Genus Microsorum Link
Family POLYPODIACEAE

ชื่อสกุล Microsorum มาจากคำว่า micros (small, little, short) + soros (heap) รวมกันมีความหมายว่า เป็นกลุ่มขนาดเล็ก ซึ่งหมายถึง กลุ่มอับสปอร์เป็นกลุ่มขนาดเล็ก นั้นเอง เฟินในสกุลนี้ เป็นเฟินจากป่าเขตร้อน มีขนาดตั้งแต่เล็กถึงขนาดใหญ่ มีทั้งที่เป็นเฟินดิน เฟินเกาะอาศัย บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำเป็นพืชน้ำตามหนองบึง

ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นเหง้าตั้งถึงเลื้อย หรือรอเลื้อย ปลายยอดเหง้าปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดแบบก้นปิด ปกติเป็นเกล็ดบาง สีน้ำตาล เป็นเซลล์ผนังหนาชัดเจน; ก้านใบ มีข้อต่อเชื่อมกับตัวเหง้า ในบางชนิดอาจมองเห็นก้านใบไม่ชัด เพราะโคนใบอยู่ติดกับเหง้า บางชนิดก้านใบกลม บางชนิดก้านใบมีครีบ ตัวใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ขอบเรียบ บางชนิดเป็นแฉกหยัก หรือแฉกรูปมือ หรือเป็นใบประกอบขนนก อับสปอร์ เป็นรูปกลมถึงรูปรี ปกติมีขนาดเล็ก กระจายอยู่ทั่วหลัง มีน้อยมากที่อับสปอร์อยู่ติดกัน ไม่มีเยื่ออินดูเซีย และไม่มีเยื่อ paraphyses

ชนิดอื่นที่มาจากต่างประเทศ

และคุณสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ fernSiam forum

การจำแนกชนิด เฟินสกุลนี้สำหรับประเทศไทย

อ้างอิง : Short Note - A First Record of Microsorum musifolium Copel. (Polypodiaceae) from Thailand
SAHANAT PETCHSRI, THAWEESAKDI BOONKERD AND BERNARD R. BAUM

หมายเหตุ : ข้อมูลการจำแนกชนิดเฟินสกุลนี้สำหรับที่นี่ เป็นข้อมูลที่ยังจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งหากได้ข้อมูลชุดใหม่มา เราจะนำมาปรับปรุงในโอกาสต่อไป ขอได้โปรดติดตาม (บันทึกวันที่ 3 ต.ค. 2552)

 

จำแนกชนิด / Key to the species
1a Frond usually simple, entire or slightly undulate
ปกติใบเป็นใบเดี่ยว ขอบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย
2
1b Fronsd of well-grown plants deeply lobed
ใบที่โตเต็มที่ขอบแฉกลึก
11
     
2a Rhizome thick, creeping, never scandent
เหง้าอ้วนหนา เลื้อย ไม่เป็นเถาหรือรอเลื้อย
4
2b Rhizome sleder, scandent, with fronds far apart
เหง้าผอม เป็นเถาหรือรอเลื้อย มีใบออกห่างกัน
3
     
3a Winged only on the upper portion of stipe; veins more or less visible; thin chartaceous
มีครีบปีกข้างก้านใบเฉพาะช่วงบน; เส้นใบพอมองเห็นบ้าง; ใบเหมือนแผ่นหนังบาง
M. superficiale
3b Winged almost to the base of stipe; veins almost visible; paperaceous
ครีบปีกข้างก้านใบมีตลอดลงไปสุดโคนหรือเกือบสุด; เส้นใบเห็นได้ชัดเจน; ใบเหมือนกระดาษ
M. linguiforme
     
4a Lateral main veins distinctly raise at least on lower surface
เส้นใบหลักแนวนอนนูน อย่างน้อยที่ด้านล่างของผิวใบ
5
4b Lateral main veins hardly visible
เส้นใบหลักแนวนอนเห็นได้ยาก
9
     
5a Sori irregular scattered, abundant
กลุ่มสปอร์ มีจำนวนมาก กระจายไม่เป็นระเบียบ
6
5b Sori in two regular rows between adjecent main veins
กลุ่มสปอร์ จัดเรียงตัวเป็นสองแถวระหว่างเส้นใบหลักที่อยู่ข้างใกล้กัน
M. zipellii
     
6a Stipe distinct, wing to the base; laminar thinly herbaceous to paperaceous, light to dark green
ก้านใบ ชัดเจน ครีบปีกถึงโคน; แผ่นใบอ่อนนุ่มถึงบางเหมือนแผ่นกระดาษ สีเขียวอ่อนถึงเข้ม
7
6b Stipe indistinct or absent; laminar subcoriaceous; light green when living
ก้านใบ ไม่ชัดเจนหรือไม่มี แผ่นใบกึ่งแผ่นหนัง สีเขียวอ่อน
M. musifolium
     
7a Stipe winged nearly to the base
เป็นครีบปีกที่ก้านลงไปใกล้โคนก้าน
8
7b Stipe winged on upper portion; usually occure on wet rocks in stream beds, in spaying water
ครีบปีกมีเฉพาะช่วงบนของก้านใบ; โดยปกติเกิดอาศัยบนโขดหินที่ชุ่มชื้นในลำธารน้ำไหล หรือในบริเวณที่มีละอองน้ำจากน้ำตก
M. pteropus
     
8a Mountaine plant; receptacle punctuate
อยู่ในป่าดิบบนภูเขาสูง; receptaacle เป็นจุดเล็ก
M. membranaceum
8b Lowland plant ; receptacel elongate
อยู่ในพื้นที่ระดับต่ำ; receptacle รูปรียาว
M. hetrocarpum
     
9a Living frond iridescent blue-green
ใบสด สีเขียวเหลือบสีน้ำเงิน
10
9b Living frond light green in colour
ใบสดสีเขียวอ่อน
M. punctatum
     
10a Costa grooved on upper surface; hydathode absent
เส้นกลางใบเป็นร่องที่ผิวใบด้านบน ไม่มีรูหยาดน้ำค้าง
M. thailandicum
10b Costa slightly raised on upper surface; hydathode distinct on upper surface
เส้นกลางใบนูนขึ้นเล็กน้อยที่ผิวด้านบน มีรูหยาดน้ำค้างชัดเจนที่ผิวใบด้านบน
M. siamensis
     
11a Frond pinnatifid with more than one pairs of lateral lobes
ใบเป็นแฉกลึกเหมือนใบประกอบ มีแฉกด้านข้างมากกว่า 1 คู่
12
11b Fronds trilobite. Stipe and midribs beneath scales; dark green to blackish in colour
ใบเป็น 3 แฉก ก้านใบและแกนกลางใบมีเกล็ดที่ผิวด้านล่าง สีเขียวเข้มถึงเกือบดำ
M. pteropus
     
12a Fronds lobed to within 2-5 mm of the midrib; rhizome long creeping
ใบเป็นแฉกลึก ถึงระยะ 2-5 มม.ข้างแกนกลางใบ; เหง้าเลื้อยยาว
M. insigne
12b Fronds lobed to about 1 cm from the midrib; rhizome short creeping
ใบเป็นแฉกลึกถึงระยะราว 1 ซม.จากแกนกลางใบ เหง้าเลื้อยสั้น
M. dilatatum
     
Microsorum heterocarpum (Blume) Ching

ชื่อ heterocarpum มาจากคำว่า heteros ( the other, one of two, the second; different, another kind) + carpos (fruit) รวมกันมีความหมายว่า differing fruit ( ขออภัย ไม่ทราบว่า ชื่อหมายถึงส่วนไหนของเฟินชนิดนี้ ???)

