|| back

เฟินสกุลชายผ้าสีดา Platycerium (plat-ee-sir-ee-um แพล๊ท-ตี-เซอ-รี-อัม) ในบ้านเรา ภาคใต้เรียก "ชายผ้าสีดา" ภาคอีสาน เรียก "กระเช้าสีดา" หรือ"สไบสีดา" และภาคเหนือเรียก "ห่อข้าวสีดา" หรือ "หัวเฒ่าย่าบา"
ชื่อ "สีดา" นี้เป็นชื่อของนางเอกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ในขณะที่ทางต่างประเทศเขาไม่มีตัวละครแบบเรา จึงตั้งชื่อเปรียบกับเขาของกวาง ที่แตกเป็นแฉก หรือเปรียบเป็นมงกุฏของนางฟ้า
ชื่อสกุล Platycerium มาจากคำในภาษากรีกว่า platys+kera (platy แปลว่า broad เป็นแผ่น และ keras แปลว่า horn เขาของสัตว์) นอก จากนี้ ยังมี นิทานเพื้นบ้านของคนไท ในดินแดนประเทศจีนปัจจุบัน เล่าเกี่ยวกับเฟินชายผ้าสีดาอีกด้วย

เฟินชายผ้าสีดา เป็นเฟินที่มีเสน่ห์ มีลักษณะที่แตกต่างจากเฟินทั่วไป จัดอยู่ในจำพวกไม้อากาศ ในธรรมชาติพบเกาะอยู่ตามคาคบไม้ แต่ไม่ได้เป็นไม้กาฝาก เพียงขอเกาะอาศัย เพื่อรับแสงแดดและลม หรืออาจพบเกาะอยู่ตามโขดหิน หน้าผาหิน ก็มี พบอยู่ในเป่าเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก ด้วยเสน่ห์น่าหลงไหลของเฟินชายผ้าสีดา จึงเป็นที่นิยมนำมาปลูกประดับสถานที่ กำแพงบ้าน หรือกระถางแขวน กระเช้าแขวน หรือเกาะบนต้นไม้ใหญ่ในสวน

เนื้อหาในหน้านี้
ลักษณะทั่วไปของเฟินในสกุลชายผ้าสีดา Platycerium
ชนิดและการจำแนกชนิดของเฟินสกุลชายผ้าสีดา
ภาพตัวอย่างเฟินชายผ้าสีดาแต่ละชนิด
สายพันธุ์ปลูก Cultivars (สายพันธุ์ย่อยและสายพันธุ์ลูกผสม)
หลักการทั่วไปสำหรับการปลูกเลี้ยงเฟินชายผ้าสีดา :
การแบ่งกลุ่มเฟินชายผ้าสีดาตามถิ่นกำเนิดในแต่ละทวีป
ประวัติการจดทะเบียนบันทึกทางพฤกษศาสตร์สำหรับเฟินชายผ้าสีดา
ช่วงอายุของเฟินชายผ้าสีดา (Life Span)

ลักษณะทั่วไป
เป็นเฟินเกาะอาศัย ที่ดูแปลกตา แตกต่างจากเฟินทั่วไป ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีทั้งชนิดที่เจริญเติบโตเป็นต้นเดี่ยว และเป็นกลุ่ม ทั้งต้นประกอบด้วยแผ่นใบหนา เจริญซ้อนทับและประสานกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นหัวกระเช้า ทั้งยังมีใบอีกแบบงอกออกมาจากจุกตาบนหัวกระเช้า ในบางชนิดใบงอกออกมาชูตั้งขึ้น บางชนิดเป็นใบห้อยย้อยลงมา หรือใบกึ่งตั้งและปลายห้อยลงมา ก็มี

ลำต้น เป็นเหง้าเป็นแท่ง เลื้อยสั้น มีบางชนิดเหง้าแตกเป็นกิ่งสาขา ระบบรากทำหน้าที่ยึดเกาะต้นกับสิ่งที่เกาะอาศัย ใบปกคลุมด้วยขนรูปดาว ขนทำหน้าปกป้องแสงแดด และรักษาความชื้นไม่ให้ระเหยได้ง่าย รวมถึงยังช่วยดักจับความชื้นในอากาศได้อีกด้วย
Rhizome Scales เกล็ดที่เหง้า มีความผันแปรของรูปร่าง แม้จะเป็นในต้นเดียวกันก็ตาม แต่ก็ยังพอจะแยกความแตกต่างได้สำหรับเฟินชายผ้าสีดาแต่ละชนิด
ลักษณะใบ ใบมี 2 รูปแบบ (dimorphic) คือ
ใบกาบ (Base frond, shield frond หรือ sterile frond
) ทำหน้าที่ห่อหุ้มระบบราก เพื่อรักษาความชื้นเอาไว้และโอบยึดเกาะที่อยู่อาศัย บางชนิดใบชูตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่รองรับน้ำ เศษใบไม้และอินทรีย์วัตถุที่ร่วงหล่นมาจากด้านบน กลุ่มนี้มักเป็นชายผ้าสีดาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง บางชนิดใบกาบแผ่หุ้มระบบรากจนมิด ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นชนิดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชุ่มชื้นหรือฝนชุก sterile frond บางแห่งอาจเรีรยกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ใบกาบ, ใบโล่, ใบโอบ, shield frond, base frond เป็นต้น
ส่วนใบอีกแบบ แผ่สยายเป็นริ้ว เรียก
ใบชายผ้า หรือใบเขากวาง (fertile frond)
บางชนิดเป็นริ้วห้อยสยายลง บางชนิดตั้งชูขึ้น บางชนิดใบมีขนคลุมหนาแน่น ทำหน้าที่ลดการคายน้ำของใบ ใบชายผ้า หรือ fertile frond ในบางแห่งอาจเรียกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ใบชายผ้า ใบเขา, Normal frond, True frond, Foliage frond เป็นต้น
อับสปอร์ เกิดทางด้านล่างของใบชายผ้าอยู่รวมกันเป็นพืด บางชนิดอับสปอร์อยู่ที่ปลายหรือขอบของใบชายผ้า บางชนิดเกิดบนอวัยวะพิเศษที่โคนก้านของใบชายผ้า

[กลับบนสุด/top]

ชนิด Species และการจำแนกชนิดของเฟินในสกุลชายผ้าสีดา

เฟินสกุลนี้ นักพฤกษศาสตร์บันทึกไว้มี 18 ชนิด อยู่ในออสเตเรียและอินโดนีเซียมี 5 ชนิด, ในทวีปอาฟริกา 3 ชนิด, บนเกาะมาดากัสกา 4 ชนิด, ในเอเซีย มี 6 ชนิด และอเมริกากลาง มี 1 ชนิด สำหรับในไทยพบ 4 ชนิด ซึ่งเป็นที่นิยมมากของคนรักต้นไม้ ทำให้มีการเก็บจากป่าธรรมชาติ หรือตามสวนยาง สวนผลไม้ออกมาขาย เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันราคาที่ซื้อ-ขายกัน นับวันขยับแพงขึ้น หาเก็บได้ยากขึ้น หรือต้องเข้าป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการของนักเล่นต้นไม้ นับวันทวีมากขึ้น

