
P. andinum
[ Image : Bank ] |
P. andinum (อ่าน แอน-ดี-นุม an-dee-num) ชื่อของชายฟ้าสีดาชนิดนี้
หมายถึง เทือกเขา Andes ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกำเนิดของเฟินชายผ้าสีดาชนิดนี้
เป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ในพื้นที่ที่แห้งแล้งในมาดากัสกาแถบตะวันตกและอาฟริกาตะวันออก
เปรูแถบตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณป่าลุ่มน้ำอเมซอน และพื้นที่บางส่วนของโบลีเวีย
ที่ระดับความสูง 150-300 ม. MSL ส่วนมากมักพบอยู่บนต้นคีนียา (quinilla)
กับต้น Manilkaria bidentata (ต้นไม้ในกลุ่มต้นทองหลาง) |
ประวัติการค้นพบ (แปลจาก P. andinum : website from Tarapoto,
ประเทศ Peru)
จากรายงาน British Naturalist Richard Spruce เมื่อ พ.ศ. 2395 เป็นรายงานชิ้นแรกที่กล่าวถึงเฟินชายผ้าสีดาาชนิดนี้ที่เมือง
Tarapoto ในประเทศเปรู และชื่อ P. andinum ได้ถูกตั้งขึ้นโดย M. Baker
ในปี พ.ศ. 2434 แต่หลังจากนั้น ไม่เคยมีใครค้นพบเฟินชนิดนี้นี้อีกเลยที่นี่ต่อมาได้มีนักพฤกษศาสตร์บางท่านหนึ่งเสนอว่า
P. andinum น่าจะมีถิ่นกำเนิดในออสเตเลีย และหลายคนเชื่อว่า มันคือ P.
bifurcatum สายพันธุ์หนึ่ง
จนกระทั่งในปี 2505 Mr. Lee Moore จากไมอามี่ ค้นพบ P. andinum อีกครั้ง
ใกล้เมือง Pucallpa (ปูคาลปา) ในเปรู ไม่ไกลจากเมือง Torapoto โดยเป็นการค้นพบโดยบังเอิญในขณะที่เขาได้นำรถแวน
Volkswagen ของเขาไปพลิกคว่ำติดหล่มโคลน เขามองขึ้นข้างบนและได้พบ P.
andinum กลุ่มหนึ่งบนต้นไม้ เขาจึงได้เก็บมันไว้ และในช่วงเวลาอีก 2
วันต่อมา เขาได้พยายามสำรวจหาเพิ่มเติมอีกในบริเวณนั้น แต่ก็ไม่พบอีกเลย
|
 |
|
และเขาได้นำมันไปขยายพันธุ์ และส่งออกต่อไปทั่วยังสหรัฐและยุโรป ซึ่งต่อมาจนปัจจุบัน
ในตลาดไม้ประดับของเปรูเอง กลับมีการสั่งนำเข้า P. andinum จากไมอามี่
เข้ามาจำหน่าย ทั้งๆ ที่มันมีถิ่นกำเนิดมาจากที่นี่ แต่กลับเป็นเฟินที่นิยมสั่งนำเข้าและซื้อหากันในตลาดวงการไม้ประดับของเปรู
(อุทาหรณ์!!!!! คิดถึงชายผ้าสีดาในบ้านเรา)
เมือง Terapoto ถือกันว่า เป็นถิ่นกำเนิดของ P. andinum อยู่ที่ San
Martin ประเทศ Peru เมือง Tarapoto เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเบาบาง
ก่อตั้งขึ้นเมื่อ สิงหาคม 2325 ตั้งอยู่ในหุบเขา-เงาฝน ด้านตะวันออกของเชิงเขาในเทือกเขา
Andes ที่เรียกว่า Rio Mayo Valley มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 313 เมตร
MSL มีปริมาณน้ำฝน 888 มม. ต่อปี
|

สปอร์ที่ปลายใบชายผ้า |
 |
เดือนสิงหาคม เป็นเดือนที่มีความแห้งแล้งมากที่สุดในของทุกรอบปี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย
19 มม. และฝนชุกที่สุดในเดือนมีนาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 209 มม. พื้นที่รอบๆ
Terapoto เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีป่า เมื่อถึงเดือนสิงหาคมที่แห้งแล้งที่สุด