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย อยู่ตามโคนต้นไม้ หรือเกาะโขดหิน อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา หรือแสงแดดรำไร ใกล้ริมลำธารน้ำไหล หรือตามลาดเนินเขาที่ชุ่มชื้น ในป่าดิบทึบ ที่ระดับความสูง MSL ปานกลาง-ต่ำ

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มม. เนื้ออวบ สีเขียว มีใบค่อนข้างใกล้กัน มีเกล็ดประปราย และปกคลุมแน่นช่วงที่เหง้ายังอ่อน เกล็ดรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดค่อยๆ สอบเล็กลงสู่ปลายเป็นหางแหลม ขนาดไม่เกิน 5 : 1.5 มม. สีน้ำตาลเข้ม เซลล์แบบผนังหนา กลางเกล็ดเซลล์ขนาดใหญ่กว่าและผนังหนา ส่วนปลายเป็นเซลล์รูปยาวและริมขอบเป็นซี่ฟัน

ก้านใบ ขนาดยาวไม่เกิน 30 ซม. เป็นครีบปีกลงไปใกล้ถึงโคนก้าน แกนกลางใบที่โคนใบกับก้านใบแยกไม่ชัดเจน สีฟาง ส่วนโคนสีเข้มและมีเกล็ด

ตัวใบ รูปขอบขนานอย่างแคบ ปลายแหลมถึงเป็นหางแหลม กว้างสุดที่ช่วงกลางใบหรือช่วงล่าง โคนรูปลิ่มอย่างกว้าง และเป็นครีบปีกอย่างกว้างลงไปถึงส่วนก้านใบ ขอบใบกึ่งเรียบ หรือริมขอบเป็นคลื่น ขนาดใบรวมก้านยาว 60-90 ซม. หรือ ขนาด 40 : 10 ซม. ใบมีสองแบบ แต่ไม่ชัดเจน ปกติใบที่สร้างสปอร์มีก้านใบยาวชูสูงกว่าใบปกติ

เส้นใบหลักแนวนอนเห็นได้ชัดเจน เส้นใบอื่นพอมองเห็นได้ เส้นใบจรดโค้งเข้ากันเป็นร่างแหไปทั่ว มีปลายเส้นใบหยุดในช่องว่างร่างแห เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษ

กลุ่มสปอร์ ปกติเกิดที่จุดเชื่อมของปลายเส้นใบ มีก้านอับสปอร์รูปยาว กลุ่มสปอร์รูปกลมหรือรูปรี กระจายไม่เป็นระเบียบ อยู่ด้านล่างใบ

เฟินชนิดนี้กระจายพันธุ์อยู่ใน มาเลย์

Microsorum dilatatum (Bedd.) Sledge

ชื่อ dilatatum (อ่าน di-la-ta-tum ดิ-ลา-ตา-ตัม) มีความหมายว่า expanded ซึ่งมาจากคำว่า dilatatus (to separate, dilate, spread out, enlarge)

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามโขดหินที่มีดินและอินทรีย์วัตถุสะสม อยู่ใกล้ริมลำธารน้ำตก บริเวณที่มีร่ม ที่ระดับความสูง MSL ปานกลางลงมาถึงระดับต่ำ

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อย เนื้ออวบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. สีดำ มีใบออกใกล้กัน มีเกล็ดปกคลุม

เกล็ด รูปขอบขนาน-กึ่งสามเหลี่ยม ขนาดค่อยๆ เล็กลงจากโคนสู่ปลายเป็นหางแหลมยาว โคนรูปกลม ขนาดไม่กิน 6 : 2 มม. สีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม เป็นแซลล์ผนังหนา รอบนอกเปื่อยเมื่อเหง้าแก่ เกล็เหลือเป็นรูปกลม หรือรูปไข่

ก้านใบ ตั้งแต่ส่วนล่างของส่วนแฉกลงมา ยาว 30 ซม. เป็นครีบปรกด้านข้างลงไปเกือยสุดโคนก้าน มีเกล็ดที่โคนก้าน

ตัวใบ ใบเดี่ยวปกติถึงขอบแฉกลึกเหมือนใบประกอบ มีแฉกจำนวนน้อย หรือเป็นใบประกอบขนนกที่มีใบย่อยด้านข้างไม่เกิน 10 คู่ และมีครีบปีกข้างแกนหลักกลางใบ ขนาดใบราว 50 : 35 ซม. ช่วงล่างของใบย่อยหรือส่วนแฉกเชื่อมติดกับปีกที่โคน

ใบย่อยหรือส่วนแฉกเป็นรูปขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรูปหอกอย่างแคบ ปลายสุดแหลมยาว ขอบเรียบ ขนาด 20 : 4 ซม. ส่วนย่อยช่วงบนขึ้นไปมีขนาดค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ ส่วนแฉกปลายสุดรูปขอบขนาน ขนาดค่อยสอบแคบสู่ปลาย ริมขอบใบเป็นคลื่น

แกนหลักกลางใบและเส้นกลางใบนูน เส้นใบหลักด้านแนวนอนและเส้นใบอื่นชัดเจน เส้นจรดโค้งเข้าหากันมากมาย เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษ สีเขียวอ่อน

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม ขนาดเล็ก กระจายไม่เป็นระเบียบอยู่หลังใบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1.5 มม.

ในบ้านเรา พบที่ พิษณุโลก และภาคใต้ตอนล่าง

Microsorum insigne (Blume) Copel.
Synonym : Colysis insigne (Blume) J. Smith, Microsorum dilatatum (Beddome) Sledge, M. hancockii (Baker) Ching

เฟินชนิดนี้ ขนาดกลาง เป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ หรือตามโขดหินที่เปิียกชื้ นจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่แสงปานกลาง-มาก ที่ระดับความสูง 600-2000 ม. MSL

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยปานกลาง ต้นที่อายุน้อยใบเป็นใบเดี่ยวปกติ ยังไม่เป็นแฉก

ใบที่โตเต็มที่ กว้าง 15-30 ซม. รูปขอบขนานถึงรูปหอก ด้านข้างแฉกลึกเหมือนใบประกอบขนนก จำนวนแฉกด้านข้างและขนาดใบมีความผันแปร มีครีบปีกที่แกนหลักกลางใบและที่ก้านใบลงไปตลอดก้าน แกนกลางใบด้านล่างนูนขึ้นเด่นชัด ด้านบนนูนขึ้นบ้าง ส่วนแฉกด้านข้างออกตรงข้ามกัน และเส้นกลางแฉกของทั้งสองข้างออกจากแกนกลางใบที่จุดเีดียวกัน นูนขึ้นด้านล่าง