การจำแนกชนิด โดย Barbara Joe Hoshizaki, 1972

จำแนกชนิด / Key to the species
1a Sporangia borne on unmodified parts of the frond, the fiber-like cell in the cortex of the stipe not darken
2
1b Sporangia borne on modified part of the foliage frond, i.e., on a bulge often expanded into the sinus, a reduced branch, a wedge, or lobed, the fiber-like cells in the cortex of stipe darked.
12
     
2a Stipe without central meristeles; Javan-Australian speceis, often intergrading 3
2b Stipe with central meristeles; Afro-American species. 6
     
3a Rhizome with a dictyostele, the rhizome scales more than 2 mm long, the fronds mostly stipitate, semi-erect to erect, the foliaceous extension of the base frond moderate to absent. 4
3b Rhizome with a weak to moderately developed polyclyclic dictyostele, the rhizome scales mostly 2 mm or less long, the frond mostly sessile or nearly so, pendant, the foliaceous extension of the base frond ample. Indonesia, Australia P. willinckii
     
4a Frond mostly gray-green to green, the base frond various but not with very narrow stiff lobes, the rhizome scales boardly to rarely pelately attached. Austalia 5
4b Frond white, base fronds of old mature plants with with very narrow stiff lobes (to about 20 cm. long and 1.5 cm. wide) the rhizome scales broadly to rarely subpelately attached. Austalia P. veitchii
     
5a Base fronds with the foliaceous extension present but variously reduced the margin lobed to sinuate. Australia P. bifurcatum
5b Base fronds roundish, the foliaceous extension absent, the margins entire. Australia P. hillii
     
6a Base frond with the upper part extended, thin, foliaceous, free of the substrate. 7
6b Base frond not extended into thin, foliaceous tissue along the upper margin, mostly thick and appressed to the substrate on all margin 10
     
7a Base frond deeply lobed along the upper margin, the sporangia medial on strap shaped devisions 8
7b Base frond entire, the sporangia apical to subapical, in board ares aaround the sinus or at the apex of the frond 9
     
8a Foliage frond mostly more than 60 cm long, the rhizome scales attenuate, bearing some branched hairs. America P. andinum
8b Foliage frond mostly less than 60 cm long, the rhizome scales acute-acuminate bearing simple hair. P. quadridichotomum
     
9a Foliage frond forked P. stemmaria
9b Foliage frond entire P. elephantotis
     
10a Surface smooth or slightly depressed between the outwardly radiating main veins, the surface of the base frond not pitted, 11
10b Surface of the base frond pitted, the depressions delineated by the margin and cross veins. P. madagascariense
     
11a Foliage frond twice or forked. P. alcicorne
11b Foliage frond one forked. P. ellisii
     
12a Spores tan, the frond sparsely covered with whitish hairs, the rhizome scales board-lanceolate or wider, with marginal hairs. 13
12b Spores en mess and individually green, the frond densely covered with yellowish hairs, the rhizome scales narrow-lanceolate, without marginal hairs. P. wallichii
     
13a Rhizome scale apex pointed, the fibrils present, the sporangial area developed on the unbranched portion of the frond or on primary branches. 14
13b Rhizome scale apex rounded, the fibrils absent, the sporangial area typically on a stalked lobe modified frond a second branch 17
     
14a Frond symetrical 15
14b Frond asysmetrical by readuction of the primary branches 16
     
15a Sporangial areas 2. P. grande
15b Sporangial area 1, veins distinct and darked green P. superbum
     
16a Reduced branch with short lobes or shortten forking extending beyond the sporangial area, the margin of the base frond entire around o directly above the bud P. holttumii
16b Reduced branch without lobes or forkings extending beyond the sporangial area, or with only a short lobe a each corner, the margin of the base frond fringed around or above the bud. P. wandae
     
17a lobe reniform, P. coronarium
17b Lobe ovate or obovate P. ridleyi
     

[กลับบนสุด/top]

ภาพตัวอย่างของเฟินชายผ้าสีดาแต่ละชนิด ดังต่อไปนี้

P. alcicorne
P. alcicorne Africa Form (P. vassei)


P. alcicorne Madagascar Form

P. alcicorne (อาล-ซิ-คอน-เน่)
กระเช้าเขากวาง อาลซิคอนเน่

มีถิ่นกำเนิดในทวีปอาฟริกา และหมู่เกาะมาดากัสกา

ลักษณะทั่วไป ใบกาบห่อกลม ใบชายผ้า หรือใบเขากวาง ชูตั้งขึ้น

มี 2 สายพันธุ์ คือ Africa Form (หรือ P. vassei) และ Madagascar Form

ชนิดนี้ปลูกเลี้ยงและดูแลง่าย สร้างหน่อใหม่ที่ปลายรากได้

... รายละเอียด >>


P. coronarium (โค-โร-นา-ลิ-อัม)
ชายผ้าสีดา หรือ สายม่าน (ชื่อทางการค้า)

ถิ่นกำเนิดในไทย อีสานใต้ ภาคตะวันออกและภาคใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ และ Tenasserim

เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดใหญ่ แตกหน่อใหม่ทางด้านข้าง เป็นหลายๆ ต้นล้อมรอบเป็นวงแหวน

...รายละเอียด >>


P. ellisii (อิล-ลิ-ซิ-ไอ)
กระเช้าเขากวาง อิลลิซิไอ

ชนิดนี้เป็นเฟินขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดในเกาะมาดากัสกา ใบชายผ้าชูตั้งขึ้น ปลายเป็นแฉก 1 ชั้น รูปตัว V

...รายละเอียด >>


P. hillii (ฮิล-ลิ-ไอ)
ชื่อสามัญ Northern Elkhorn
กระเช้าเขากวางออสเตเลีย

ชนิดนี้เป็นเฟินขนาดใหญ่ ใบชายผ้าชูตั้งขึ้นและปลายเป็นแฉก ดูเหมือนเขาของกวางมูส
มีถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย อินโดนีเซีย

...รายละเอียด >>


P. madagascariense (มา-ดา-กัส-คา-ริ-เอน-เซ)

ถิ่นกำเนิดในมาดากัสกา
เป็นชนิดที่หายากในป่าธรรมชาติ เนื่องจาก ป่าไม้ของมาดากัสดาถูกโค่นทำลาย จนกลายเป็นทะเลทราย