ต้นไม้ต่างๆ ที่นี่ยังคงเขียวสดใสอยู่ ส่วน P. andinum ที่นี่จะออกใบกาบหลังเดือนธันวาคมไปแล้ว
ส่วนใบชายผ้าจะเจริญเติบโตแตกใบใหม่ตลอดปี อีกทั้งหน่อใหม่จะเกิดได้เรื่อยๆ
จากด้านข้างของต้นแม่และเกิดขึ้นล้อมรอบวงต้นไม้ที่มันเกาะอาศัย
|
| ต้นคีนียา ลำต้นมีเปลือกหนาและเป็นร่องลึก เปลือกสีน้ำตาลแดง
เนื้อไม้นิยมนำมาก่อสร้างทำเป็นพื้น เสารั้ว เสาโทรเลขโทรศัพท์ ถ่านและเชื้อเพลิงหุงต้ม |
|
ลักษณะทั่วไป : ทรงพุ่มต้น ผอม สูง สีเขียวอ่อนกว่า Platycerium
ชนิดอื่น ทั่วทั้งต้นปกคลุมด้วยขนละเอียดสีขาวนวล สามารถเกิดหน่อต้นใหม่ที่ปลายรากทางด้านข้างของต้น
จนล้อมรอบลำต้นไม้ หรือที่เกาะอาศัย
|
 |

ใบกาบเห็นเส้นใบปูดนูน เห็นได้ชัด |
ใบกาบ sterlie frond : ใบรูปไข่ ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ปลายขอบส่วนบนหยักเป็นแฉก
ลึก-ตื้น ไม่สม่ำเสมอ ขอบด้านล่างรูปกลม ขอบเรียบ แนบติดกับใบกาบรุ่นก่อน
ขนาดของใบกาบ สามารถโตสูง 1-2 ม. และกว้างได้ถึง 2 เมตรหรือมากกว่า เส้นใบปูดนูนเห็นได้ชัด
มีขนทั่วใบทั้ง 2 ด้าน ลักษณะใบกาบมองดูคล้าย ห่อข้าวสีดา
P. wallichii ในบ้านเรา และใบกาบเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งอย่างรวดเร็ว
ใบชายผ้า fertile frond : ใบชายผ้าห้อยย้อยลง รูปร่างใบเรียว
ยาว ปลายแยกเป็นแฉก 1-3 ชั้น ด้านหน้าใบ มีขนอ่อนเล็กน้อย ส่วนใต้ใบมีขนปกคลุมหนาแน่น
ลักษณะใบชายผ้า ดูคล้ายใบชายผ้าของ P. bifurcatum
อับสปอร์ เกิดเป็นแผ่น บริเวณปลายใบเกือบสุดของใบชายผ้า |
|
P. andinum มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ P.
quadridicotomum และ P. elephantotis
ที่มาจากพื้นที่แห้งแล้งของมาดากัสการ์ และอัฟริกา
การปลูกเลี้ยง : จัดเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ไม่ชอบแสงแดดจัดส่องถึงโดยตรง
ปริมาณน้ำไม่มากเกิน ต้องปล่อยให้ระบบรากแห้งก่อน แล้วจึงให้น้ำอีกครั้ง
ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบนี้ จะทำให้ใบมีขนปกคลุมได้เยอะ และใบกาบด้านบน
ชูตั้งขึ้นไปเป็นตะกร้า ส่วนใบกาบด้านล่างหนาเหมือนฟองน้ำ ที่ทำหน้าที่เก็บรักษาความชื้นเอาไว้ได้นาน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ต้นแห้งสนิทก่อนให้น้ำครั้งแต่ไป
สำหรับสถานที่ปลูกเลี้ยงควรจัดให้อยู่ในที่ได้รับแสงสว่างมากเพียงพอ
การให้น้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาตายได้ อีกทั้งไม่ทนต่ออุณหภูมิที่สูงเหมือนชายผ้าสีดาชนิดอื่นๆ
ด้วย
การขยายพันธุ์ : การเพาะสปอร์ แต่การเพาะสปอร์ทำได้ยาก อีกวิธี
โดยการแยกหน่อที่เกิดจากปลายรากบริเวณด้านข้างของใบกาบ หน่อเจริญเติบโตช้ามาก
Sporeling : Gametophytes ให้กำเนิด Sporophytes ช้ามาก เมื่อเทียบกับ
species อื่น ที่หว่านสปอร์เพาะและงอกเป็น prothallus ที่ระยะเวลาใกล้เคียงกัน |