ส่วนแฉกรูปขอบขนาน-รูปหอก ส่วนแฉกช่วงบนกางเฉียงขึ้น ช่วงล่างกางเฉียงขึ้นหรือเหยีดตรง โค้งเคียวเล็กน้อย ขนาดกว้างราว 1.5-4.5 ซม. โคนแฉกคอดเล็กลงเล็กน้อย ปลายสอบแหลม ขอบเรียบหรือเป็นหยักตื้น-กว้าง ส่วนแฉกที่ปลายใบรูปร่างเหมือนแฉกด้านข้าง เส้นใบหลักแนวนอนมองเห็นได้ ด้านล่างนูนขึ้น ด้านบนจมเป็นร่อง ปลายแตกแขนงสาขาที่ 3/4 จากระยะเส้นกลางแฉก เส้นใบย่อยอื่นจมเป็นร่องเล็ก หรือมองเห็นได้ยาก เส้นใบย่อยจรดโค้งเข้ากันเป็นร่างแหใกล้ริมขอบใบ ที่ระยะ 1/4 จากริมขอบใบเข้ามา เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษ ผิวเกลี้ยง ไม่มีขน

กลุ่มสปอร์ รูปกลม ขนาดเล็ก กระจายห่าง อยู่ระหว่างเส้นใบหลักแนวนอน

กระจายพันธุ์อยู่ในธรรมชาติที่อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และภูมิภาคอาเซียน

Microsorum linguiforme (Mettenius) Copel.

ชื่อ linguiforme มาจากคำว่า lingua ( tongue; language) + formis ( to be in the form or shape of...) รวมกันมีความหมายว่า tongue shaped ซึ่งหมายถึง ใบเป็นรูปลิ้น

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ได้ัรับแสงปานกลางถึงแสงมาก เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยยาว แตกกิ่งสาขาด้านข้างได้บ่อย มีเกล็ดปกคลุมตลอดเหง้า

เกล็ด รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม สีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ เซลล์ผนังหนา เกล็ดหนา แข็ง ติดทน

ก้านใบ ลักษณะผันแปร มีตั้งแต่ก้านสั้นๆ แยกไม่เด่นชัดกับตัวใบเพราะเป็นครีบที่ต่อจากตัวใบลงมาจนเกือบสุดโคนก้าน หรือสุดถึงโคนต่อกับเหง้า หรือไม่มีก้านใบให้เห็น

ใบ รูปไข่อย่างกว้าง ปลายมนกลม ปลายสุดเป็นหางแหลม ขอบเรียบ และโคนใบต่อเชื่อมเป็นครีบปีก มีลักษณะผันแปร บางใบครีบกว้าง บางใบครีบแคบ บางใบครีบยาวลงไปเกือบสุดโคนก้าน บางใบลงไปสุดถึงตัวเหง้า หรือครีบที่กว้าง มีโคนเป็นรูปติ่งหูกลม ถึง-เว้าแบบรูปหัวใจ

เส้นใบสีเข้ม มองเห็นได้ชัดเจน เส้นใบจรดโค้งเข้าหากัน เป็นร่างแหกระจายทั่วใบ เส้นใบหลักแนวนอนชัดเจน ยาวราว 2/3-3/4 ของระยะขอบใบถึงแกนกลางใบ ปลายแตกแขนง เป็นคู่ จรดโค้งเข้าแขนงจากเส้นหลักดัดไป เป็นช่องว่างร่างแหหลัก มีช่องร่างแหรองที่ริมขอบ 1/4 จากระยะขอบใบเข้ามา เส้นใบอื่นพอเห็นได้

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม กระจายอยู่หลังใบ ตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายใบ จัดเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ มีบ้างที่กลุ่มสปอร์บางครั้งนูนขึ้นที่ผิวด้านบนเล็กน้อย แต่ไม่ทุกใบที่สร้างสปอร์

กระจายพันธุ์อยู่ในธรรมชาติตั้งแต่อินเดีย ไปถึงคาบสมุทรมาเลเซีย และฟิจิ

การปลูกเลี้ยง : เหง้าเลื้อยยาว เหมาะกับใส่กระเช้าแขวน หรือหากเลี้ยงในกระถางตั้ง ใส่เครื่องปลูกให้ต่ำกว่าปากขอบ เพื่อให้เลื้อยวนอยู่ในกระถาง จะได้พุ่มใบแน่นสวยงาม สำหรับวัสดุปลูก ใช้ประเภทเดียวกับเฟินเกาะอาศัยทั่วไป เช่น กาบมะพร้าว สแฟกนัมมอส อิฐทุบเป็นก้อนย่อย เหล่านี้เป็นต้น จัดให้อยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงแแดดรำไรถึงแสงมาก มีความชุ่มชื้นดี

การขยายพันธุ์ : ตัดชำเหง้า หรือเพาะจากสปอร์


Microsorum membranaceum (D.Don) Ching

ชื่อสกุล membranaceum (อ่าน mem-bran-a-se-um เมม-เบรน-อา-ซี-อัม) มาจากคำว่า membrana (skin, membrane; parchment) + aceus หมายถึง เฟินชนิดนี้แผ่นใบบาง

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย อยู่รวมกับกลุ่มมอสตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ในป่าดิบชื้นตลอดปี หรือเกาะอยู่ตามโขดหินที่ชุ่มชื้นริมลำธารน้ำตก ในป่าดิบ ที่ระดับความสูงปานกลางถึงสูงมาก

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 มม. มีออกใบใกล้กัน ปกติใบออกใกล้ส่วนปลายยอดเหง้า มีเกล็ดปกคลุม

เกล็ดที่เหง้า ขนาดใหญ่ รูปขอบขนานแกมกึ่งสามเหลี่ยม ขนาดค่อยๆ สอบเล็กลงจากโคนสู่ปลาาย ขนาดไม่เกิน 10:2.5 มม. เป็นเซลล์ผนังหนาและเซลล์ขนาดเล็ก มีสองสี ช่วงกลางเกล็ดสีเทาเข้ม ริมขอบสีน้ำตาล ขอบเป็นขนมากบ้างน้อยบ้าง

ก้านใบ ยาวราว 12 ซม. เป็นครีบปีกเกือบตลอดถึงโคนก้าน สีฟาง หรือสีออกเขียวๆ

ตัวใบ รูปขอบขนานอย่างแคบ กว้างสุดใกล้โคนที่ระยะ 1/4 - 1/6 ช่วงกลางรูปแคบมน สอบแหลมลงสู่โคนและค่อยๆ แคบสู่ช่วงปลายแหลม ขอบกึ่งเรียบถึงเป็นคลื่น ขนาดใบ 70 : 15 ซม. แกนกลางใบด้านล่างนูนเด่นชัด เส้นใบหลักด้านข้างนูนขึ้น ช่องร่างแหหลักมองเห็นได้ ช่องว่างแหย่อยเห็นไม่ชัด มีจำนวนมากและจัดเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษบางๆ

กลุ่มสปอร์ ที่จุดเชื่อมของเส้นใบ รูปกลมชัดเจน ขนาดเล็ก กระจายตัวไม่เป็นระเบียบอยู่ด้านล่างใบ หรือเป็น 2-5 แถวระหว่างเส้นใบหลักแนวนอน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1.5 มม.

