|| back


Platycerium alcicorne
ชื่อพ้อง : Platycerium vassei
ชื่อสามัญ : Elkhorn Fern
ชื่ออื่น : กระเช้าเขากวางอัฟริกา

Platycerium alcicorne Desv. in M?m. Soc. Linn. Par. 6, 2: 213 (1827).—de Joncheere in Blumea, 15, 2: 449 (1967). FRONTISP. Synonyms:
- Acrostichum alcicorne Willemet apud Usteri in Ann. Bot. Leipz. 18: 61 (1796) non Sw. (1801). Type from Madagascar.
- Platycerium vassei Poisson in Rev. Hort. 82: 530 (1910). Type: Mozambique, from living material not extant.
- Platycerium bifurcatum sensu Sim, Ferns S. Afr. ed. 2: 293, t. 154 (1915).


P. alcicorne at Analamazaotra Special Reserve, Madagascar
[ Image : Dr. Niwat Tant.]
P. alcicorne กระเช้าเขากวางอัฟริกา มีถิ่นกำเนิดในธรรมชาติทางด้านตะวันออกของหมู่เกาะมาดากัสกา และชายฝั่งตะวันออกของอาฟริกา

ตามรายงานการค้นพบใน เคนยา แทนซาเนีย โนดีเซีย โมคัมบิก Madagascar Seychelles และ Grande Comoreo Island มักพบในป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูง ตั้งแต่ 0-600 ม. (MSL) อาศัยเกาะอยู่ตามคาคบไม้ บริเวณที่เป็นร่มเงา หรือแสงรำไร

ชื่อ alcicorne มาจากคำว่า alces + i + cornis (alces = elk, cornis=horn, anter) รวมความ alcicorne มีความหมายว่า เขากวาง หมายถึง มีใบเป็นแฉกสาขาเหมือนเขาของกวาง

ลักษณะทั่วไป : เป็นเฟินเกาะอาศัย ขนาดกลาง เหง้าเลื้อยสั้น ฝังตัวอยู่ในระบบรากและใบกาบที่ห่อหุ้ม โผล่ออกมาเฉพาะปลายยอด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม. ปกคลุมด้วยเกล็ดรูปลิ่มแคบ สีน้ำตาล สามารถสร้างตาหน่อใหม่ที่ปลายราก

ใบกาบ
(base frond) เป็นจานขอบเรียบ รูปไข่ หรือรูปตับ ขอบเรียบ ใบกาบเจริญแผ่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ มีระบบรากแทรกอยู่ระหว่างชั้นของใบกาบ ไม่กางชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของใบกาบง โตได้ถึง 32 ซ.ม. ภาคตัดขวางของก้าน มีระบบท่อลำเลียงกระจัดกระจาย

P. alcicorne Madagascar Form

โคนของใบกาบบริเวณจุกตาเป็นจีบย่น ปิดคลุมปลายยอดเหง้า ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับยอดเหง้า


[ Image : Dr. Niwat Tant.]

ใบกาบอ่อนตอนที่ใหม่ออกมาใหม่ จะยังมีขนรูปดาว stellate hairs กระจายอยู่ห่างๆ กัน เมื่อโตเต็มที่ขนจะหลุดร่วงไปกลายเป็นผิวเกลี้ยง

ใบกาบจะหมดอายุ แห้งเป็นสีน้ำตาลในเวลาไม่นาน แต่ไม่หลุดร่วงไป จะยังอยู่ห่อหุ้มระบบรากไปตลอด และมีใบกาบใหม่เจริญซ้อนทับใบกาบเก่าเป็นชั้นๆ พอกหนาไปเรื่อยๆ ระหว่างชั้นของใบกาบที่ซ้อนทับกัน มีระบบรากเจริญแทรกอยู่

จากลักษณะของใบกาบ ที่เจริญห่อหุ้มระบบรากเป็นก้อนกลม ขอบบนของใบกาบไม่ชูกางตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ทำให้เราทราบได้ว่า ถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของ P. alcicorne เป็นป่าที่มีปริมาณน้ำฝนมากและสม่ำเสมอ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างใบกาบชูตั้งขึ้น เื่พื่อรองรับน้ำและสะสมน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง

