|| back

Platycerium elephantotis Schweinf.
ชื่อพ้อง : Platycerium angolense
ชื่อสามัญ : Cabbage Fern, Elephant's Ear Fern
ชื่ออื่น : หูช้างอัฟริกา, Lettuce Staghorn


P. elephantotis
[ Image : Bank ]

เดิมชื่อ P. angolense แต่ได้ถูกเปลี่ยนในภายหลังเป็น P. elephantotis ซึ่งแปลว่า "คล้ายหูช้าง" ซึ่งเรียกตามลักษณะใบ กระจายพันธุ์ในป่าธรรมชาติแถวแอฟริกา เขตร้อนตอนกลางและตะวันออก รวมไปถึงบริเวณแอ่งที่ราบต่ำคองโก โมแซมบิค ซึ่งมักเป็นป่าที่ค่อนข้างโปร่ง ปริมาณน้ำฝนไม่มากนัก ปัจจุบัน ชายผ้าสีดาชนิดนี้ในป่าธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากป่าถูกทำลายอย่างรุนแรง อีกทั้งมีการลักลอบเก็บออกจากป่าขายนอกประเทศเป็นจำนวนมาก

ลักษณะทั่วไป : เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดใหญ่ เหง้าขนาด 1 ซ.ม. dia. ปกคลุมด้วยเกล็ดรูปลิ่ม ยาว 1.5 .ม. เกล็ดสีน้ำตาล แถบกลางสีดำ ทั่วทั้งต้นมีขนอ่อนปกคลุม สีเขียวอ่อน หรือเขียวอมเหลือง ในหน้าแล้ง มักพักตัว แม้ใบจะยังเขียวสด แต่การเจริญเติบโตช้า หรือไม่ออกใบใหม่ ต้นโตเต็มที่สามารถสร้างต้นอ่อนใหม่ที่ปลายราก
ใบกาบ shield frond : เป็นแผ่น ทรงกลมถึงรูปไข่ ช่วงล่าง เส้นใบจมลงในเนื้อใบ หนาเหมือนฟองน้ำ เจริญห่อหุ้มระบบราก เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นไว้ใช้ในหน้าแล้ง ใบกาบส่วนบน เนื้อใบบาง ชูตั้งขึ้น ปลายบนแผ่กางออก ขอบเรียบ เป็นลอนคลื่น เส้นใบปูดนูนขึ้นจากแผ่นใบ แผ่นใบชูตั้งขึ้นและสัดส่วนใบ ความสูงมากกว่าความกว้าง ขนาดใบราว กว้าวxยาว 30x45 ซ.ม. หากอุณหภูมิไม่ต่ำและความชุ่มชื้นดีใบกาบฟมักจะออกใหม่ตลอด

[ Image : Pik@JJ ]

P. elephantotis [ Image : Pik@JJ ]
ใบชายผ้า fertile frond : เป็นแผ่นกว้าง แผ่กาง ห้อยลง ปลายมนกลม ไม่แตกริ้วหรือแฉก ดูเหมือนหูของช้าง เป็นชายผ้าสีดาเพียงชนิดเดียวที่ใบชายผ้าไม่เป็นแฉก ขนาดต้นสามารถโตได้ึถึงขนาด กว้างxยาว 25 x50 ซ.ม. ใบชายผ้าจะงอกออกมาเมื่อใบกาบโตเต็มที่แล้ว และมักออกในช่วงฤดูร้อน

กลุ่มสปอร์ : เกิดเป็นแผ่นใต้ใบ เกิดกระจายอยู่บริเวณพื้นที่ 1/3 จากปลายใบ มีเยื่อ paraphyses ปิดคลุม

P. elephantotis มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ P. quadridichotomum (เสนอโดย นักพฤกษศาสตร์ Barbara Joe Hoshizaki) และใกล้ชิดกับกับ P. wallichii หรือ ห่อข้าวสีดา (เสนอโดย นักพฤกษศาสตร์ Hennipman และ Roos)


เส้นใบปูนนูน ดูเหมือนเส้นเลือดที่หูของช้าง
[ Image : Pik@JJ ]


ตัวอย่างของสายพันธุ์ย่อย

เส้นใบไม่ปูดนูนเหมือนต้นทั่วไป และมีขนสีขาว ปกคลุมหนาแน่น

บางคนบอกว่า P. elephantotis มีสายพันธุ์ย่อย อยู่ราว 4 สายพันธุ์ ซึ่งแตกต่างกันเพียงขนาดสัดส่วนของใบ หรือความหนาแน่นของขนที่ปกคลุมใบ

วิธีการปลูกเลี้ยง : P. elephantotis เจริญเติบโตได้ดีในฤดูร้อนและอากาศชุ่มชื้น แต่พักตัวในช่วงอากาศเย็น หลังจากพักตัว เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน มันจะเริ่มแตกใบกาบใหม่ และช่วงต้นฤดูแล้ง จะออกใบชายผ้ารุ่นใหม่ ปกติไม่ทนต่อสภาพอากาศเย็น การให้น้ำควรให้เพียงชุ่มชื้น ไม่ชุ่มแฉะที่รากตลอดเวลา เครื่องปลูกควรระบายน้ำได้ดี ต้องการแสงสว่างมาก หรือแสงแดดรำไร ไม่โดนแสงแดดจัดโดยตรง สิ่งที่ต้องคอยระมัดระวังมาก คือ หากชุ่มแฉะรากติดต่อกันหลายๆ วัน โดยเฉพาะหากฝนตกชุก มักจะมีปัญหาเรื่องเน่า และสำหรับในกรณีที่เลี้ยงร่ม ได้แสงน้อยเกินไป ต้องระมัดระวังในการให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อแห้งสนิทจริงๆ ก่อน มิฉนั้นจะเน่าได้โดยง่าย

การขยายพันธุ์ : การขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ ซึ่งทำได้ยาก และมีน้อยต้น ที่จะเป็นต้นที่ได้จากการเพาะสปอร์ ส่วนอีกวิธี คือ แตกหน่อต้นใหม่ที่แตกออกจากปลายราก

Sporeling : ต้องการปุ๋ยบ่อย โดยสังเกตุจาก ต้นที่เพาะจากสปอร์ มีอาการเหลืองซีดบ่อยๆ เมื่อเว้นระยะให้ปุ๋ยนานเดิน 1 เดือน และเมื่อให้ปุ๋ยน้ำจางๆ 5-7 วัน จะกลับมาเขียวตามเดิม ในขณะที่ชนิดอื่น แทบไม่ได้ให้ปุ๋ย แต่ไม่มีอาการซีดขาดปุ๋ยเหมือน P. elephantotis

 

|| back