กระจายพันธุ์อยู่ใน ศรีลังกา หิมาลัย ตีนตอนใต้ ไต้หวัน เวียดนามเหนือ และฟิลิปปินส์ ในบ้านเรา พบที่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง ตาก

Microsorum musifolium Copel.
Synonum : Polypodium musifolium
ชื่ออื่น : เฟินลายตาข่าย, เฟินลายหนังงูเหลือม, เฟินหนังจรเข้ (ชื่อเรียกเหล่านี้เป็นชื่อทางการค้า)

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย ขนาดใหญ่ เกาะอยู่ตามต้นไม้ หรือตามโขดหิน ในป่าดิบชื้นตลอดปี ที่ระดับความสูง MSL ไม่มากนัก

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้น-ยาวปานกลาง เหง้าเป็นท่อนกลม-รี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5-8.4 มม. ผิวด้าน มีรากออกเป็นแพหนา มีปุ่มข้อต่อของโคนใบ ห่างกันไม่เกิน 10 มม. มีเกล็ดปกคลุมแน่นที่ส่วนยอดเหง้า

เกล็ดแนบตัวเหง้า รูปก้นปิด ช่วงกล่างหรือช่วงกลางกว้างสุด ขนาด 3.2-5.0 : 1.2-1.6 มม. เซลล์ผนังหนา ริมขอบบางใส ขอบเรียบ ปลายสอบแหลม กลางเกล็ดสีดำ ผิวเกลี้ยง มีชั้นเซลล์ผนังหนาอยู่ภายใน

ก้านใบ ไม่ชัดเจนหรือไม่มี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 มม. มีเกล็ดเล็กน้อย

ใบ ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้างสุดที่ช่วงกลาง ปลายแหลม หรือสอบแหลม โคนใบตัดตรง หรือรูปมนป้าน ขนาดใบ 35-98: 5-11.2 ซม. สีเขียวอ่อน เนื้อใบกึ่งแผ่นหนัง มีตุ่มขนสั้นๆ และมีเกล็ดเล็กน้อย ไม่มีขนแบบเส้นเข็ม ขอบเรียบ-เป็นคลื่น

แกนกลางใบนูนเด่นชัด เส้นใบสีเข้มตัดกับสีของเนื้อใบ เส้นใบหลักแนวนอนและเส้นใบรองจัดเรียงตัวเป็นระเบียบ มีช่องร่างแหเป็นระเบียบมากบ้างน้อยบ้าง และขนาดใกล้เคียงกันอยู่ระหว่างคู่เส้นใบรอง

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม ขนาด 1.2-1.5 มม. dia. กระจายทั่วหลังใบ ยกเว้นช่วงริมขอบใบเข้ามาเล็กน้อย เกิดที่ปลายเส้นใบหยุดในช่องร่างแห การเีรียงตัวไม่เป็นระเบียบ

เฟินชนิดนี้ กระจายพันธุ์อยู่ในธรรมชาติ ตั้งแต่ พม่าตอนล่าง ลงไปถึงสุมาตรา บอร์เนียว ฟิลลิปปินส์ นิวกีวนี ในบ้านเราพบที่ภาคใต้ตอนล่าง

การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดรำไรถึงแสงมาก เครื่องปลูกโปร่ง ระบายน้ำดีและเก็บความชื้นได้นาน และอากาศถ่ายเทสะดวก

M. musifolium สายพันธุ์ที่นิยมปลูกเลี้ยงกันในบ้านเรา ซึ่งท่านอาจารย์ มล. จารุพันธ์ ทองแถม ได้สปอร์มาจากสวนพฤกษศาสตร์ในอินเดียและศรีลังกา เมื่อปี 2532 (อ้างอิง : รศ.มล.จารพันธ์ ทองแถม; FERNS-กรุงเทพฯ สารคดี 2550) และนำมาเพาะขยายพันธุ์จนเป็นที่แพร่หลาย พันธุ์นี้มีความแตกต่างกันกับ M. musifolium สายพันธุ์ที่พบในไทย เพียงเล็กน้อย

หลังจากที่ Nooteboom (1997) ได้จัดให้เฟินชนิดนี้ เป็น M. punctatum (L.) Copel นั้น Babara Joe Hoshizaki (ดูอ้างอิง : Fern Grower's Manual,2002) ให้ความเห็นไว้ว่า ไม่เห็นด้วยกับ Nooteboom (1997) ที่จัดให้เิฟินชนิดนี้ เป็น Microsorum punctatum ด้วยเหตุผลที่ว่า Microsorum musifolium แตกต่างที่ เส้นใบร่างแหเด่นชัดและแข็ง เนื้อใบบาง ตรงกันข้ามที่ M. punctatum เส้นใบไม่ชัดเจนและเนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง และจากรายงานการศึกษาลักษณะสันฐานวิทยาของ M. musifolium โดยนักวิทยาศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ดูอ้างอิง : Short Note - A First Record of Microsorum musifolium Copel. (Polypodiaceae) from Thailand, April 2009) ที่ได้ทำการวิจัยและตรวจสอบลักษณะสัณฐานวิทยาของ M. musifolium อย่างละเอียด พบว่า ทั้งสองชนิดมีอย่างน้อย 8 ลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ผิวของเหง้า, การแนบติดของเกล็ด, การกระจายตัวของเกล็ด, ความโปร่งใสที่ขอบของเกล็ด, โคนใบ, เส้นใบที่มองเห็นได้ และรูปร่างของสปอร์ เหล่านี้เป็นต้น และลงความเห็นว่า M. musifolium เป็นชนิดของตัวเอง ไม่ควรเป็น M. punctatum ตามความเห็นของ Nooteboom (1997)

Microsorum pteropus (Blume) Copel.
common name : Java Fern
ชื่ออื่น : กูดหางนกกะลิง

เฟินชนิดนี้ มักพบเกาะอยู่กับก้อนหินริมลำธาร ในป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูง MSL ปานกลาง 800 ม. ลงมาถึงระดับต่ำ เป็นเฟินที่สามารถทนน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก อยู่ใต้น้ำได้นานหลายเดือน จึงมีผู้นิยมนำมาปลูกประดับสวนไม้น้ำในตู้เล้ยงปลา

ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. และแตกกิ่งสาขาด้านข้าง มีใบออกค่อนข้างใกล้กัน ระยะห่างราว 0.5 มม. เหง้าสีเขียว อวบน้ำ ข้างเหง้ามีขั้วหรือข้อต่อของใบแก่ที่หลุดร่วงไป ผิวเหง้าปกคลุมด้วยรากเส้นเล็กละเอียดสีดำ และมีเกล็ดปกคลุม

เกล็ดเป็นรูปขอบขนาน-รูปหอก โคนมนกลม ขนาดค่อยสอบเล็กลงสู่ปลาย ขนาดไม่เกิน 5 : 1.5 มม. สีน้ำตาล เป็นเซลล์ผนังหนา เซลล์จัดเรียงตัวตามแนวยาว ขอบเกล็ดเรียบ

ก้านใบ สีฟาง มีเกล็ดลักษณะเหมือนเกล็ดที่เหง้าแต่ขนาดเล็กกว่า ก้านใบยาวไม่เกิน 15 ซม. เป็นครีบปีกช่วงบน