...รายละเอียด >>


P. ridleyi

P. ridleyi (ริด-รี-ไอ)
ชายผ้าสีดาเขากวาง หรือกระเช้าเขากวางตั้ง

เป็นเฟินขนาดกลาง-ใหญ่ ใบชายผ้าชูตั้งขึ้นและแตกแขนงสาขา ดูเหมือนเขาของกวาง
มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ของไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว

...รายละเอียด >>



P. superbum (ซุป-เปิป-อัม)

ชนิดนี้เป็นชายผ้าสีดาขนาดใหญ่ ใบกาบตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ใบชายผ้าห้อย มีถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย อินโดนีเซีย

...รายละเอียด >>



P. wallichii (วอ-ลิ-คิ-ไอ)
ห่อข้าวสีดา ห่อข้าวย่าบา ห่อข้าวญีบา หัวเฒ่าย่าบา ชายผ้าสาวน้อย
หรือ ปีกผีเสื้อ (ชื่อการค้า)

ชนิดนี้เป็นเฟินขนาดกลาง ใบกาบแผ่กางตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ใบชายผ้าเป็นแผ่นห้อย ปลายเป็นแฉก
มีถิ่นกำนิดในไทย จีนตอนใต้ พม่า ลาว

...รายละเอียด >>


P. willinckii (วิล-ลิง-กิ-ไอ)
ชื่อพ้อง P. sumbawense
ชายผ้าสีดา สายม่านบุษบา หรือชายผ้าอินโดนีเซีย

ชนิดนี้เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดกลาง ใบกาบแผ่กางตั้งขึ้น ใบชายผ้าห้อยลงมา แตกหน่อที่ปลายราก ป็นต้นใหม่ทางด้านข้าง หลายๆ ต้นล้อมเป็นวงแหวน
มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย นิวกวีนี ออสเตเลีย

...รายละเอีัยด >>

P. andinum (แอน-ดิ-นัม)
South American Staghorn หรือ
ชายผ้าสีดาอเมริกาใต้

เป็นชายผ้าสีดาชนิดเดียวในทวีปอเมริกา
ถิ่นกำเนิดในเปรู บนเทือกเขาแอนดิส ในทวีปอเมริกาใต้

...รายละเอียด >>


P. bifurcatum (ไบ-เฟอ-คา-ตัม)
ชื่อสามัญ Elkhorn fern.

ถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย นิวกวีนี อินโดนีเซีย
เป็นที่นิยมปลูกเลี้ยงกันไปทั่วโลก มีหลากหลายสายพันธุ์ปลูก

รายละเอียด >>


P. elephantotis  (อี-ลี-แฟน-โต-ติส)
ชื่อพ้อง P. angolense
ชื่อสามัญ Cabbage fern
หรือ ชายผ้าสีดา หูช้างอัฟริกา

ถิ่นกำเนิดในอัฟริกา เขตร้อน ใบชายผ้าเป็นแผ่นรูปรี หรือรูปไข่ ห้อยลงมา สมชื่อเหมือนหูช้าง ที่มีเส้นใบ ปูดนูนเหมือนเส้นเลือดบนหูของช้าง

...รายละเอียด >>



P. grande
( แกรนเด หรือ แกรนดา grand-daa)  ชายผ้าสีดาฟิลิปปินส์

ชนิดนี้เป็นเฟินขนาดใหญ่ เจริญเติบโตเร็ว ทรงต้นดูคล้ายเฟินกระเช้าสีดาพันธุ์ไทย มีถิ่นกำเนิดในพิลิปปินส์

...รายละเอียด >>


P. holttumii  (ฮอล-ตัม-มิ-ไอ)
ชื่อไทย กระเช้าสีดา
หรือหูช้าง (ชื่อการค้า)

กระเช้าสีดา ของไทยชนิดนี้ เป็นเฟินขนาดใหญ่ มีความงามสง่า มีถิ่นกำเนิดในพม่า ไทย ลาว เวียดนาม

...รายละเอียด >>


P. quadridichotomum
(ควอด-ดะ-ไร-ได-โช-โต-มุม)
ชายผ้าสีดา ควอดดะไร

เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดกลาง ใบชายผ้าห้อยลง ปลายเป็นแฉก 2 ชั้น หรือปลายใบเป็น 4 แฉก มีถิ่นกำเนิดในเกาะมาดากัสกา

...รายละเอียด >>


stemmaria

P. stemmaria (สะ-เตม-มา-เรีย)
ชื่อพ้อง P. aethiopicum
ชื่อสามัญ Triangular staghorn.

ชายผ้าสีดาชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิด คองโก อัฟริกาเขตร้อน

...รายละเอียด >>


P. veitchii (วิท-ชิ-ไอ)
ชื่อสามัญ Silver staghorn

เป็นชายผ้าสีดาที่มาจากป่ากึ่งทะเลทราย มีถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย มีสายพันธุ์ย่อยและลูกผสมหลายชนิด

...รายละเอียด >>



P. wandae (แวน-เด้)
ชื่อพ้อง P. wilhelminae-reginae

ชายผ้าสีดาชนิด เป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุด มีถิ่นกำเนิดใน นิวกีวนี

...รายละเอียด >>

 

[กลับบนสุด/top]


สายพันธุ์ปลูกเลี้ยง (Cultivars)

นอกจากนี้ สายพันธุ์แท้ 18 ชนิดแล้ว ยังมีสายพันธุ์ที่ปลูกเลี้ยงกันของนักสะสมพันธุ์ไม้ ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของ 18 ชนิด และยังมีสายพันธุ์ลูกผสมอีกมากมาย รวมแล้วอาจมากว่า 100 สายพันธุ์

สำหรับตัวอย่างของ Cultivar ต่างๆ นั้น เนื้อหาในที่นี่ จะแบ่งเนื้อหาเป็น
- fernSiam's Cultivars สายพันธุ์ปลูกจากเฟินสยาม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทางเราได้เพาะจากสปอร์ของแต่ละชนิด จากนั้นแล้วคัดเลือกต้นที่มีลักษณะเด่นแยกออกมา พร้อมทั้งตั้งชื่อเรียกให้กับแต่ละสายพันธุ์
- Cultivars อื่นๆ เป็นสายพันธุ์ีที่มีปลูกกันโดยนักสะสมพันธุ์ไม้ เท่าที่พอทราบข้อมูลมา

กลับบนสุด/top]


หลักการทั่วไปสำหรับการปลูกเลี้ยงเฟินชายผ้าสีดา :


เฟินชายผ้าสีดาทุกชนิด เป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ หรือตามหน้าผาหิน ที่มีความชุ่มชื้นสูงในบรรยากาศ มีความต้องการแสงแดดปานกลางถึงมาก และอากาศถ่ายเทสะดวก หรืออาจกล่าวว่า เฟินชายผ้าสีดา ชื่นชอบสายลม แสงแดดและไอน้ำในอากาศ

