|| back


Platycerium bifurcatum (Cav.) C. Chr.
ชื่อสามัญ : Common Staghorn, Elkhorn Australia
ชื่ออื่น : คอมมอนสแต๊กฮอร์น, เขากวางฮอลแลนด์, เขากวางออสเตเรีย

Platycerium angustatum Desv., Me'm. So. Linn. Paris 6:123. 1827


P. bifurcatum cv. Nertherland
[Image : Mr. Chatt]

P. bifurcatum ชื่อของชายผ้าสีดาชนิดนี้ มาจากคำว่า bifurcate หมายถึง ลักษณะของใบชายผ้าที่แบ่งเป็นแฉกแบบ ผอมเรียว ยาว ปลายเป็นแฉกลึกแบบนิ้วมือ

P. bifurcatum มีถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย กระจายพันธุ์กว้างขวางในพื้นที่เขตร้อนชื้นถึงเขตหนาวของออสเตเรีย
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกเลี้ยงกันมากทั่วโลก ปลูกเลี้ยงง่าย โตเร็วและแตกหน่อต้นใหม่ได้เร็วและเป็นกลุ่มใหญ่

ในป่าธรรมชาติ มักมีไม้เกาะอาศัยหลายชนิดมาอยู่รวมด้วย เช่น กล้วยไม้ ไม้มีดอกชนิดอื่นๆ หรือเฟินชนิดอื่นๆ ด้วย เนื่องจากระบบรากเป็นเหมือนฟองน้ำ ที่พัฒนาขึ้นม าเพื่อเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง เมื่อต้นใหญ่มากๆ หากฝนชุกจะทำให้มีน้ำหนักมาก จนบางครั้งหนักเกินไป จนทำให้กิ่งไม้ที่มันเกาะอยู่หักและตกลงมา

P. bifurcatum เป็นสายพันธุ์ที่กระจายพันธุ์ออกไปกว้างขวาง พบได้ง่ายและบ่อยที่สุด ในป่าฝนเขตร้อน ที่อินโดนีเซีย ออสเตเลียตะวันออก นิวกินี นิวคาลีโดเนีย และหมู่เกาะซุนดา สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้หลากหลาย สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนคาคบไม้และโขดหิน

P. bifurcatum
[ Image : Mr. Helicon]
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเหง้าเป็นแท่งเลื้อยสั้น มีเกล็ดปกคลุมเหง้า เกล็ดที่เหง้า รูปยาวถึงรูปหอก สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ช่วงกลางเกล็ดมีแถบสีน้ำตาลเข้มไปเกือบถึงส่วนปลายของเกล็ด ขอบของเกล็ดเป็นแฉกเรียวหรือขนยาว สีเขียวเมื่อยังอ่อน และเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่
มีรากออกจากเหง้าตลอดความยาว เมื่อปลายรากเจริญจนพ้นออกมาสัมผัสอากาศและแสงสามารถสร้างตาต้นอ่อนใหม่ได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มหลายต้นอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่โตได้ในกอที่มีอายุมากๆ

Shield frond

ใบกาบ sterlie frond หรือ shield frond : มีลักษณะเป็นแผ่นกว้าง ส่วนล่างห่อหุ้มระบบรากแนบติดกับหัวกระเช้า เป็นรูปค่อนข้างกลม หรือรูปตับ ขนาดกว้างได้ถึง 30 ซม. ปลายบนกางตั้งขึ้น ขอบบนสุด เรียบ, หยัก หรือหยักตื้น แต่ในต้นที่อายุยังน้อย ขอบบนยังไม่ตั้งขึ้นและขอบเรียบไม่เป็นหยัก ใบกาบสีเขียวอ่อน เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อใบแก่ ผิวใบเรียบ เส้นลายใบละเอียดเป็นร่างแห ไม่ปูดนูนขึ้นมา เมื่อใบกาบใหม่ออกมา จะกางแผ่ซ้อนทับใบกาบเก่าไปเป็นชั้นหนาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเก็บสะสมน้ำและอาหารสำหรับใช้ในช่วงหน้าแล้ง