ตัวใบ เป็นใบเดี่ยวปกติ ถึงใบเป็น 3 แฉก

ใบเดี่ยวปกติ กว้างสุดที่ระยะ 1/3 จากโคนขึ้นไป โคนสอบแหลมลงไปเป็นครีบปีกข้างก้านใบ ช่วงบนขนาดสอบแคบสู่ปลายเป็นแหลมยาว ขอบใบเรียบ ขนาด 15 : 3.5 ซม. สำหรับใบที่เป็น 3 แฉก ขอบใบด้านข้างเป็นแฉกลึก ส่วนแฉกที่ปลาย ปกติแคบกว่า เหมือนเป็นใบเดี่ยวปกติ

เส้นใบหลักด้านข้าง ด้านใต้ใบมองเห็นได้ชัดเจน เส้นใบอื่นไม่ชัดเจน เนื้อใบบางเหมือนแผ่นกระดาษ สีเขียวเข้มถึงสีออกดำ

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม มีบ้างที่เป็นรูปรี ไม่มีเยื่อหุ้มอินดูเซีย กระจายไม่เป็นระเบียบอยู่ที่ผิวใบด้านล่าง

เฟินชนิดนี้ในธรรมชาติ กระจายพันธุ์อยู่ ใน อินเดีย จีนตอนใต้ ใน SE Asia และในบ้านเราพบทั่วไปในเกือบทุกภาค ยกเว้นอีสานกลางและอีสานใต้

การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้เป็นเฟินริมลำธารน้ำไหล จึงชอบความชุ่มชื้นสูง หรือให้น้ำไหลผ่านบ่อยๆ แต่น้ำต้องไม่ขังนาน เพราะน้ำที่ขังนานอาจจะทำให้น้ำเน่าเสีย หรือเลี้ยงในตู้ปลาที่มีระบบกรอง

M. pteropus 'Crested'

ปลายใบแฉกเป็นฝอยละเอียด

Microsorum punctatum (Linn.) Copel.
Synonym : M. irioides (Poiret) Fee, M. polycarpon (Cavanilles) Tardieu, Polypodium intergrifolium Lowe, Polypodium iriodes Poiret, Polypodium punctatum (Linnaeus) Swartz
ชื่ออื่น : หางนกหว้า ลิ้นผีไม้ ปรือไม้ กระปรอกหางสิงห์ เฟินปีกนก(ชื่อทางการค้า)

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย ขนาดกลางถึงใหญ่ ในธรรมชาติพบเกาะอยู่ตามต้นไม้ หรือเกาะอยู่ตามโขดหินที่ชุ่มชื้น มีร่มเงา ได้รับแสงแดดรำไร ที่ระดับความสูง MSL ระดับปานกลางลงมาถึงระดับต่ำ

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อย เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 มม. สีดำหรือมีนวลที่ผิว มีใบออกชิดกัน มีเกล็ดปกคลุม เกล็ดเป็นรูปขอบขนานอย่างแคบ-กึ่งสามเหลี่ยม ช่วงโคนรูปไข่ ขนาดค่อยเล็กลงจากโคนสู่ปลายเป็นแหลมยาว มีสีเดียว สีดำเทา หรือสีน้ำตาล เป็นเซลล์ผนังหนา เกล็ดเป็นแผ่นทึบไม่โปร่งแสง ริมขอบเป็นซี่ฟันชัดเจน ขนาดเกล็ด 8 : 1.5 มม.

ก้านใบ แยกไม่ชัดเจนกับตัวใบ มีเกล็ดที่โคน สีฟาง หรือสีเขียว

ตัวใบ รูปขอบขนานอย่างแคบ - รูปหอก ช่วงบนขนาดค่อยๆ เล็กลงสู่ช่วงปลาย ปลายสุดมนถึงแหลม ช่วงล่างขนาดเล็กลงสู่ช่วงโคน และเป็นครีบปีกที่ข้างก้านใบ บางครั้งเป็นครีบปีกลงไปใกล้สุดโคนก้าน ขนาดใบรวมก้าน ยาว 40-80 ซม. กว้าง 3-6 ซม. แกนกลางใบ นูนขึ้นทั้งสองด้านของใบ ริมขอบบางครั้งม้วนพับ เนื้อใบหนากึ่งแผ่นหนัง เส้นใบเห็นไม่ชัดเพราะแผ่นใบเนื้อหนา

กลุ่มอับสปอร์ ขนาดเล็ก รูปกลม มีจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วหลังใบ

กระจายพันธุ์อยู่ในป่าเขตร้อนทั่วโลก ตั้งแต่ อัฟริกาตะวันตก ไปจนถึง Tahiti

เฟินหางนกหว้า ปลูกเลี้ยงง่าย โตเร็ว ประดับสวนได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเฟินข้าหลวงเลื้อย เพราะมีรูปร่างใบคล้ายกันหากมองเผินๆ อีกทั้ง เฟินชนิดนี้ มีความผันแปรของรูปร่างใบได้ง่าย จึงมีสายพันธุ์ปลูก หรือชนิดที่กลายพันธุ์มากมาย ให้คนชอบสะสมเฟินแปลกๆ ได้ตื่นเต้นกันบ่อยๆ

ตัวอย่าง สายพันธุ์ปลูกต่างๆ ของ M. punctatum [หน้า Cultivars]

Microsorum siamensis Boonkerd
ชื่ออื่น : แววปีกแมลงทับสยาม (waew-peek-mar-laeng-thub-siam)

เฟิร์นชนิดนี้พบครั้งแรกโดยคุณพูนศักดิ์ วัชรากร เมื่อราวปี 2543 ต่อมา คุณพูนศักดิ์ได้นำทาง รศ.ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด และคณะจากหน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสำรวจบริเวณเขาหินปูน จังหวัดยะลา เมื่อ 4 ปีที่แล้วคือ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2544

ซึ่งเขาหินปูนบริเวณดังกล่าวนี้ มีลักษณะเหมือนเขาหินปูนทั่ว ๆ ไป อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 110 เมตร เป็นบริเวณที่ไม่เคยมีการสำรวจทางพฤกษศาสตร์ มาก่อน

เฟิร์นชนิดใหม่มีลักษณะคล้ายเฟิร์น "แววปีกแมลงทับ" ซึ่ง รศ.ดร. ทวีศักดิ์ บุญเกิด ได้เป็นผู้ตั้งชื่อร่วมกับนักพฤกษศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 2001 ซึ่งตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Microsorum thailandicum T. Boonkerd & Noot. แตกต่างที่เฟิร์นชนิดใหม่มีใบกว้างกว่า แต่มีความยาวของใบสั้นกว่า และมีรูหยาดน้ำ (Hydathode) เห็นได้ชัดเจน ต่างจาก เฟิร์น "แววปีกแมลงทับ" แต่มีสีคล้ายปีกแมลงทับเช่นเดียวกัน จึงเรียกชื่อในภาษาไทยว่า "แววปีกแมลงทับสยาม" เพื่อบอกว่า พบครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นสากลทั่วโลกว่า "Microsorum siamensis Boonkerd"