สำหรับหลักการปลูกที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นเพียงหลักการทั่วไป แต่สำหรับชายผ้าสีดาแต่ละชนิดแล้ว มีข้อแตกต่างปลีกย่อยบ้าง ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจถึง ธรรมชาติถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะโครงสร้างของต้นประกอบด้วย

เครื่องปลูก :
เราจะใช้เครื่องปลูกเพื่อให้ระบบรากเจริญยึดเกาะ และเพื่อเก็บความชื้นและสะสมอาหารไว้ใช้ ซึ่งเราสามารถเลือกชนิดเครื่องปลูกได้หลายชนิด ที่เหมาะสกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ และสะดวกในการจัดหามาใช้

ตัวอย่างชนิดของวัสดุปลูกที่สามารถนำมาใช้ได้ ตัวอย่างเช่น สแฟกนัมมอส ซากชายผ้าสีดา แผ่นลำต้นมหาสดำ(กูดต้น) กาบมะพร้าว พีทมอส เปลือกไม้หนา เป็นต้น ทั้งนี้การเลือกชนิดของวัสดุปลูก ควรคำนึงถึงอายุความคงทนต่อการย่อยสลายด้วย

ส่วนปริมาณของเครื่องปลูกที่จะใช้ ต้องพิจารณาถึงขนาดของต้น สภาพแวดล้อม ชุ่มชื้นมากหรือน้อย ปริมาณแสงแดดที่ต้นได้รับ โดยหลักแล้ว เราพิจารณาปริมาณของเครื่องปลูกให้เพียงพอสำหรับเก็บรักษาน้ำและความชื้น แต่ปริมาณไม่ควรมากเกินไปกระทั่งระบบรากไม่มีโอกาสได้แห้งบ้างเลยในช่วง 1 สัปดาห์

สำหรับเฟินชายผ้าสีดาต้นที่โตพอสมควร มันจะมีระบบรากและซากใบกาบเก่าซ้อนทับสะสมมากพอ บางทีอาจจะแทบไม่ต้องใช้เครื่องปลูกเลย เว้นแต่จะเติมเครื่องปลูกเพียงเพื่อให้ระบบรากเจริญไปยึดเกาะยึดต้นได้ หรือหากระบบรากเดิมมีน้อย ไม่เพียงพอก็อาจจำเป็นต้องเพิ่มเสริมช่วยเข้าไป
ส่วนต้นที่ยังเล็ก อายุยังน้อย หรือต้นยังเล็กกว่า 6 นิ้ว ระบบรากของมันยังมีไม่มากพอสำหรับเก็บน้ำและความชื้น เราจำเป็นต้องใช้เครื่องปลูกในปริมาณที่เหมาะสม เพียงพอสำหรับเก็บความชื้นได้ดี

การให้น้ำ :
หลักสำคัญที่สุดเลย คือ เฟินชายผ้าสีดาทุกชนิด ไม่ชอบให้น้ำเปียกชุ่มแฉะที่ระบบรากอยู่ตลอดเวลาติดต่อกันหลายๆ วัน เกิน 5-7 วัน จำเป็นต้องมีช่วงที่ระบบรากแห้งสนิทบ้าง มิฉนั้นแล้ว จะทำให้ชายผ้าสีดามีโอกาสเน่าและตายได้ ดังนั้น การให้น้ำชุ่มสักครั้งแล้ว ควรรอให้ระบบรากแห้งก่อน จึงจะให้น้ำชุ่มอีกครั้ง

สำหรับระยะห่างของเวลาการให้น้ำแต่ละครั้ง ขึ้นกับการจัดสภาพแวดล้อมของสถานที่ปลูกเลี้ยงแต่ละแห่ง แต่ละฤดูกาล โดยมั่นสังเกตว่า การให้น้ำชุ่มแต่ละครั้ง กว่าระบบรากจะแห้งใช้เวลานานเพียงใด บางแห่งให้น้ำตอนเช้า บ่ายๆ ก็แห้งสนิทแล้ว แต่บางแห่งอาจใช้เวลา 1-2 วันกว่าจะแห้ง
สำหรับการให้น้ำเป็นฝอยละอองบ่อยๆ ในแต่ละวัน พอให้ใบเปียกชุ่มน้ำและเพิ่มความชื้นในอากาศ จะช่วยให้ชายผ้าสีดาดูสดใสตลอด แต่ไม่ต้องให้น้ำลงไปเปียกชุ่มที่ระบบรากทุกวัน

หลายคนที่เลี้ยงเฟินชายผ้าสีดามานาน จะสังเกตเห็นว่า ส่วนมากมักจะเสียหาย หรือตายในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกชุกติดต่อกันทุกวัน นานเกิน 7 วัน จนทำให้ระบบรากไม่ได้มีโอกาสแห้งบ้างเลย ประกอบกับต้นอยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ จะยิ่งทำให้เน่าไวด้วย

แสงแดด :
เฟินชายผ้าสีดา ไม่ใช่เฟินชอบร่มสนิท ในแต่ละวันมันต้องการได้รับแสงแดดบ้าง มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิด และขึ้นกับขนาดและอายุของต้นอีกด้วย
สำหรับในต้นที่ยังเล็ก อายุยังน้อย มันอาจต้องการแสงแดดเพียงรำไร หรือแสงแดดที่ได้ผ่านการกรองบ้างแล้ว หรือหากได้รับแสงแดดตรงๆ ควรเป็นแสงแดดอ่อนๆ เช่นช่วงเช้า-สาย หรือช่วงหลังบ่ายใกล้ค่ำ และเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น ช่น ต้นมีขนาด 6 นิ้วขึ้นไป ควรได้รับแสงแดดมากขึ้น อาจถึงครึ่งวัน จะเป็นครึ่งวันเช้า หรือบ่ายก็ได้

การให้ปุ๋ย :
ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ N-P-K อัตราส่วนเท่ากัน เป็นสูตรหลัก สามารถเลือกใช้เป็น้ปุ๋ยละลายน้ำฉีดพ่น หรือจะเป็นปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยปลดปล่อยช้า ใส่ลงไปที่ระบบรากหลังใบกาบหรือใต้ใบกาบ ได้ด้วยเช่นกัน การใช้ฮอร์โมนเร่งรากจางๆ ฉีดพ่นให้บ้างเป็นครั้งคราว 1-4 สัปดาห์/ครั้ง จะช่วยให้ระบบรากแข็งแรงและต้นเติบโตได้เร็ว

ปกติเฟินชายผ้าสีดามีการตอบสนองไวต่อปุ๋ย หากให้ปุ๋ยมาก ต้นเจริญเติบโตไว แต่เนื้อใบมักบางและมีโอกาสเน่าง่าย เหมือนคนเป็นโรคอ้วนขี้โรคป่วยง่าย อ่อนแอ ไม่ทนทาน ทั้งยังต้องสิ้นเปลืองไปกับการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อโรค-เชื้อราเพิ่มอีกด้วย ดังนั้น หากไม่ต้องการเร่งให้โตไวมากนัก เราอาจให้ปุ๋ยเมื่อเห็นว่า สีของใบออกเหลืองซีดขาดอาหาร

