ช่วงอายุของเฟินชายผ้าสีดา บันทึก 11 ก.ค. 2550
คำถามนี้ตอบยากจัง เพราะขาดประสบการณ์ในการเฝ้าติดตามนับอายุจากต้นจริง
จึงตอบไม่ได้ เพราะอายุยังน้อย (เมื่อเทียบกับป๋าเห็ด ป๋า 3K อิ อิ)
ถ้าเช่นนั้น ในระหว่างที่ยังหาข้อมูล หรือเอกสารอ้างอิงทางวิชาการไม่พบ
จึงขออนุญาตวิเคาะห์ ดังนี้
เฟินกระเช้าสีดา Platycerium มีเหง้าเป็นเนื้อไม้ จึงเป็นพืชที่มีอายุยืน
เหมือนพวก Tree Fern เช่น พวกที่อยู่ในสกุล Cyathea หรือ Dicksonia ทั้งหลาย
และหากใครเคยใช้ซากสีดามาทำเครื่องปลูกพืชพวกเกาะอาศัย เช่นเฟิน กล้วยไม้ สัปรดสี ทิวแลนเซีย ฯลฯ ก็น่าจะเคยเห็น แกนลำต้นเหง้าในซากสีดา
แม้ว่า มันจะเป็นพืชอายุยืนก็จริง แต่สิ่งแวดล้อมอื่นเป็นตัวปัจจัยกำหนดให้มันอยู่ได้นานเพียงใด
เนื่องจาก เฟินกระเช้าสีดาเป็นพืชเกาะอาศัย อาจจะอยู่ตามต้นไม้ หรือหน้าผาหิน ก็ตาม
มันต้องการปริมาณน้ำและแสงแดดที่พอเหมาะกับขนาดของต้น ที่โตตามอายุของมัน
และหากเมื่อใดที่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้มันตาย
เช่น ในกรณีที่ต้นของมันใหญ่มากขึ้น จากใบกาบใหม่ที่เจริญซ้อนทับใบกาบเก่าสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนกระทั่งทั้งระบบต้นมันใหญ่โต ทำให้มันอุ้มน้ำไว้มากเกินไป โดยเฉพาะในฤดูฝน
แม้ว่าจะได้แสงแดดและลมพัด แต่ระบบรากไมได้แห้งสักทีเป็นเวลานานติดต่อกัน
ในที่สุด มันก็จะอ่อนแอ เชื้อโรคเชื้อราก็จะรุมทำร้ายมันได้ จนกระทั่งมันเน่าตายไป
โดยเฉพาะกระเช้าสีดา ที่ไปงอกเกาะติดกับต้นไม้ใหญ่ ที่มีใบพุ่มทึบด้านบน
ซึ่งตอนที่ต้นกระเช้าสีดายังเล็ก เป็นการดีที่อยู่ใต้พุ่มใบทึบ มันจึงไม่โดนแดดเผาแห้งตายสะก่อน
แต่ครั้นมันโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้นไม้ที่มันเกาะไม่ทิ้งใบบ้างเลย หรือมีพุ่มทึบหนาตลอดปีหลายๆ ปี
มันก็จะได้รับแสงไม่เพียงพอกับความต้องการเมื่อต้นใหญ่ขึ้น มันก็เน่าตายในที่สุด
เมื่อสัก 4 ปีก่อน ที่พวกเราเคยคุยกับ Keith Roger ที่ AUS ทาง mail group หากใครยังจำได้
Keith บอกว่า P. superbum ในป่าธรรมชาติของ AUS มักจะตาย เมื่อมันต้นใหญ่มากเกินไป
ในขณะที่ ต้นที่ปลูกเลี้ยงกันนั้น ทุกๆ 3-4 ปี มันจะโตมากขึ้น ระบบรากหนามากแล้ว
ก็จะต้องแกะมันออกมา เพื่อปาดระบบรากทิ้งไป ให้เหลือความหนาไม่เกิน 2-3 นิ้ว แล้วนำไปปลูกเกาะติดใหม่อีกที ซึ่งหากคอยดูแลเช่นนี้ P. superbum จะสามารถอยู่ได้ตลอดไป
อีกกรณี คือ กรณีที่มันไปเกิดเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ที่ยื่นยาว
เมื่อมันมีขนาดใหญ่มากขึ้น จนกระทั่งกิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหว
โดยเฉพาะหน้าฝน ต้นใหญ่ๆ จะอุ้มน้ำเอาไว้ได้มาก
ในที่สุด กิ่งไม้ที่มันเกาะก็อาจจะหักตกลงมา และเฟินกระเช้าสีดาก็จะตกลงมาตายที่พื้น
แต่หากมันไปเกิดเกาะตามลำต้น หรือกิ่งไม้ใหญ่ที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก มันก็โชดดีไป
และคิดว่า คงมีอีกหลายกรณีที่ทำให้มันตาย แต่ก็เป็นปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมของมันทั้งสิ้น
ผมนึกถึงตอนที่เคยเอาซากสีดาที่เป็นหัวใหญ่ มาฝานเป็นแผ่น
เพื่อจะเอาไปใช้ทำเครื่องปลูก ซึ่งเดาว่า น่าจะเป็นซากของ P. holtumii หรือซาก P. coronarium
(เอ๊ะ!! ใช้ศัพท์ว่า ฝาน เด๋วเด็กเกเรแถวนี้แซวว่า ใช้ศัพท์โบราณ ต้องบอกว่า สไลด์ จึงจะทันสมัยเหมือนพวกฝรั่งยุโรปอเมริกา เอิ๊กกๆ ๆ )