ใบชายผ้า หรือใบเขากวาง fertile fronds ชูตั้งขึ้น แตกเป็นแฉกหลายชั้น ยา่วได้ถึง 60 ซ.ม. เป็นรูปลิ่มแคบ แตกเป็นแฉกสาขาคู่ 2-4 ชั้น แฉกของใบเป็นรูปขอบขนาน กว้างได้ถึง 2.5 ซ.ม. ปลายมนกลม ถึงปลายแหลม


P. alcicorne Madagascar Form


P. alcicorne Africa Form
[ Image : Trid@HK-BKK]

ผิวใบด้านบนกึ่งเรียบ ด้านล่างปกคลมด้วยขนรูปดาว ขนาด dia. 0.2 ม.ม

อับสปอร์เกิดเป็นพืดติดกัน ที่บริเวณปลายแฉกสุดท้ายของใบเขากวาง แต่ไม่สุดถึงขอบใบ อับสปอร์มีใย paraphyset ปกคลุมเป็นแผ่น เมื่อสปอร์แก่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ใยจะหลุดลอกออกไป และปลดปล่อยสปอร์ให้ทยอยปลิวออกไปเรื่อยๆ ใช้เวลานาน

ต้นที่เจริญเติบโตเต็ม ที่สามารถสร้างต้นอ่อนใหม่ที่ปลายราก และโตเกาะกลุ่มขยายขนาดกอไปรอบต้นแม่เดิม หรือแตกหน่อต้นใหม่ไต่ไปตามความยาวของกิ่งไม้ที่เกาะอาศัย

P. alcicorne มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์จากอัฟริกาเรียกว่า P. alcicorne Africa Form และสายพันธุ์จากมาดากัสการ P. alcicorne Madagascar Form แต่ในทางพฤกษศาสตร์ยังคงจัดให้เป็นชนิดเดียวกันอยู่ แต่สำหรับนักสะสมพันธุ์ไม้และในทางการค้าถือว่าต่างสายพันธุ์

P. alcicorne Africa Form ลักษณะที่แตกต่างกัน P. alcicorne Madagascar Form

[ Image : Trid@HK-BKK]

ลักษณะแตกต่างของสองสายพันธุ์นี้ ได้แก่

1. P. alcicorne Africa form ทั่วทั้งต้น มีสีเขียวตอง หรือสีเขียวอ่อนอมเหลืองและเป็นเงามันมากกว่า P. alcicorne Madagascar form ที่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านกว่า และมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น
แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสายพันธุ์ หากดูเฉพาะลักษณะและสีของใบอาจเกิดการสับสนได้
อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยง โดยมีปุ๋ย ความชื้นและแสงเป็นตัวแปรสำคัญ

[ Image : Pik@Floraville ]

2. P. alciorne Africa form ที่ใบกาบ เส้นใบจมลง เป็นร่องตื้นๆ และผิวระหว่างเส้นใบนูนขึ้น ส่วน ส่วนใบกาบของ P. alcicorne Madagascar form มีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตเต็มที่ ใบกาบส่วนบนเหนือจุกตา เป็นปูดนูนเป็นสันตามเส้นใบ และผิวระหว่างเส้นใบเป็นร่องจมลง

Young Sterile Frond is covered densely with white stellate hairs.
[ Imagee : Pik@Minburi ]
3. ใบอ่อนของใบขายผ้า หรือ fertile fronds ที่เพิ่งงอกออกมาของP. alcicorne Africa form มีขนสีขาว หรือสีอ่อนกว่า P. alcicorne Madagascar form ที่มีขนสีน้ำตาลเข้ม (เกือบดำ) และแซมขึ้นบนขนอ่อนสีขาว
Young fertile frond is covered with brown stellate hairs.
[ image : Pik@Minburi ]


[ Image : Bank@BKK ]

4. ใบชายผ้า หรือ fertiel frond ของ P. alcicorne Africa Form เป็นรูปลิ่ม ฐานกว้าง ปลายแฉกแหลม และมีขนปกคลุมน้อยกว่า P. alcicorne Madagascar form ที่ใบชายผ้ามีสัดส่วนดูแคบผอมมากกว่า ปลายใบมนกลม และด้านใต้ใบมีขนปกคลุมหนาแน่นกว่า

แฉกเป็นกิ่งคู่ชั้นที่ 2-3 ของ P. alcicorne Madagascar มีระยะสม่ำเสมอใกล้เคียงกันทุกกิ่งแฉก
แต่ P. alcicorne Africar Form แต่ละแฉก แตกเป็นกิ่งคู่บนแต่ละแฉก ไม่สม่ำเสมอ


densely covered with white hairs at surface below
[ Image : Moo@Banpong ]

