าเป็นวัชพืช แต่ผักก็ยังมีประโยชน์
สามารถนำมากินเป็นผักสด มีคุณค่าทางอาหาร และยังมีสรรพคุณทางยาด้วย |

Rhizome slender, long-creeping, branching,
pale brown hairs. |
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเหง้า เป็นเส้นกลม เลื้อยยาว
ทอดนอนไปตามผิวดิน หรือผิวน้ำ มีขนสีน้ำตาลซีด เหง้าอ่อนมีสีเขียวซีด
เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล แตกกิ่งสาขาไม่แน่นอน มีใบออกค่อนข้างถี่ มีระบบรากงอกจากเหง้าเฉพาะบริเวณที่โคนก้านใบ
ก้านใบ งอกออกจากด้านข้างเหง้า สีฟางอ่อนอมเขียว ถึงสีน้ำตาลเข้ม
ก้านใบยาวได้มาก หากต้นจมอยู่ในน้ำ ผิวก้านเกือบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย |
 |
ใบ เป็นใบประกอบรูปพัด มีใบย่อย 4 ใบ โคนใบย่อยออกจากจุดเดียวกัน |
ตัวใบย่อย ไม่มีก้าน เป็นแผ่นกลมหรือรูปลิ่ม ปลายกว้างโค้ง ขอบเรียบ
หรือเป็นคลื่น โคนใบรูปลิ่มกว้าง ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หรือมีขนตอนที่ยังเป็นใบอ่อน
ถุงใส่สปอร์ เป็นก้อนแข็ง คล้ายเมล็ดถั่ว รูปขอบขนาน ยาว 2-3 ม.ม.
ปกคลุมด้วยขน หลุดร่วงง่าย มีก้านสั้น เกิดที่โคนก้านใบ |
 |
| ผักแว่น มักขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำตื้นๆ ที่มีดินโคลน และได้รับแสงแดดเต็มที่เกือบตลอดวัน |

Leaflets fan shaped, round and subentire to
undulate at apex |
ผักแว่นอาจเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว
เนื่องจาก ผักแว่นเป็นวัชพืช ที่เจริญเติบโตแข่งขันกับต้นข้าวในนา
ทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ไม่แตกกอและผลผลิตต่ำ |
แต่ผักแว่น ก็ยังมีประโยชน์ในแง่อื่น อาทิเช่น ทางโภชนาการ ผักแว่นเป็นผักพื้นบ้านที่ขึ้นเอง
และหาไ้ด้ง่าย โดยกินเป็นผักสด กินกับน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ
สามารถนำมากินสดได้ทั้ง ใบอ่อน ก้านใบ และยอดอ่อน หรือนำมาปรุงเป็นอาหารรูปแบบอื่นๆ
ได้ด้วย
|

Marsilea sp.
(not native to Thailand)
|
ในปัจจุบัน มีเกษตรกรบางรายปลูกผักแว่น เพื่อการค้า
และส่งขายป้อนตลาดสด |
มีงานวิจัยทางโำชนการ บันทึกบอกไว้ว่า ผักแว่น 100
กรัม ให้พลังงาน 150 Kcal,
โปรตีน 1 gm., ไขมัน 1.2 gm., แคลเซียม 37 mg., ฟอสฟอรัส 66 mg,
เหล็ก 3.5 mg., นอกจากนี้ยังอุดมด้วย เบต้า-แคโรทีน, วิตามิน B1,
B2, C และ ไนอาซีน
ที่มาของข้อมูล คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย, 2535 โดย กองโภชนาการ
กรมอนามัย กระทรวงสาธาณสุข นอกจากนี้ ผักแว่นยังมีสรรพคุณทางยา ในแง่สมุนไพรพื้นบ้าน คือ
ชาวเขาเผ่าเย้าใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้เจ็บคอ เสียงแหบ
ยาพื้นบ้านใช้ ทั้งต้น ผสมต้นและใบธูปฤาษี ทุบพอแตก แช่น้ำที่มีหอยขมเป็น
ๆ อยู่ นาน 2 - 3 นาที ดื่มแก้ไข้ ผิดสำแดง |