หากเราฝานในแนวขนานไปกับแกนของเหง้า เราจะได้เห็นชั้นของใบกาบที่ซ้อนทับๆ กัน
ซึ่งแต่ละชั้น ก็คือใบกาบแต่ละรุ่น ที่เจริญงอกใหม่ออกมาซ้อนทับในแต่ละปี ปีละ 1 ชั้นเป็นปกติ
[b]ขอย้ำ[/b] ปีละ 1 ชั้นเป็นปกติ คือ กระเช้าสีดาจะออกใบกาบใหม่ซ้อนทับปีละชั้น ในสภาพแวดล้อมปกติ ไม่นับรวมอุบัติเหตุใดๆ ที่ทำให้ในปีนั้นออกใบกาบซ้อนทับมากกว่า 1 ชั้น
ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า แต่ละชั้นของใบกาบที่เรานับได้บนซากสีดานั้น ก็คือ อายุเวลาที่ผ่านมาของมัน เท่าที่เราสามารถนับได้ และยังไม่รวมถึงใบกาบรุ่นแรกๆ ตอนที่มันยังเล็ก ที่ใบกาบรุ่นแรกๆ ของมันถูกย่อยเปื่อยไปจนมองไม่เห็นเป็นชั้นของใบกาบแล้ว
หรือเปรียบได้กับ วงปี ของต้นไม้ใหญ่ ที่เราสามารถนับอายุจากวงปี ได้เช่นกัน
จากการที่เคยนับชั้นของใบกาบจากซากสีดาที่ผ่านออกมา จำนวนชั้นที่เคยนับได้สูงสุดมีถึง 25 ชั้น
นั้นก็คือ อายุของมัน ต้องมากกว่า 25 ปี มากกว่าจำนวนชั้นที่เรานับได้สะอีก
นอกจากดูจำนวนชั้นแล้ว เราจะยังเห็นได้ว่า บางชั้น หนา หรือบาง ไม่เท่ากัน ก็แสดงว่า แต่ละปี ความสมบูรณ์ของต้น ก็น่าจะต่างกันไปอีกด้วย
ผมไม่แน่ใจ คำถามของป๋ายูท่า ถามเฉพาะ กระเช้าสีดา P. holltumii อย่างเดียว
หรือถามรวมๆ สำหรับเฟินในสกุลนี้
ไหนๆ ก็เล่าแล้ว เล่าถึงชนิดอื่นอีกสักชนิด คือ กระเช้าเขากวาง P. ridleyi
ในกรณีของ กระเช้าเขากวาง P. ridleyoi นั้น
ใบกาบของกระเช้าเขากวางที่ซ้อนทับนั้น อาจจะไม่สามารถนับอายุได้
เพราะใบกาบของมัน ออกต่อเนื่องตลอดปี ทั้งใบกาบและใบเขาตั้ง เมื่อสภาพแวดล้อมอำนวย
และใบกาบจะมองเห็นได้ไม่กี่ชั้น เพราะใบกาบชั้นล่างๆ มักจะโดนย่อยเปื่อย มองเห็นเป็นแต่ระบบรากที่โปร่งพรุนไปทั้งหัวกระเช้า
แต่เราอาจจะประเมินอายุจากขนาดของต้น หรือความยาวของแกนเหง้าลำต้น ของมันได้
เช่น เราสมมติฐานว่า ปีหนึ่งๆ มันพอกใบกาบซ้อนทับ ทำให้หนาเพิ่มมากขึ้น อย่างมากสุดได้ 1-2 ซ.ม. หรือความยาวของเหง้า ยาวเพิ่มมากขึ้นปีละ 1 ซม. แล้ว
เราก็จะสามารถประเมินอายุของมันได้
ต้นกระเช้าเขากวาง P. ridleyi ต้นใหญ่ที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นนั้น
ขนาดของต้น ประมาณตุ่มน้ำขนาดกลางก็ว่าได้
กะคร่าวๆ ความสูงของหัวกระเช้าประมาณ 80 ซม. และเส้นผ่าศูนกลาง ราวๆ 60 ซม. ถือว่า ใหญ่มาก ในขณะที่ ตำรา ตปท บอกว่า P. ridelyi เป็น กระเช้าสีดาขนาดเล็ก ด้วยซ้ำไป
ต้นนั้น ไปเจอที่ ดสข เมื่อกลางปี 2548 เป็นวันที่ไม่มีตลาดนัด ต้นนั้นขายไม่ออก คนขายเอากองกับพื้น และพยายามเรียกให้คนมาช่วยซื้อ
เสียดายที่วันนั้น ไม่ได้เอากล้องถ่ายภาพไป จึงไม่ได้เก็บเอาภาพมาด้วย
จากขนาดของต้นกระเช้าสีดใหญ่ต้นนี้ และหากเราตั้งสมมติฐานว่า ปีหนึ่ง มันจะพอหนาขึ้นประมาณ 1-2 ซม. และจากความสูงของต้นใหญ่นี้ 80 ซม. ดังนั้น อายุของมันก็น่าจะไม่น้อยกว่า 30-60 ปี
เคยมีคนถามผมว่า จริงหรือไม่ที่ Life span ของมัน ไม่เกิน 20 ปี?
ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้ แต่จากที่ได้วิเคราะห์ข้างต้นนั้น มันขัดแย้งกับคำถาม
แต่อาจจะอธิบาย เพื่อตอบคำถามนั้นได้ว่า เหตุที่ส่วนมากมันอยู่ได้ไม่เกิน 20 ปี อาจจะเป็นเพราะระบบต้นของมัน ใหญ่เกินไป เกินกว่าที่มันจะเลี้ยงตัวเองต่อไปได้ เกินกว่าที่มันจะสร้างใบกาบห่อหุ้มทั้งต้นให้มิดได้ หรือระบบรากของมันมีมากเกินไป ทำให้มันเน่าตายในที่สุด เหล่านี้เป็นต้น |