Pups
[ Image : Blue Jay@BKK]
5. แผ่นสปอร์ที่เกิดบนชายผ้าใกล้ส่วนแฉก
P. alcicorne Africa form จะสังเกตุเห็นได้เมื่อใบชายผ้าเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว แต่สำหรับ P. alcicorne Madagascar form สามารถสังเกตุเห็นได้ขณะที่ใบยังอ่อนไม่เจริญเต็มที่

P. alcicorne Africa form โตเร็วและให้หน่อใหม่ปลายรากจำนวนมาก
ส่วน P. alcicorne Madagascar form เติบโตช้าและให้หน่อใหม่น้อยกว่า
 

สำหรับเรื่องชื่อ P. vassei เป็นชื่อที่ตั้งให้กับตัวอย่างไม้ที่มาจากโมซัมบิค อัฟริกา (ค.ศ. 1910) และนิยมเรียกกันแพร่หลายระยะหนึ่งแล้ว แต่นักพฤกษศาสตร์สากล ยังไม่ยอมรับถึงความแตกต่างของทั้ง 2 forms จึงยังไม่ยอมรับที่จะให้จำแนกเป็นคนละชนิดกัน ยังคงถือว่า ทั้ง 2 forms เป็นชนิดเดียวกันอยู่ และชื่อ P. alcicorne มีการกำหนดใช้มาก่อน (ค.ศ. 1827) โดยจากตัวอย่างไม้ที่เก็บมาจากเกาะมาดากัสการ์ (เดิมในปี ค.ศ. 1796 เคยถูกกำหนดให้ใช้ชื่อ Acrostichum alcicorne มาก่อนและมีการเปลี่ยนให้ใหม่ภายหลัง)
ดังนั้น ชื่อ P. vassei จึงยอมให้เป็นเพียงชื่อพ้อง ของ P. alcicorne ไปเพราะมีการใช้ชื่อนี้มานานระยะหนึ่งแล้ว แต่สำหรับผู้ค้าและปลูกเลี้ยงทั่วไปต่างยอมรับในความแตกต่างกันของทั้ง 2 Forms และถือเป็นคนละชนิดกัน

สำหรับในบ้านเรา P. alcicorne Africa Form เป็นสายพันธุ์แรกที่มีการนำเข้ามาขยายพันธุ์อย่างแพร่หลาย และเรียก P. alcicorne กันติดปากนานกว่า 10 ปีแล้ว ส่วน P. alcicorne Madagascar Form มีการนำเข้ามาภายหลัง ผู้ค้าต้นไม้ จึงใช้ชื่อ P. vassei เพื่อความสะดวกในการเรียกให้แตกต่างต้นเดิม P. alcicorne


P. alcicorne Madagascar form คุณสมชาย@บ้านปางสีดา

การปลูกเลี้ยง : P. alcicorne ทั้ง 2 forms เลี้ยงง่าย ไม่ต้องคอยเอาใจใส่มากนัก
ให้ความชื้นในอากาศสูง 50%-60% ต้องการแสงแดดปานกลาง-มาก จะทำให้แตกหน่อใหม่ได้ดี ที่สำคัญระบบรากต้องไม่แฉะตลอดเวลาติดต่อกันหลายวัน
แสง : ต้องการแสงสว่างมาก แต่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ควรเป็นแสงแดดที่ผ่านการกรองมาบ้างแล้ว
การให้ปุ๋ย : เดือนละครั้ง โดยฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหลังจากการให้น้ำเป็นฝอย

การขยายพันธุ์
: แยกหน่อที่เกิดจากปลายราก หรือเพาะจากสปอร์


Sporelings of P. alcicorne 4" width

มีสายพันธุ์ย่อยอื่นอีก ที่เคยได้ยินชื่อมา เช่น
P. "Cass hybrid" เป็นลูกผสม เกิดที่ Florida เกิดจากการเพาะสปอร์ผสมกัน 3-4 ชนิด แต่คาดว่า เป็นลูกผสมจาก P. alcicorne X P. hillii ทำให้ได้ลูกผสมออกมาสวยแปลกตา ดูน่าตื่นตาตื่นใจ

|| back