ใบชายผ้า fertile frond : ชูตั้งขึ้น ปลายอ่อนโค้งห้อยลง ก้านใบยาวได้ถึง 6 ซม. หรือมากกว่า แผ่ออกเป็นรูปลิ่มแคบ ภานในมีท่อลำเลียงจัดเรียงตัวเป็นวงกลม และไม่มีเส้นสีดำล้อมรอบ รูปใบ โคนผอมแคบและยาว โคนชูตั้งขึ้น หรือยื่นยาวออกมา ที่ปลายย้อยห้อยลง ใบแยกเป็นแฉกคู่ 1-3 ชั้น แฉกเป็นรูปแถบยาว แฉกปลายสุดมี 2-8 แฉกต่อใบ หน้าใบผิวเรียบ มีขนปกคลุม ใบสีเขียวอมเทา ถึงเขียวเข้ม ผิวล่างมีขนปกคลุมแน่น ใบยาวได้ถึง 3 ฟุต หรือ 100 ซม.
ความยาวของใบชายผ้าขึ้นกับอายุต้นและความสมบูรณ์สภาพแวดล้อม ในกรณีที่อยู่ใต้ร่มเงานานๆ ใบชายผ้าอาจห้อยยาวลงมา ส่วนต้นที่ได้รับแสงมากพอ ใบชายผ้าจะชูตั้งขึ้นและเป็นแฉกได้ดีกว่า ทั่วทั้งใบปกคุลมด้วยขนรูปดาวสีเทา ทำให้ดูใบเป็นสีเขียวอมเทา

อับสปอร์ : กลุ่มสปอร์เกิดด้านหลังของใบชายผ้า ที่ส่วนแฉกปลายสุด ตั้งแต่ช่วงกลางแฉกถึงสุดปลายแฉก หรืออาจปกคลุมเกือบทั้งหมดใต้พื้นที่ของแฉกปลายสุด
กลุ่มอับสปอร์อยู่ติดกันเป็นแผ่นสีน้ำตาล มีเยื่อ paraphysese ปกคลุมแน่น เมื่อสปอร์แก่ เยื่อดังกล่าวจะหลุดร่วงออก เผยให้เห็นสปอร์เป็นสีน้ำตาลเข้ม และสปอร์จะถูกปล่อยให้ปลิวออกไปทีละน้อย ใช้เวลานาน

ปกติ ใบกาบจะออกดีในช่วงฤดูร้อนและฝน หรือหากอยู่ในสถานที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ใบกาบจะออกใบใหม่ต่อเนื่องได้ตลอดปี
ส่วนใบชายผ้าออกมาใหม่เรื่อยเกือบทั้งปี ไม่ทิ้งใบบ่อยนัก แต่ละใบสามารถอยู่ติดต้นได้นาน 2-3 ปี และต้นที่อยู่ในสภาพที่มีความชื้นดี แต่ปริมาณน้ำหรือน้ำฝนไม่มากนัก ใบจะมีขนปกคลุมหนาแน่นกว่าต้นที่ได้รับปริมาณน้ำมาก

หน่อใหม่ เกิดจากราก แตกออกทางด้านข้างจนล้อมรอบต้นไม้ที่เกาะ และให้หน่อใหม่จำนวนมาก จนบางครั้งมีหน่อมากจนกระทั่งกิ่งไม้ทีมันเกาะทานน้ำหนักไม่ไหว ทำให้กิ่งไม้หักลงมาได้

Clump growing on tree

การปลูกเลี้ยง :

P. bifurcatum เป็นชนิดที่เลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดาชายผ้าสีดาทุกชนิด ทำให้ชนิดนี้เป็นที่นิยมปลูกเลี้ยงกันไปทั่วโลก เนื่องจากมีความทนทาน ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมสภาพต่างๆ ได้ดี จึงดูแลง่ายแล้ว ทั้งยังแตกหน่อ ให้ต้นใหม่ได้ง่ายและจำนวนมากด้วย สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเลี้ยง แนะนำควรเริ่มต้นจากชนิดนี้ก่อนเป็นชนิดแรก และส่วนมากมักติดใจ หลงใหล ในรูปทรงสัดส่วนที่ดูสวยงาม แปลกตา ทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ จนต้องมองหาสายพันธุ์และชนิดอื่นๆ เพื่อเอามาเลี้ยงสะสมเอาไว้ต่อไป