M. drummondii,
imported into Thailand |
Marsilea drummondii A. Braun
Common Name : Nardoo
ชื่ออื่น : ผักแว่นขน |
ผักแว่นชนิดนี้ เป็นเฟินน้ำ ที่มีผู้นำเข้่ามาจากต่่างประเทศ นำปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับในสวนน้ำ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในออสเตเลีย และที่นั่น เรียกชื่อว่า Nardoo
เจริญงอกงามได้ดีบริเวณ พื้นที่เปิดโล่ง เป็นแหล่งน้ำตื้น หรือแอ่งโคลนตม ได้รับแสงแดดเต็มที่ |
 |
ลักษณะต้นทั่วไป เป็นเฟินดินโคลน-แช่น้ำ มีเหงาเลื้อยยาว-เลื้อยตั้งบางส่วน
มีกระจุกรากออกมากมายบริเวณข้อเหง้าตรงโคนก้านใบ |
 |
ก้านใบยาวและหยืดหยุ่น สามารถปรับให้เข้ากับระดับสูงของน้ำ เพื่อชูใบให้อยู่เหนือน้ำขึ้นไปรับแสงแดด |
ใบ
เป็น 4 กลีบ จัดเรียงตัวแบบรูปใบพัด โคนใบเชื่อมติดกัน สีเขียวแกมเทา ปกคลุมหนาแน่นด้วยขนนุ่ม สีเงิน ละเอียดแบบเส้นไหม ใบหุบพับเหมือนนอนหลับ ในตอนกลางคืนหรือตอนแสงน้อย และแผ่กางออกเมื่อได้รับแสงเพียงพอ
ปกติผลัดเปลี่ยนใบรุ่นใหม่ทุกปี รูปร่างใบผันแปรไปตามสภาพแวดล้อม ใบชูตั้งขึ้นหากงอกอยู่บนดินโคลน และใบลอยน้ำหากงอกอยู่ในแอ่งน้ำตื้น |

Sporeecaps |
| ผักแว่นเจริญเติบโตได้ตลอดปี หากมีน้ำและความชื้นตลอดปี และยังสามารถพักตัวในหน้าแล้งเมื่อขาดน้ำ โดยมีเหง้าฝังอยู่ในดินและสามารถงอกใหม่ได้เมื่อมีน้ำมากเพียงพอ |
 |
สปอร์อยู่ในฝักรูปเม็ดถั่ว มีก้านสั้นออกจากเหง้าชูสูงเหนือผิวดิน ฝักสปอร์เป็นเปลือกหนา มีฟัน 2 ซี่ และเปลือกเป็นผนังแข็งเมื่อแก่ เพื่อปกป้องรักษาสปอร์ที่อยู่ข้างใน ปกติต้นที่งอกอยู่ในดินโคลนจะสร้างฝักสปอร์ แต่ไม่พบในต้นที่งอกอยู่ในแอ่งน้ำ
ฝักสปอร์ที่แก่เต็มจะเปิดออก เพื่อปล่อยให้สปอร์กระจายออกมาในฤดูน้ำหลาก
แต่หากเกิดสภาวะแห้งแล้ง ฝักสปอร์สามารถฝังจมอยู่ในดินแห้งได้เป็นเวลานานหลายสิบปี (20- 50 ปี) จนกว่าจะมีน้ำท่วมขังอย่างเพียงพอ และฝักสปอร์จึงเปิดออกเพื่อปล่อยให้สปอร์ออกมาเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ และภายในเวลาเพียงสามเดือนในการให้กำเนิดต้นใหม่ที่โตเต็มที่ได้ และสามารถสร้างฝักสปอร์รุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ผักแว่นขน สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ในสวนน้ำ หรือปลูกในกระถางรูตันขังน้ำ เพยงแต่ต้องคอยควบคุมการเจริญเติบไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์มากเกินไปจนเป็นวัชพืช |
ในออสเตเลีย ชาวอะบอลิจิ้น ชนพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตเลีย
โดยการเก็บฝักสปอร์แห้งในช่วงหน้าแ้ล้ง นำเอามาโม่บดกับน้ำแล้วกรองเอาแป้งออกมากินเป็นอาหาร
นอกจากนี้ ต้นยังนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ แต่คุณภาพไม่ดีเท่าหญ้าฟาง
ฝักสปอร์ มีสารประกอบ thiamase I activity หากได้รับสารชนิดนี้ในจำนวนมากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะสารชนิดนี้ซึ่งเป็นเอนไซม์ทำลายวิตามินบี (thiamine)ในร่างกาย |