รศ.ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด ได้ส่งต้นฉบับการค้นพบเฟิร์นสกุล "Microsorum” ชนิดใหม่ของประเทศไทย ไปตีพิมพ์ในวารสารทางด้านอนุกรมวิธานพืช ของประเทศเนเธอร์แลนด์ ชื่อ “BLUMEA” ในปี พ.ศ. 2544 แต่เพิ่งได้รับการรับรองว่า เป็นเฟินชนิดใหม่ของโลก เมื่อเดือนกันยายน 2548 ที่ผ่านมา

สาเหตุที่ใช้เวลานานในการรับรอง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบว่า เป็นชนิดใหม่ของโลกจริง เนื่องจากพืชพวกเฟิร์น มักจะมีลักษณะร่วมกันหลายลักษณะ ต่างจากพืชดอก ซึ่งมักจะเห็นความแตกต่าง ในระดับชนิดได้ค่อนข้างชัดเจนกว่า

งานวิจัยที่ศึกษาเฟิร์นชนิดใหม่ของโลกนี้ ได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัย ในการไปศึกษาตัวอย่างพันธุ์ไม้ต้นแบบที่ พิพิธภัณฑ์พืชในทวีปยุโรป จากโครงการ BRT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผ่านหน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย

ข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด
ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กราบขอบพระคุณท่าน รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด ที่กรุณาส่งข้อมูลมาให้

พบเฟิร์นใหม่ของโลก ‘แววปีกแมลงทับสยาม’
จาก นสพ. ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17438 วันพุธที่ 19 ตุลาคม 2548

ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวานนี้ ( 4 ต.ค.) นายวิสุทธิ์ ใบไม้ หัวหน้าโครงการพัฒนาองค์ความรู้ และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทยหรือ BRT แถลงข่าวการจัดแสดงผลงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ
ในโอกาสครบ 10 ปีโครงการ BRT ว่า โครงการ BRT ได้ดำเนินงานสนับสนุนการวิจัย ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย ให้แก่ นิสิตนักศึกษาและนักวิชาการในสถาบันต่างๆ

ขณะนี้มีงานวิจัยที่น่าภาคภูมิใจ คือ นายทวีศักดิ์ บุญเกิด จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ค้นพบเฟิร์นชนิดใหม่ของโลก ที่ผ่านการพิสูจน์และรับรองจากสถาบันการศึกษาพันธุ์ไม้และอนุกรมวิธานพืช จากประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว เหลือเพียงการประกาศให้ทั่วโลกรับรู้อย่างเป็นทางการเท่านั้น

โดยเฟิร์นที่ค้นพบมีชื่อว่า “แววปีกแมลงทับสยาม” ลักษณะของใบจะมีสีน้ำเงินฟ้าคล้ายปีกแมลงทับ วาวแสง ขนาดกว้างประมาณ 3-4 ซม. พบที่บนเขาหินปูน อ.บันนังสตา จ.ยะลา

หัวหน้าโครงการ BRT กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ยังมีผลงานวิจัยที่ถูกค้นพบใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ของนายสมศักดิ์ ปัญหา จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ การค้นพบ หอยทากชนิดใหม่ 2 ชนิด คือ “หอยมรกต” หรือ Amphidromus พบที่เกาะตาชัย ทะเลอันดามัน จ.พังงา กับ “หอยบุษราคัม” หรือ Amphidromus principalis หรือในภาษาลาตินแปลว่า เจ้าหญิง พบที่เกาะกระ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานนามให้ทั้ง 2 ชื่อ สำหรับ หอยมรกต จะมีขนาดความสูงประมาณ 3-3.5 ซม.ลักษณะเปลือกเป็นรูปเจดีย์สีเขียวปนเหลือง ส่วนหอยบุษราคัม จะมีขนาดความสูงประมาณ 2.5-3 ซม. ลักษณะเปลือกจะมีสีเหลืองทอง

สำหรับผลงานวิจัยที่ค้นพบใหม่ จะนำไปเผยแพร่แก่นักวิชาการและประชาชนให้กว้างขวางขึ้น ในการประชุมวิชาการประจำปีของโครงการ BRT ระหว่างวันที่ 10-13 ต.ค. ที่ จ.ขอนแก่น

ด้าน นายทวีศักดิ์ผู้ค้นพบเฟิร์นชนิดใหม่กล่าวว่า เฟิร์นชนิดใหม่นี้มีลักษณะคล้ายเฟิร์น “แววปีกแมลงทับ” ซึ่งเคยค้นพบเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Microsorum thailandicum T. Boonkerd & Noot. แต่เฟิร์นชนิดใหม่มีใบกว้างกว่า และมีรูหยาดน้ำเห็นได้ชัดเจน มีสีคล้ายปีกแมลงทับ จึงเรียกชื่อในภาษาไทยว่า “แววปีกแมลงทับสยาม” เพื่อบอกว่าพบครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นสากลทั่วโลกว่า “Microsorum siamensis Boonkerd”

ขณะที่ นายสมศักดิ์ ผู้ค้นพบหอยทากชนิดใหม่ กล่าวว่า หอยที่ค้นพบใหม่ 2 ชนิด ได้รับการขนานนามว่าเป็น เพชรพลอยแห่งป่า โดยสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ชีววิทยาของประเทศอังกฤษ จะตีพิมพ์ผลงานการค้นพบในเดือน พ.ย. 2548

Microsorum thailandicum T. Boonkerd & Noot.
ชื่ออื่น :
แววปีกแมลงทับ (waew-peeg-ma-laeng-tub)

เฟินชนิดนี้ที่เพิ่งค้นพบ เมื่อปี 2537 และเพิ่งได้ชื่ออย่างเป็นทางการ เมื่อ ม.ค. 45 โดย ท่านอาจารย์ รศ.ดร. ทวีศักดิ์ บุญเกิด

เฟินแววปีกแมลงทับเป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามหน้าผาหินปูน ที่ความชื้นค่อนข้างสูง ไม่โดนแสงแดดโดยตรง แต่ได้รับแสงสว่างพอสมควร หรือแสงแดดรำไร ราว 50%

ลักษณะทั่วไป มีเหง้าเลื้อยสั้น ใบเดี่ยวปกติ รูปขอบขนาน ปลายแหลม ใบหนาและค่อนข้างแข็ง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเหลือบน้ำเงิน เป็นมันวาวแสง สีคล้ายสีของปีกแมลงทับ

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม กระจายไม่เป็นระเบียบอยู่ด้านหลังใบ กลุ่มสปอร์เปือย ไม่มีเยื่ออินดูเซียและใย paraphyset

การปลูกเลี้ยง ชอบแสงรำไรและความชื้นสูง ใช้วัสดุปลูกหยาบระบายน้ำดี เช่น เศษหินอิฐหักและใบไม้ผุ หรืออาจปลูกติดตอไม้ หรือปลูกติดหินปูน หินฟองน้ำและให้มีมอสขี้นด้วยจะยิ่งสวยมาก ในกรณีที่ใช้วัสดุปลูกอื่น เช่น กาบมะพร้าว หรือสแฟกนัมมอส แนะนำให้ทุบหินปูนให้เป็นผงละเอียด เช่น เศษหินอ่อน หรือหินภูเขาไฟ โรยใส่หน้าเครื่องปลูกเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้เฟินเติบโตสมบูรณ์และสีของใบสวยงาม