การปลูก สามารถปลูกเกาะได้หลากหลายรูปแบบ ปลูกติดต้นไม้ใหญ่ หรือปลูกติดกับกระดาน หรือตอไม้ก็ได้ ปลูกลงในกระถาง ปลูกติดกำแพง ติดตุ่มน้ำ แจกันใบโต เป็นต้น สำหรับเครื่องปลูก ไม่ต้องใช้ดิน ใช้แต่เครื่องปลูกที่ระบายน้ำได้ดี

ใบกาบแก่ที่แห้งเป็นสีน้ำตาล ไม่จำเป็นต้องเอาออก ปล่อยไว้ เพื่อช่วยเก็บความชื้นที่ระบบราก
Grow in hanging basket

การให้น้ำ : ความชื้นอาจไม่จำเป็นต้องสูงมากนัก ก็สามารถเติบโตได้ดี ขอเพียงให้มีลมพัดผ่านถ่ายเทอากาศได้ดี มีน้ำและอาหารบ้าง ก็สามารถเติบโตได้ดี แต่หากต้องการเลี้ยงให้แตกหน่อต้นใหม่ได้ดี ควรเลี้ยงให้มีความชื้นสูง แต่ระบบรากต้องไม่ชุ่มแฉะที่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ดังนั้นการให้น้ำ ควรพ่นเป็นฝอยละอองน้ำให้จะดีกว่า แต่ไม่ต้องถึงกับชุ่มแฉะอยู่ตลอดเวลา การพ่นน้ำเป็นละอองหมอกได้ยิ่งดี หรือให้น้ำจนชุ่มโชกบ้างบางคราว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และปล่อยให้มีช่วงแห้งบ้างเป็นครั้งคราว

แสง : แสงแดดรำไร คือ ไม่ชอบโดนแสงแดดจัดโดยตรงตลอดวัน ควรเป็นแสงที่ผ่านการกรองมาบ้าง หรือแสงแดดในบางชั่วโมง

การขยายพันธุ์ : เพาะสปอร์และแยกหน่อ หน่อใหม่ที่จะแยกจากต้นแม่ ต้องเป็นหน่อที่โตสักหน่อย หน่อมีใบชายผ้าที่สมบูรณ์ จึงจะแข็งแรงพอที่จะปาดแยกไปปลูกใหม

P. bifurcatum มีสายพันธุ์ย่อยออกมามากมาย ไม่น้อยกว่า 50 ชนิด แต่ละชนิดจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่ปลูกเลี้ยงก็ทำให้มีความแตกต่างกันออกไปด้วย จึงทำให้สับสนกันมากสำหรับการจำแนกสายพันธุ์ย่อยเหล่านี้

ตัวอย่าง สายพันธุ์ย่อย หรือลูกผสมในกลุ่ม P. bifurcatum


P. bifurcatum cv. Netherland
[ Image : Bank@Bkk ]

P. bifurcatum cv. Netherland

สายพันธุ์นี้ กล่าวกันว่า เกิดจใรโรงเรือนเพาะเลี้ยงที่ฮอลล์แลนด์
ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้ คือ ใบกาบที่โตเต็มที่ สังเกตุขอบบนเป็นแฉกทื่อ ไม่แหลม
ใบชายผ้า แผ่กางออกอย่างเป็นระเบียบ ปลายอ่อนโค้ง แฉกย่อยมาก แต่ละแฉกผอมเรียวยาว ใบชายผ้ายาว 50-60 ซม. ผิวใบสีเขียวเข้ม

เดิมเคยมีผู้ำกำหนดชื่อเรียกให้เป็น P. alcicorne var. Regina Wilhelmina

 