วิธีปลูกเกาะ : ควรเลือกปลูกเกาะกับตอไม้ แผ่นไม้ ที่เป็นไม้เนื้อแข็ง ไม่ผุเปื่อยเร็ว หรือปลูกติดภาชนะที่ทนทาน เช่น โอ่งดินเผา แผ่นกระเบื้อง กำแพง เป็นต้น และหากสามารถปลูกติดกับต้นไม้ได้ยิ่งสวยงาม เหมือนสภาพในธรรมชาติ หากเป็นต้นที่ย้ายมาปลูก ถ้ามีระบบรากเดิมมาน้อย อาจเสริมเครื่องปลูกเพิ่มเข้าไปบ้าง โดยรองเครื่องปลูกในปริมาณเีพียงพอสำหรับให้ระบบรากเจริญไปยึดเกาะพยุงต้นได้

สำหรับการจัดวางตำแหน่ง ควรปลูกให้ตาเหง้าชี้ขึ้นด้านบน หรือสังเกตใบอ่อนใหม่ให้่อยู่ด้านบน หากติดผิดให้ตาเหง้าชี้ลง ใบใหม่ที่ออกมาจะบิดงอชูขึ้นทำให้ไม่สวย หรืออาจไม่เจริญเติบโตได้ดีเท่าที่ควร

การยึดเกาะในช่วงแรกของการปลูก สามารถใช้้ลวด สายไฟ เชือก แถบพลาสติคเหนียว เอ็น เป็นต้น มัดทาบให้แน่นไอไม่เคลื่อน สำคัญต้องไม่คาดทับจุกตาของเหง้า สำหรับการคาดยึดเกาะ ให้ไขว้เป็นตัว X ส่วนล่างของจุกตา เพื่อหยุงรับน้ำหนักต้นและคาดทับส่วนบนเหนือจุกอีกครั้ง เพื่อกันไม่ให้หน้าคว่ำตกลงมา

ต้นที่จะนำไปปลูกเกาะ ควรเป็นต้นที่มีขนาดโตกว่า 6 นิ้วไป และมีใบกาบแล้ว หากขนาดต้นเล็กกว่านี้ ควรเป็นสถานที่ที่มีความสภาพแวดล้อมที่ดีพอสมควร เช่นมีความชุ่มชื้นสูงสม่ำเสมอ มิฉนั้น ต้นอาจแคระแกรน หรือเจริญเติบโตช้า

ปลูกในกระเช้าแขวน : หากไม่สะดวกที่จะปลูกเกาะ ก็สามารถเลือกปลูกในกระเช้าแขวนก็ได้ กระเช้าไม้แบบที่นิยมปลูกกล้วยไม้ กระเช้าเหล็กดัด กระถางมีรูด้านข้าง เป็นต้น แต่ควรเลือกกระเช้าที่มีรูหรือช่องข้างกระเช้ามากสักหน่อย เพื่อให้ระบายน้ำและอากาศได้ดี โดยเฉพาะชนิดที่แตกหน่อต้นใหม่ได้ ต้นอ่อนจะเกิดตามช่องหรือรูดังกล่าวได้ และหากเลือกกระเช้าแขวนชนิดที่ช่องโหว่ใหญ่สักหน่อย จะสามารถปาดเอาต้นอ่อนใหม่ออกมาได้ง่ายกว่าด้วย

ในระยะแรกๆ ใช้ฮอร์โมนแร่งราก เช่น B1 ฉีดพ่นให้ 7 วันครั้งแล้วทิ้งห่างไปเป็นะเดือนละครั้ง จะช่วยให้รากติดเร็วและเติบโตได้เร็ว

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะสปอร์ หรือชนิดที่แตกหน่อต้นใหม่ สามารถปาดแยกหน่อที่โตแล้วไปปลูกแยกได้
สำหรับการขยายพันธุ์โดยการเพาะสปอร์ ในเรื่องของระยะเวลาในการเพาะ ตั้งแต่หว่านจนเกิดต้นอ่อนใหม่ให้เห็น แต่ละชนิด กินระยะเวลานานไม่เท่ากัน

[กลับบนสุด/top]


การแบ่งกลุ่มเฟินชายผ้าสีดาตามพื้นที่ถิ่นกำเนิด

เฟินในสกุลชายผ้าสีดา Platycerium หากพิจารณาแบ่งกลุ่มตามพื้นที่ถิ่นกำเนิดในแต่ละทวีป เราอาจแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

  • Asian- Asiatic species
    กลุ่มนี้ กระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียตอนเหนือ พม่า จีนตอนใต้ พม่า ลาว ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัว-นิวกีวนี
    ในกลุ่มนี้ เมื่อดูภาคตัดขวางของก้านใบ มีวงกลมสีดำรอบท่อลำเีลียง และในบางชนิดท่อลำเลียงตัวเรียงตัวเป็นวงกลม ไม่เกิดหน่อต้นใหม่จากปลายราก แต่อาจแตกกิ่งจากตาตามข้อใบบนเหง้าได้
    ชนิดในกลุ่มนี้ ได้แก่ P.coronarium, P. grande, P. holttumii, P. ridleyi, P. superbum, P. wallichii, P. wandae
  • African-America species
    กลุ่มนี้ ชนิดที่กระจายพันธุ์อยู่ในทวีปอัฟริกา เกาะมาดากัาการ์ และในอเมริกาใต้
    ในกลุ่มนี้ ภาคตัดขวางของก้านใบ ไม่มีวงกมสีดำหรือไม่ชัดเจนชัดเจน ท่อลำเลียงจัดเรียงตัวเป็นวงกลมและมีบ้างกระจายประปรายอยู่ในกลางวงกลมด้วย
    สามารถเกิดตาต้นใหม่ที่ปลายรากได้ ขนาดต้น ขนาดกลาง-เล็ก เมื่อเทียบกับกลุ่ม Asian- Asiatic species
    ชนิดนี้ในกลุ่ม ได้แก่ P. alcicorne, P. andinum, P. elephantotis, P. ellisii, P. madagacariense, P. quadridichotomum, P. stemmaria
  • Java-Australian species
    กลุ่มนี้กระจายพันธุ์อยู่ใน อินโดนีเซียและออสเตเลีย ภาคตัดขวาง ไม่ปรากฏวงกลสีดำ ท่อลำเลียงจัดเรียงเป็นวงกลมเท่าั้นั้น ไม่พบมีท่อลำเลียงที่อยู่ตรงกลาง
    สามารถเกิดตาต้นอ่อนใหม่ที่ปลายรากได้ ขนาดต้น ขนาดกลาง-เล็ก เมื่อเทียบกับกลุ่ม Asian- Asiatic species
    ชนิดในกลุ่มนี้ ได้แก่ P. bifurcatum, P. hillii, P. veithcii, P. willinckii