เฟินนี้บางคนเรียก ปีกแมลงทับ ซึ่งซ้ำกับ ปีกแมลงทับ ในสกุล ฺBolbitis และปีกแมลงทับ (ชื่อทางการค้า) Cyclopeltis pressiana ที่เป็นสายพันธุ์นำเข้ามาจากฟิลลิปปินส์ การเรียกชื่อซ้ำกันทำให้เกิดความสับสนกันบ่อยๆ

ไทยพบเฟิร์นชนิดใหม่ของโลก "แววปีกแมลงทับ"
จาก นสพ. เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

นักพฤษศาสตร์ไทย ค้นพบเฟิร์นชนิดใหม่ "แววปีกแมลงทับ" ในจังหวัดชุมพร ย้ำ กว่าจะได้รับการยอมรับต้องถกกับนักพฤษศาสตร์ต่างชาติอยู่หลายปี ขณะที่ข้อมูลด้านพรรณพืชอยู่ในแถบยุโรปเสียส่วนใหญ่ แจงปัญหา การศึกษาพรรณไม้ในเมืองไทยขาดคู่มือตรวจหาชื่อพรรณไม้ และตัวอย่างพรรณไม้ต้นแบบเป็นอุปสรรคในการศึกษา

Microsorum thailandicum T.boonkerd & Noot.

รศ.ดร. ทวีศักดิ์ บุญเกิด อาจารย์จากภาควิชาพฤษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) ผ่านโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program) "BRT" เปิดเผยหลังการค้นคว้าอยู่ 9 ปีว่า มีการค้นพบเฟิร์นชนิดใหม่ในสกุล Microsorum ซึ่งรู้จักกันในนาม เฟิร์นแววแมลงทับ" ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการด้านอนุกรมวิธานพืช "Blumea" โดยมี Dr. Ham P. Nooteboom นักพฤษศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ ร่วมตั้งชื่อ ใช้ชื่อว่า Microsorum thailandicum T. Boonkerd & Noot. พบเฟิร์นชนิดบริเวณภูเขาหินปูน ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งมีผู้นำมาขายเป็นครั้งแรกที่ตลาดต้นไม้สวนจตุจักร เมื่อได้ดูจึงเห็นว่าเป็นเฟิร์นชนิดใหม่ จึงได้สอบถามจากคนที่นำเฟิร์นมาขายและเริ่มลงพื้นที่สำรวจทันที

"กว่าจะสรุปได้ว่า เป็นเฟิร์นชนิดใหม่ มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักพฤษศาสตร์ชาวต่างประเทศหลายครั้ง นักพฤษศาสตร์กลุ่มนั้นบอกว่า เฟิร์นชนิดนี้ไม่ใช่เฟิร์นชนิดใหม่ของโลก แต่ผมยังคิดว่า เป็นชนิดใหม่ จึงได้ทำการศึกษาต่อเนื่องเรื่อยมา จนในที่สุดได้ติดต่อกับ Dr. Hans P. Nooteboom จากพิพิธภัณฑ์ไลเคน ซึ่งเป็นสถาบันที่ศึกษาและทำวิจัยเรื่องเฟิร์นมากที่สุดในโลกสถาบันหนึ่ง และผมได้ยืนยันไปทางพิพิธภัณฑ์ว่า เฟิร์นที่พบนั้น เป็นเฟิร์นชนิดใหม่ พร้อมกับตั้งชื่อ เมื่อปลายปี 2544 จึงได้รับการตีพิมพ์ผลงานที่ได้ค้นพบออกมา"

รศ.ดร. ทวีศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า เท่าที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องเฟิร์นอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปี พบว่าปัญหาหลักคือ เวลาที่เราได้ตัวอย่างพืชชนิดใดขึ้นมาและมีการตรวจหาชื่อ มีปัญหาหลักคือ ขาดคู่มือที่จำเป็นในการตรวจหาชื่อพืชชนิดนั้น ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะแต่การค้นคว้าเรื่องของเฟิร์นเท่านั้น นักพฤษศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับพืช ก็ประสบปัญหาลักษณนี้เสมอ เหตุที่เราขาดคู่มือที่จำเป็นในการตรวจหาชื่อพรรณไม้นั้นเป็นเพราะเราขาดงลประมาณในการจัดทำ

"การตั้งชื่อพรรณพืชชนิดใหม่ที่ค้นพบได้นั้น เราจะดูจากคู่มือตรวจหาชื่อพรรณไม้ของประเทศไทย และของประเทศอื่นๆ ถ้าไม่สามารถตรวจหาได้ เนื่องจากมีลักษณะไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในคำบรรยายลักษณะ ก็คาดว่าจะเป็นชนิดใหม่ของโลก ซึ่งขั้นตอนต่อไป คือ จะต้องศึกษาพรรณไม้ต้นแบบของชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียง ที่มีการค้นพบและศึกษามาแล้ว เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบว่า เหมือนหรือต่างจากพรรณไม้ชนิดใหม่ที่เราค้นพบ ถ้าไม่เหมือนกับพรรณไม้ต้นแบบ ถือว่าพรรณไม้ชนิดใหม่ได้ถูกค้นพบขึ้น ปัจจุบันพรรณไม้ต้นแบบของไทยและประเทสเพื่อนบ้านจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์พืชในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นการยากต่อการศึกษาเมื่อเทียบกับนักพฤกษศาสร์ชาวต่างชาติในยุโรป เขามีโอกาสศึกษาทางด้านพฤกษศาสตร์ได้มากกว่าเรา แม้ว่าพืชชนิดนั้นจะค้นพบจากบ้านเราก็ตาม

ผมต้องเดินทางไปที่พิพิธภันฑในประเทศอังกฤกษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก เพื่อศึกษาเรื่องของเฟิร์นหลายครั้ง เนื่องจากพิพิธภัณฑ์พืชเหล่านั้นมีพรรณไม้เขตร้อนบ้านเราเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะในอดีตการศึกษาพรรณไม้ได้เริ่มต้นศึกษาโดยชาวยุโรป ข้อมูลและตัวอย่างพรรณไม้ต้นแบบจึงอยู่ในยุโรปเสียส่วนมาก เช่น ที่พิพิธภัณฑ์พืชคิว ประเทศอังกฤษ พิพิธภันณฑ์พืชปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิพธภันณฑ์พืชไลเคน ประเทศเนเธอร์แลนด์"

รศ.ดร. ทวีศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของพรรณพืชสกุลเฟิร์นว่า อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้มีการส่งออกขายยังต่างประเทศกันมาก ขายครั้งหนึ่งๆ เป็นพันๆ กำ ตลาดในเมืองไทยที่ส่งเฟิร์นออกนอกประเทศอยู่ที่ตลาดต้นไม้สวนจตุจักร ทุกวันนี้ประเทศไทยมีการควบคุมห้ามขายพรรณพืชป่าแบบกว้างๆ โดยองค์การไซเตสประเทศไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ดูแลอยู่ แต่ไม่ทุกสกุล พืชสกุลเฟิร์นที่ควบคุมอยู่ตอนนี้ คือ มหาสดำ ระบุห้ามมีการซื้อขายเฟิร์นมหาสดำ ขณะที่ยังมีเฟิร์นอีกหลายชนิดที่ไม่ได้ควบคุม มีแนวโน้มจะหมดไป เพราะคนที่ซื้อไปปลูกไม่มีความเข้าใจ เมื่อนำไปเลี้ยง เฟิร์นอาจจะตาย......"