Platycerium bifurcatum cv. Blue Boy
ชื่อสายพันธุ์ 'Blue Boy' ตั้งให้โดย Talnadge

สายพันธุ์นี้ในบ้านเรา มีผู้สั่งนำต้นแม่พันธุ์เข้ามาจาก Rainforest Flora Nursery ในอเมริกา


[ Image : BJ @ Bank Kruey]
ใบชายผ้า ชูตั้งขึ้น ปลายอ่อนโค้งห้อยลง ช่วงโคนใบผอม ค่อยๆ กว้างออกสู่ปลายใบ ปลายใบเป็นแฉกลึก ส่วนแฉกรูปขอบขนาน ปลายสอบแหลม

ผิวใบทั้งสองด้านปกคลุมเกือบแน่นด้วยขนสีขาว

 

 

 

 

 

 

 



P. Diversifolium
[ Image : Bank ]

P. Diversifolium ใบหยักตื้น

นลูกผสมระหว่าง P. bifurcatum x P. hillii
่มีลักษณะของต้นพ่อและแม่รวม กัน กล่าวคือ รูปร่างโดยรวม ใบใบกาบปิดP. hillii ส่วนใบชายผ้าสีเขียวเทา และขนปกคลุมแบบ P. bufurcatum

 


Diversifolium
[ Image : Bank ]

P. Diversifolium ใบหยักลึก

สายพันธุ์ลูกผสมชนิดนี้ จากคุณหน่อง@JJ
ใบชายผ้า หยักลึก และมีลักษณะรวมของ P. hillii ส่วนผิวใบมีสีและขนขาวมากเหมือน P. bifurcatum


นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ของ P. bifurcatum หรือลูกผสมกับชนิดอื่น
รวมๆ แล้วมีหลายสายพันธุ์ อาจถึง 50 สายพันธุ์ ส่วนมากแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยที่ใบชายผ้า ตัวอย่างเช่น
Maui
P. "Maui"

P. "Maui"

สายพันธุ์ลูกผสมชนิดนี้ คุณหน่อง@JJ สั่งนำเข้ามา ราวกลางปี 2546
ลักษณะทั่วไป จากที่สังเกต ใบชายผ้าชูผอมเรียวยาว แตกแฉกตื้น แฉกผอมเล็กปลายแหลม


P. "P.J."

สายพันธุ์นี้ ใบชายผ้าผอม เรียว ยาว แตกเป็นแฉกลึก ปลายโค้งห้อย


ตัวอย่างเช่น

  • พันธุ์ corderi
  • พันธุ์ mayii
  • พันธุ์ 'New Caledonia'
  • พันธุ์ Bahai เป็นลูกผสมที่เกิดในเรือนเพาะชำที่อเมริกา
  • พันธุ์ Cass
  • พันธุ์ Catum
  • พันธุ์ Celebes Island
  • พันธุ์ Dwarf ตั้งชื่อให้โดย Horne
  • พันธุ์ Excellence
  • พันธุ์ Fantastic Gardens
  • พันธุ์ Florida โดย Jerry Horne จาก Southern Florida ตั้งแต่ ค.ศ. 1930
  • พันธุ์ Forgii บางคนบอก เหมือน พันธุ์ Robert
  • พันธุ์ Hilo ใบชายผ้า ชูตั้ง ผอมยาว ปลายแฉก 1-2 ชั้น แฉกตื้น แผ่กางออก แต่ละแฉกเป็นแถบกว้าง ปลายมน ห้อยโค้งลง
  • พันธุ์ La Reunoin
  • พันธุ์ LadyFringers
  • พันธุ์ Longwood Garden
  • พันธุ์ Majus ใบชายผ้าตั้งขึ้นเป็นใบเขากวาง แฉกลึก ปลายอ่อนโค้ง
  • พันธุ์ Maui
  • พันธุ์ Mauna Loa
  • พันธุ์ Mickey's Rainbow ลูกผสมชนิดนี้ เริ่มมาจาก Mr. Mickey Carmichael, of Southern Florida
  • พันธุ์ Mulford
  • พันธุ์ Robert ใบชายผ้า หนา ผิวหยาบ สีเขียวอมเทา แฉกลึก และลึกมากกว่า Majus
  • พันธุ์ Rosa Tropicals
  • พันธุ์ Paul Webber
  • พันธุ์ PJ
  • พันธุ์ Pygmaeum ทรงต้นแคระ ใบชายผ้าสั้นเป็นพุ่มแน่น เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจาก นิวกีวนี
  • พันธุ์ Reunion Island ใบชายผ้าห้อยลงมา เป็น 2 แฉกลึกเกือบครึ่งความยาว
  • พันธุ์ Robert เป็นลูกผสมที่เกิดในเรือนเพาะชำ จาก Robert Oman (d. พ.ศ. 2531) Miami, Florida
  • พันธุ์ San Diego ใบชายผ้าเป็นแฉกกว้างและกลม // broader and more rounded than those of P. bifurcatum
  • พันธุ์ Scofiled ใบชายผ้าคล้ายของ P. alcicorne Madacascar Form คือ ใบชายผ้าแบ่งเป็นมุมกว้าง แต่ละส่วนดูกว้างกว่าพันธุ์อื่น
  • พันธุ์ Sunda Islands
  • พันธุ์ Vacciniifolium
  • พันธุ์ Talnadge ใบชายผ้าผอม ยาว แฉกลึก 2-3 ชั้น แต่ละแฉกเป็นแถบขนาน สอบปลาย มนกลมถึงแหลม