รายละเอียดเพิ่มเติม
เฟินชายผ้าสีดาในกลุ่ม Java-Australian species ได้แก่ P. bifurcatum, P. hillii, P. veitchii และ P. willinkcii กลุ่มนี้มีเกล็ดที่ไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เกล็ดที่เหง้า ใน P. bifurcatum มีเกล็ดขนาดใหญ่ รูปกึ่งก้นปิด แนบติดอยู่กับเหง้า
รูปร่างเกล็ดที่เหง้ามีความผันแปร มีตั้งแต่ รูปไข่-แกมรูปหอก ไปจนถึง รูปผอมยาวแกมรูปหอกปลายเป็นติ่งแหลม ขนาดของเก็ด ยาว 3-10 มม.หรือมากกว่า และกว้าง และสีที่เกล็ด มีตั้งแต่ขาวไปถึงน้ำตาล และบ่อยครั้งที่พบว่า บริเวณกลางเกล็ดมีสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม
ขนบนเกล็ดที่เหง้า สามารถนำลักษณะของส่วนนี้มาใช้กำหนดในการจำแนกชนิดได้ด้วย เช่น P. vassei (P. alcicorne Africa Form) มีขนเป็น unicellular and conical และพบมีผสมกับขนรูปร่าง round glandular ด้วยจำนวนหนึ่ง สำหรับ P. bifurcatum และชนิดในกลุ่มเดียวกัน ขนเป็น multicelluar, gladular และมักแบนราบเมื่อแห้ง

เกล็ดที่เหง้าและขนที่เกล็ด ของ P. bifurcatum และ P. grande มีน้ำมันสะสมเป็นจำนวนมาก

ใบกาบ Sterile frond
ใบกาบ Base frond (sterile frond) ใบที่เกิดแนบติดกับหัวกระเช้า ทำหน้าที่ห้อหุ้มระบบราก เก็บความชื้นและดักเศษอินทรีย์วัตถุ
Goebel (1888) แยกใบกาบออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กล่ม cloak fronds กับกลุ่ม nest fronds และให้คำอธิบายลักษณะไว้ว่า cloak frond มีลักษณะเป็นจานกลม แนบติดกับหัวกระเช้า และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทันทีเมื่อใบโตเต็มที่ ส่วน nest-frond ใบเป็นสีเขียวอยู่ได้นานกว่า ใบแผ่ขยายห่อหุ้มหัวกระเช้าและแผ่กางขึ้นด้านบน
ปลายขอบบนแผ่กางออก เป็นทรงตะกร้า ที่ขอบบนมีทั้งที่เป็นหยัก หรือแฉกลึก หรือเป็นแบบขอบเรียบ
การจำแนกชนิดของ Platycerium อาจจพิจารณาจากลักษณะของใบกาบได้ ยกเว้นในกลุ่ม P. bifurcatum, P. hillii, P. veitchii และ P. willinckii เมื่อต้นยังเล็ก ใบกาบอาจจะยังไม่แสดงลักษณะที่แท้ให้เเห็น

ใบชายผ้า Fertile frond
ใบชายผ้า fertile frond ทั้งรูปร่างและรูปแบบของการแตกแฉกในบางชนิดอาจมีความผันแปรมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วิธีการปลูกเลี้ยง และอายุของต้น
อย่างใน P. bifurcatum เมื่อต้นอายุยังน้อย ใยชายผ้าอาจะยังไม่มีแฉก อาจเป็นเพียงใบเดี่ยวปกติปลายกว้าง และในต้นที่อายุมาก ใบชายแตกเป็นแแฉกลึกมากกว่าเดิม
ในขณะที่ P. madagascariense ใบชายผ้าเป็นแฉกลึกเมื่ออายุยังน้อย แต่ในต้นที่อายุมาก ใบชายกลับเป็นเพียงใบกว้าง หรือแฉกตื้นๆ ส่วน P. elephantotis ใบชายผ้าเป็นแผ่นกว้างขอบเรียบ ตลอดไม่ว่าต้นอายุมาก หรืออายุน้อย
รูปแบบการเจริญเติบโต กับรูปทรงของใบชายผ้า รวมถึงตำแหน่งที่เกิดสปอร์บนใบชายผ้า ล้วนเป็นลักษณะสำคัญที่นำไปใช้ร่วมพิจารณาในการจำแนกชนิดของ Platycerium อีกด้วย

ธรรมชาติของใบชายผ้ามีทั้งแบบที่ชูตั้งขึ้นในบางชนิด และแบบห้อยย้อยลงในบางชนิด
แต่หากพิจารณาจากลักษณะของการแตกเป็นแฉกและส่วนที่เกิดสปอร์ อาจแบ่งรูปแบบของใบชายผ้า ได้ 4 กลุ่ม
(1) ใบเป็นแผ่นกว้าง ไม่มีแฉก เช่น P. elephantotis
(2) ใบเป็นแผ่นกว้างช่วงโคน มีส่วนที่แตกเป็นแฉก กลุ่มสปอร์เกิดบริเวณที่กว้างสุดใต้ส่วนแฉก
(3) ใบเป็นแฉก กลุ่มอับสปอร์เกิดบนส่วนแแฉกต่างหากโดยเฉพาะ เช่น P. coronarium
(4) ใบเป็นแฉก ไม่มีแฉกต่างหากที่สร้างสปอร์ เช่น P. bifurcatum

กลุ่มอับสปอร์ Sporangia
ตำแหน่งที่เกิดสปอร์ มีความสำคัญมากในการจำแนกชนิด อย่างไรก็ตาม ลักษณะสำคัญนี้ be over-emphasized สำหรับ P. alcicorne, P. bifurcatum, P. hillii, P. willinckii และ P.veitchii ทั้งหมดมีกลุ่มอับสปอร์เกิดที่ส่วนปลายสุด และบางครั้งขยายมาถึงส่วนเว้าระหว่างแฉก (ยังมีต่อ)

[กลับบนสุด/top]


ประวัติการจดทะเบียนบันทึกทางพฤกษศาสตร์สำหรับเฟินชายผ้าสีดา :

ปี ค.ศ. เฟินชายผ้าสีดาที่ขึ้นทะเบียน
1796 Platycerium alcicorne Desv.; M้m. Linn. Soc. Paris 6: 213 (1827)
- Acrostichum alcicorne Willemet apud Usteri in Ann. Bot. Leipz. 18: 61 (1796) non Sw. (1801). Type from Madagascar.
1827 Platycerium coronarium (D. K?nig ex O.F. M?ll.) Desv.; Prod. 213 (1827)
1827 Platycerium stemaria (Beauv.) Desv.; Prod. 213 (1827) (stemmaria) Trivial names: Triangular staghorn
1827

Platycerium bifurcatum (Cav.) C. Chr.; Ind. 498 (1906) Trivial names: Elkhorn fern
- Platycerium angustatum Desv., M?m. Soc. Linn. Paris 213 (1827).