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Microsorum superficiale (Bl.) Ching, Bull. Fan Mem.
Synonym : Leptochilus buergerianum (Miquel) Bosman, Polypodium buergerianum (Miquel) Ching, Neocheiroptetis superficiale (Blume) Bosman, Polypodium superficiale

เฟินชนิดนี้เป็นเฟินเกาะอาศัย ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีเหง้าเลื้อยเป็นเถาปีนป่ายอยู่ตามต้นไม้ อาศัยอยู่รวมกับมอส ในป่าดิบเขา ที่ระดับสูงและชุ่มชื้นตลอดปี

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยยาว เป็นเถาปีนป่าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 มม. สีเขียวอ่อน มีใบออกห่างกัน มีเกล็ดปกคลุมตลอดเหง้า

เกล็ดที่เหง้า รูปขอบขนานแกมรูปกึ่งสามเหลี่ยม ขนาดค่อยๆ เล็กลงจากโคนสู่ปลาย โคนเกล็ดรูปกลมไม่สม่ำเสมอ ขอบเกล็ดเรียบ ขนาดราว 5 : 2 มม. สีน้ำตาล มีเซลล์ขนาดเล็กที่มีผนังอยู่ภายในประกอบรวมอยู่ด้วย

ก้านใบ ยาว 10-20 ซม. ครีบปีกมีเฉพาะช่วงบน โคนมีเกล็ดปกคลุม ที่ช่วงโคนก้าน สีฟาง หรือสีดำ

ตัวใบ รูปหอก ช่วงกลางกว้างสุด ขอบเรียบและริมขอบแบน ขนาดใบ 20-40 : 3-5 ซม.

แกนกลางใบ ด้านล่างนูนขึ้นชัดเจน เส้นใบพอมองเห็นบ้าง เป็นเส้นใบจรดโค้งเข้าหากันเป็นจำนวนมาก เนื้อใบบาง เหมือนแผ่นหนัง

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม เกิดที่จุดเชื่อมของเส้นใบ หรือจุดโปร่งแสง กระจายอยู่ทั่วหลังใบ ขนาดกลุ่มสปอร์เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 มม.

กระจายพันธุ์อยู่ใน แถบหิมาลัย จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ลงไปถึงมาเลเซีย ในบ้านเราพบที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก และ เลย

การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้ ชอบแสงปานกลางและความชื้นสูง

Microsorum zippelli (Bl) Ching

เฟินชนิดนี้ มักพบเกาะอยู่ตามโคนต้นไม้ หรือโขดหิน ตามลาดเนินเขาใกล้ริมลำธารน้ำตก ในป่าดิบชื้นตลอดปี ที่ระดับสูงมาก MSL

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อย เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 มม. มีใบออกห่างกันที่ระยะ 1 ซม. มีเกล็ดปกคลุมแน่นตลอดเหง้า เกล็ดเป็นรูปขอบขนานอย่างแคบ-รูปกึ่งสามเหลี่ยม ขนาดค่อยๆ เล็กลงจากโคนสู่ปลายสอบแหลม ขนาดไม่เกิน 7 : 1.5 มม. สีดำเข้ม เซลล์ผนังหนา ริมขอบเป็นซี่ฟัน

ก้านใบ ยาว 5-8 ซม. ช่วงบนไม่ชัดเจน ด้วยมีครีบปีกด้านข้าง มีเกล็ดที่โคนก้าน สีเขียว-สีฟางอ่อน

ตัวใบ รูปขอบขนาน-รูปหอก ปลายสุดเป็นหางแหลม ช่วงกลางกว้างสุด ค่อยๆ เล็กสอบเล็กลงสู่ช่วงโคน ขอบเรียบ ริมใบแบนราบ ขนาดใบไม่เกิน 40 : 7 ซม.

แกนกลางใบและเส้นใบหลักด้านข้างแนวนอนนูนขึ้นที่ผิวทั้งสองด้าน เส้นใบพอมองเห็นบ้าง เป็นเส้นจรดโค้งเข้าหากัน เป็นร่างแหขนาดเล็ก 3 แถวเรียงกันระหว่างเส้นใบหลักถัดไป มีปลายเส้นใบแตกกิ่งในช่องร่างแห เนื้อใบบางเหมือนกระดาษ

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม ปกติเกิดที่จุดตัดของปลายเส้นใบ จัดเรียงตัวเป็นสองแถวระหว่างเส้นใบหลัก ขนาดราว 2 มม. dia.

กระจายพันธุ์อยู่ใน แถบหิมาลัย ไปถึงจีนตอนใต้ และลงมาถึงมาเลเซีย ในบ้านเรามีรายงานพบที่ เชียงใหม่ เชียงราย เลย นครราชสีมา

Microsorum sp.

เฟินชนิดนี้ พบในป่าธรรมชาติบ้านเรา จากลักษณะภายนอกที่เห็น ใบรูปร่างคล้ายคลึงกับ M. punctatum ต่างที่ลายใบสีเข้มเห็นได้ชัดเจน เนื้อใบแข็งหนา ผิวเป็นเงามัน

ตอนนี้ ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดของเฟินชนิดนี้ หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมมา จะนำมาบรรจุเพิ่มในโอกาสต่อไป

อ้างอิง :
  • Short Note - A First Record of Microsorum musifolium Copel. (Polypodiaceae) from Thailand
    SAHANAT PETCHSRI, THAWEESAKDI BOONKERD AND BERNARD R. BAUM; The Natural History Journal of Chulalongkorn University 9(1): 99-104, April 2009
  • เต็ม สมิทธินันท์, KAI LARSEN; FLORA OF THAILAND 1989
  • จารุพันธ์ ทองแถม ม.ล., ดร. ปิยเกษตร สุขสถาน; FERNS-กรุงเทพฯ สารคดี 2550
  • Hoshizaki, B.J. & Robbin C. Moran; FERN GROWER'S MANUAL; Revised and Expanded Edition; Timber Press, Inc. 2002
ผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำ ชุดปรับปรุงล่าสุด :
เจ้นก
3K สัมพันธ์ หัวหิน
ฺ Bank กทม
Chat ชัชชัย จ. เชียงราย
HK ตฤศ ฮ่องกง-กทม
nut ศุภชัย ขอนแก่น
Singulmon
SuperBermBB
Yo

การปรับปรุงข้อมูล : หน้านี้ปรับปรุงครั้งล่าสุด ต.ค. 2552, ครั้งก่อน ต.ค. 2548

สกุล Microsorum สามารถร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ หรือแจ้งข้อผิดพลาด ได้ที่ fernSiam forum