Platycerium bifurcatum (Cav.) C.Chr., Index Filic. 496 (1906)
Elkhorn Fern

Hierarchical Names List Entry

Acrostichum bifurcatum Cav., Anales Hist. Nat. 1: 105 (1799);
Alcicornium bifurcatum
Underw., Bull. Torrey Bot. Club 32: 587 (1905);
Platycerium bifurcatum
var. normale Domin, Biblioth. Bot. 20(85): 196 (1913), nom. inval.  T: Port Jackson, [Sydney, N.S.W.], L.N?e s.n. ; holo: MA n.v. , fide E.Hennipman & M.C.Roos, Verh. Kon. Ned. Akad. Wetensch. Afd. Natuurk., Tweede Sect. 80: 85 (1982).

Platycerium angustatum Desv., M?m. Soc. Linn. Paris 213 (1827). T: Australia, coll. unknown [R.Brown , fide M.D.Tindale, Contr. New South Wales Natl. Herb., Fl. Ser. 210: 27 (1961)]; holo: P n.v. , fide E.Hennipman & M.C.Roos, Verh. Kon. Ned. Akad. Wetensch. Afd. Natuurk., Tweede Sect. 80: 86 (1982).

Platycerium bifurcatum var. lanciferum Domin, Biblioth. Bot. 20(85): 198, fig. 48 (1913), as lancifera; Platycerium alcicorne var. lanciferum (Domin) F.M.Bailey, Bot. Bull. Dept. Agric. Queensland 17: 14 (1913). T: near Yarraba [Yarrabah], Qld, 1910, K.Domin s.n. ; syn: ?PR n.v. ; Tambourine Mtns [Tamborine Mtn], Qld, 1910, K.Domin s.n. ; syn: ?PR n.v.

Platycerium bifurcatum var. subrhomboideum Domin, Biblioth. Bot. 20(85): 198, fig. 47 (1913); Platycerium alcicorne var. subrhomboideum (Domin) F.M.Bailey, Bot. Bull. Dept. Agric. Queensland 17: 14 (1913). T: near Yarraba [Yarrabah], Qld, K.Domin s.n. ; holo: ?PR n.v.