1841 Platycerium grande (A. Cunn.) J. Sm.; Journ. Bot. 3. 402 (1841) Trivial names: Staghorn fern
1858 Platycerium wallichii Hook., Gard. Chron. 1858
1871 Platycerium elephantotis Schweinf.; Bot. Zeit. 361 c. fig (1871)
Trivial names: Cabbage fern
- P. velutinum C. Chr.
- P. angloense Welw.
1876 Platycerium ellisii Bak.; Journ. Linn. Soc. 15. 421 (1876)
1876 Platycerium madagascariense Bak.; Journ. Linn. Soc. 15. 421 (1876)
1878 Platycerium hillii Moore; Gard. Chr. n. s. 10. 51 f. 6, 429 f. 74-75 (1878) Trivial names: Northern Elkhorn
1891 Platycerium andinum Bak.; Ann. Bot. 5. 496 (1891) Trivial names: South American Staghorn
1902 Platycerium wandae Racib.; Bull. int. Ac. Cracovie 58 (1902)
1906 Platycerium veitchii (Underw.) C. Chr.; Ind. 497 (1906) Trivial names: Silver staghorn
1909 Platycerium ridleyi Christ; Ann. Buit. II. Suppl. III. 8 t. 2 (1909)
1959 Platycerium quadridichotomum (Bonap.) Tardieu; Notul. Syst. [Paris] 15:420. t.1(3-5) (1959)
1970 Platycerium holttumii Joncheere & Hennipman; Brit. Fern Gaz. 10: 16, f. 1-3, t. 12 (1970)
1970 Platycerium superbum Joncheere & Hennipman; Brit. Fern Gaz. 10: 114, C 4, 5 (1970) Trivial names: Staghorn
1982 Platycerium willinckii (T.Moore) Hennipman & M.C.Roos; Monogr. fern genus Platycerium (Polypodiac.): 92 (1982)
   

[กลับบนสุด/top]

ช่วงอายุของเฟินชายผ้าสีดา
บันทึก 11 ก.ค. 2550

คำถามจาก forum ของเฟินสยามเกี่ยวกับ ช่วงอายุของเฟินชายผ้าสีดา อยู่ได้นานกี่ปี
คำถามนี้ตอบยาก เพราเราะขาดประสบการณ์ในการเฝ้าติดตามนับอายุจากต้นจริง
ถ้าเช่นนั้น ในระหว่างที่ยังหาข้อมูล หรือเอกสารอ้างอิงทางวิชาการไม่พบ
จึงขออนุญาตวิเคราะห์ ดังนี้

เฟินกระเช้าสีดา Platycerium มีเหง้าเป็นเนื้อไม้ จึงเป็นพืชที่มีอายุยืน
เหมือนพวก Tree Fern เช่น พวกที่อยู่ในสกุล Cyathea หรือ Dicksonia ทั้งหลาย
และหากใครเคยใช้ซากสีดามาทำเครื่องปลูกพืชพวกเกาะอาศัย เช่นเฟิน กล้วยไม้ สัปรดสี ทิวแลนเซีย ฯลฯ ก็น่าจะเคยเห็น แกนลำต้นเหง้าในซากสีดา

แม้ว่า มันจะเป็นพืชอายุยืนก็จริง แต่สิ่งแวดล้อมอื่นเป็นตัวปัจจัยกำหนดให้มันอยู่ได้นานเพียงใด
เนื่องจาก เฟินกระเช้าสีดาเป็นพืชเกาะอาศัย อาจจะอยู่ตามต้นไม้ หรือหน้าผาหิน ก็ตาม
มันต้องการปริมาณน้ำและแสงแดดที่พอเหมาะกับขนาดของต้น ที่โตตามอายุของมัน
และหากเมื่อใดที่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้มันตาย

เช่น ในกรณีเฟินชายผ้าสีดาต้นใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จากใบกาบใหม่ที่เจริญซ้อนทับใบกาบเก่าสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนกระทั่งทั้งระบบต้นมันใหญ่โต ทำให้มันอุ้มน้ำไว้มากเกินไป โดยเฉพาะในฤดูฝน
แม้ว่าจะได้แสงแดดและลมพัด แต่ระบบรากไมได้แห้งสักทีเป็นเวลานานติดต่อกัน
ในที่สุด มันก็จะอ่อนแอ เชื้อโรคเชื้อราก็จะรุมทำร้ายมันได้ จนกระทั่งมันเน่าตายไป

โดยเฉพาะกระเช้าสีดา ที่ไปงอกเกาะติดกับต้นไม้ใหญ่ ที่มีใบพุ่มทึบด้านบน
ซึ่งตอนที่ต้นกระเช้าสีดายังเล็ก เป็นการดีที่อยู่ใต้พุ่มใบทึบ มันจึงไม่โดนแดดเผาแห้งตายสะก่อน
แต่ครั้นมันโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้นไม้ที่มันเกาะไม่ทิ้งใบบ้างเลย หรือมีพุ่มทึบหนาตลอดปีหลายๆ ปี
มันก็จะได้รับแสงไม่เพียงพอกับความต้องการเมื่อต้นใหญ่ขึ้น มันก็เน่าตายในที่สุด

เมื่อสัก 4 ปีก่อน (พ.ศ. 2546) ที่พวกเราเคยคุยกับ Keith Roger ที่ AUS ทาง mail group หากใครยังจำได้
Keith บอกว่า P. superbum ในป่าธรรมชาติของ AUS มักจะตาย เมื่อมันต้นใหญ่มากเกินไป
ในขณะที่ ต้นที่ปลูกเลี้ยงกันนั้น ทุกๆ 3-4 ปี มันจะโตมากขึ้น ระบบรากหนามากแล้ว
ก็จะต้องแกะมันออกมา เพื่อปาดระบบรากทิ้งไป ให้เหลือความหนาไม่เกิน 2-3 นิ้ว
แล้วนำไปปลูกเกาะติดใหม่อีกที ซึ่งหากคอยดูแลเช่นนี้ P. superbum จะสามารถอยู่ได้ตลอดไป

อีกกรณี คือ กรณีที่มันไปเกิดเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ที่ยื่นยาว
เมื่อมันมีขนาดใหญ่มากขึ้น จนกระทั่งกิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหว
โดยเฉพาะหน้าฝน ต้นใหญ่ๆ จะอุ้มน้ำเอาไว้ได้มาก
ในที่สุด กิ่งไม้ที่มันเกาะก็อาจจะหักตกลงมา และเฟินกระเช้าสีดาก็จะตกลงมาตายที่พื้น
แต่หากมันไปเกิดเกาะตามลำต้น หรือกิ่งไม้ใหญ่ที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก มันก็โชดดีไป