[Acrostichum alcicorne auct. non Sw., nec Willem.: O.Swartz, Syn. Fil. 12, 196 (1806); R.Brown, Prodr. 145 (1810)] 

[Platycerium alcicorne auct. non Desv.: G.Bentham, Fl. Austral. 7: 780 (1878); F.M.Bailey, Lithogr. Ferns Queensland 189 (1892); C.Moore & E.Betche, Handb. Fl. New South Wales 516 (1893); F.M.Bailey, Queensland Fl. 1995 (1902); F.M.Bailey, Compr. Cat. Queensland Pl. 649 (1913)] 

[Platycerium bifurcatum subsp. willinckii auct. non (T.Moore) Hennipman & Roos: R.H.Hughes, Pteridologist 1: 157 (1987)] 

Illustrations: F.M.Bailey, Lithogr. Ferns Queensland 189 (1892), as P. alcicorne; S.B.Andrews, Ferns Queensland 286, fig. 28.6C (1990).

Roots proliferous. Base fronds rounded to reniform, 5–45 cm diam.; upper part spreading and nest-like, bluntly and deeply lobed, to 3 times forked, remaining green for a long time. Foliage fronds ascending to pendulous, 22–105 cm long; base narrowly cuneate, 0–5 times forked; ultimate divisions strap-shaped, 0.5–3.2 cm wide; first fork usually at or below middle of frond, 1 division often remaining undivided following forking of the frond, the latter thus appearing to divide in threes; upper surface green, ?sparsely stellately hairy; lower surface greyish green, ?densely covered with stellate hairs. Sporangia covering most of the undersurface of ultimate segments of foliage fronds, sometimes reaching around sinus of first fork, sometimes not reaching apex. Spores 50–67.5 ?m long, 25–35 ?m wide. 

Occurs in eastern Qld and N.S.W.; also Lord Howe Is. Epiphytic, occasionally lithophytic, in rainforest or wet sclerophyll forest. Map 466.

Qld: 2.6 km ESE of Mt Carbine, L.W.Jessup GJM1452, G.P.Guymer & W.J.McDonald (BRI); SE slopes of Mt William, Eungella Natl Park, P.D.Bostock 1127 (BRI); Mt Roberts, Lamington Natl Park, S.T.Blake 20544 (BRI). N.S.W.: Whian Whian State Forest, L.J.Webb & J.G.Tracey (BRI AQ172346, CANB); headwaters of Stoney Ck, Jervis Bay, P.Beesley 662 (CANB).

bifurcatum (Cav.) C.Chr. Index Filic. 498 (1906)
Acrostichum bifurcatum Cav., Anales Hist. Nat. 1: 105 (1799).T: Port Jackson, Australia, L.Nee; holo: M n.v. The epithet is from the Latin bi- (two) and furcatus (forked), in reference to the forked, fertile fronds. [Platycerium alcicorne auct. non Desv.: J.L.MacGillivray, Hooker's J. Bot. Kew Gard. Misc. 6: 353 (1854); G.Bentham, Fl. Austral. 7: 781 (1878); W.W.Watts, Proc. Linn. Soc. New South Wales 37: 395 (1913)]
Illustrations: D.L.Jones, Encycl. Ferns 188, 260 (1987); S.B.Andrews, Ferns Queensland 286, fig. 28.6C (1990); P.G.Wilson in G.J.Harden, Fl. New South Wales 1: 39 (1990).

Bracket epiphyte, rarely a lithophyte. Rhizome short, stout. Rachis short, scaly. Nest-fronds sessile, 2 or more, 10-30 cm diam., broader than long, convex, entire, sinuate or lobed, stellate-hairy when young. Fertile fronds clustered, erect or hanging, 25-100 cm long, dichotomously forked up to 3 times, narrowly cuneate at base, coriaceous, covered with light brown, appressed, stellate hairs when young, especially on the backs. Soral patches covering most of the ultimate lobes of the fertile fronds.
Elkhorn Fern.
Lord Howe Is., especially from Intermediate Hill southwards. Also known from Papua New Guinea and Australia (Qld, N.S.W.), with a subspecies in Java.
On trees in the forest.
L.H.Is.: Intermediate Hill, J.Pickard 3361 (NSW); Smoking Tree Ridge, P.S.Green 2041 (A, K); Rocky Run Ck, J.Pickard 3425 (NSW); S end of golf course, J.Pickard 3467 (NSW).

The Lord Howe Is. plant is subsp. bifurcatum var. bifurcatum.

|| back