และคิดว่า คงมีอีกหลายกรณีที่ทำให้มันตาย แต่ก็เป็นปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมของมันทั้งสิ้น

ผมนึกถึงตอนที่เคยเอาซากสีดาที่เป็นหัวใหญ่ มาฝานเป็นแผ่น
เพื่อจะเอาไปใช้ทำเครื่องปลูก ซึ่งเดาว่า น่าจะเป็นซากของ P. holtumii หรือซาก P. coronarium
(เอ๊ะ!! ใช้ศัพท์ว่า ฝาน เด๋วเด็กเกเรแถวนี้แซวว่า ใช้ศัพท์โบราณ ต้องบอกว่า สไลด์ จึงจะทันสมัยเหมือนพวกฝรั่งยุโรปอเมริกา เอิ๊กกๆ ๆ )
หากเราฝานในแนวขนานไปกับแกนของเหง้า เราจะได้เห็นชั้นของใบกาบที่ซ้อนทับๆ กัน
ซึ่งแต่ละชั้น ก็คือใบกาบแต่ละรุ่น ที่เจริญงอกใหม่ออกมาซ้อนทับในแต่ละปี ปีละ 1 ชั้นเป็นปกติ
[b]ขอย้ำ[/b] ปีละ 1 ชั้นเป็นปกติ คือ กระเช้าสีดาจะออกใบกาบใหม่ซ้อนทับปีละชั้น ในสภาพแวดล้อมปกติ ไม่นับรวมอุบัติเหตุใดๆ ที่ทำให้ในปีนั้นออกใบกาบซ้อนทับมากกว่า 1 ชั้น
ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า แต่ละชั้นของใบกาบที่เรานับได้บนซากสีดานั้น ก็คือ อายุเวลาที่ผ่านมาของมัน เท่าที่เราสามารถนับได้ และยังไม่รวมถึงใบกาบรุ่นแรกๆ ตอนที่มันยังเล็ก ที่ใบกาบรุ่นแรกๆ ของมันถูกย่อยเปื่อยไปจนมองไม่เห็นเป็นชั้นของใบกาบแล้ว
หรือเปรียบได้กับ วงปี ของต้นไม้ใหญ่ ที่เราสามารถนับอายุจากวงปี ได้เช่นกัน

จากการที่เคยนับชั้นของใบกาบจากซากสีดาที่ผ่านออกมา จำนวนชั้นที่เคยนับได้สูงสุดมีถึง 25 ชั้น
นั้นก็คือ อายุของมัน ต้องมากกว่า 25 ปี มากกว่าจำนวนชั้นที่เรานับได้สะอีก

นอกจากดูจำนวนชั้นแล้ว เราจะยังเห็นได้ว่า บางชั้น หนา หรือบาง ไม่เท่ากัน ก็แสดงว่า แต่ละปี ความสมบูรณ์ของต้น ก็น่าจะต่างกันไปอีกด้วย

ผมไม่แน่ใจ คำถามของป๋ายูท่า ถามเฉพาะ กระเช้าสีดา P. holltumii อย่างเดียว
หรือถามรวมๆ สำหรับเฟินในสกุลนี้
ไหนๆ ก็เล่าแล้ว เล่าถึงชนิดอื่นอีกสักชนิด คือ กระเช้าเขากวาง P. ridleyi

ในกรณีของ กระเช้าเขากวาง P. ridleyoi นั้น
ใบกาบของกระเช้าเขากวางที่ซ้อนทับนั้น อาจจะไม่สามารถนับอายุได้
เพราะใบกาบของมัน ออกต่อเนื่องตลอดปี ทั้งใบกาบและใบเขาตั้ง เมื่อสภาพแวดล้อมอำนวย
และใบกาบจะมองเห็นได้ไม่กี่ชั้น เพราะใบกาบชั้นล่างๆ มักจะโดนย่อยเปื่อย มองเห็นเป็นแต่ระบบรากที่โปร่งพรุนไปทั้งหัวกระเช้า
แต่เราอาจจะประเมินอายุจากขนาดของต้น หรือความยาวของแกนเหง้าลำต้น ของมันได้
เช่น เราสมมติฐานว่า ปีหนึ่งๆ มันพอกใบกาบซ้อนทับ ทำให้หนาเพิ่มมากขึ้น อย่างมากสุดได้ 1-2 ซ.ม. หรือความยาวของเหง้า ยาวเพิ่มมากขึ้นปีละ 1 ซม. แล้ว
เราก็จะสามารถประเมินอายุของมันได้

ต้นกระเช้าเขากวาง P. ridleyi ต้นใหญ่ที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นนั้น
ขนาดของต้น ประมาณตุ่มน้ำขนาดกลางก็ว่าได้
กะคร่าวๆ ความสูงของหัวกระเช้าประมาณ 80 ซม. และเส้นผ่าศูนกลาง ราวๆ 60 ซม. ถือว่า ใหญ่มาก ในขณะที่ ตำรา ตปท บอกว่า P. ridelyi เป็น กระเช้าสีดาขนาดเล็ก ด้วยซ้ำไป
ต้นนั้น ไปเจอที่ ดสข เมื่อกลางปี 2548 เป็นวันที่ไม่มีตลาดนัด ต้นนั้นขายไม่ออก คนขายเอากองกับพื้น และพยายามเรียกให้คนมาช่วยซื้อ
เสียดายที่วันนั้น ไม่ได้เอากล้องถ่ายภาพไป จึงไม่ได้เก็บเอาภาพมาด้วย

จากขนาดของต้นกระเช้าสีดใหญ่ต้นนี้ และหากเราตั้งสมมติฐานว่า ปีหนึ่ง มันจะพอหนาขึ้นประมาณ 1-2 ซม. และจากความสูงของต้นใหญ่นี้ 80 ซม. ดังนั้น อายุของมันก็น่าจะไม่น้อยกว่า 30-60 ปี

เคยมีคนถามผมว่า จริงหรือไม่ที่ Life span ของมัน ไม่เกิน 20 ปี?
ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้ แต่จากที่ได้วิเคราะห์ข้างต้นนั้น มันขัดแย้งกับคำถามนี้
แต่อาจจะอธิบาย เพื่อตอบคำถามนั้นได้ว่า เหตุที่ส่วนมากมันอยู่ได้ไม่เกิน 20 ปี อาจจะเป็นเพราะระบบต้นของมัน ใหญ่เกินไป เกินกว่าที่มันจะเลี้ยงตัวเองต่อไปได้ เกินกว่าที่มันจะสร้างใบกาบห่อหุ้มทั้งต้นให้มิดได้ หรือระบบรากของมันมีมากเกินไป ทำให้มันเน่าตายในที่สุด เหล่านี้เป็นต้น

[กลับบนสุด/top]

|| back