| 
Platycerium ellisii
|
ชายผ้าสีดา P. ellisii มีถิ่นกำเนิดและพบได้เฉพาะที่เกาะมาดากัสกาเท่านั้น
ซึ่งพบได้บริเวณป่าชายเลน ฝั่งทะเลตะวันออกของเกาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นและมีความชื้นสูงมาก
และมักพบอยู่ตามต้นโกงกางในป่าชายเลน ซึ่งต้นโกงกางมีใบดกหนาแน่น
ทำให้ P. ellisii ได้รับร่มเงา |
| P. ellisii มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ P.
alcicorne มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันหลายประการ และ มีถิ่นกำเนิืดในแหล่งเดียวกันอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป : เฟินชายผ้าสีดา P. ellisii ขนาดเล็ก-กลาง เหง้าลำต้นเลื้อยสั้นใบออกถี่
เหง้ามีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ดรูปหอก เรียว ปลายแหลม สีฟางถึงสีน้ำตาลเข้ม
ช่วงกลางเป็นแถบสีดำ มีขนสีขาวๆ ยาวได้ถึง 5 ม.ม. เห้งามีระบบรากสั้น และระบบรากอยู่ตื้นใกล้กับตายอด
ทั่วทั้งต้นสีเขียวอมเหลือง ผิวเป็นเงามัน แทบไม่เห็นขน (รูปดาว stellate)
เมื่อโตเต็มที่สามารถแตกหน่อต้นอ่อนที่ปลายรากได้ |
 |
| ใบกาบ sterlie frond : เจริญเติบโตเป็นแผ่นกลม หรือรูปตับ
ห่อหุ้มระบบราก ไม่ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ขอบใบกาบเรียบหรือหยักตื้นๆ
แผ่นใบบาง ซ้อนทับกันหลายชั้น แต่ละชั้นเป็นโพรงห่างกัน เพื่อให้ระบายน้ำและอากาศที่ระบบรากได้ดี
ใบกาบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ |

Shield fronds
|
ใบชายผ้า fertile frond : ใบชูตั้งขึ้น เป็นแผ่นรูปลิ่มยาว
ถึงรูปลิ่มแกมรูปไข่ ปลายกว้าง ขนาดใบ ยาวได้ถึง 30 ซม. กว้าง 15 ซม. ในต้นปกติ ปลายใบเป็น 2 แฉก ที่ปลายแฉกสอบแหลม
ในบางครั้งอาจพบบางต้นที่ปลายแฉกแตกแฉกอีกชั้น |
| ตัวใบเป็นแผ่นหนา ผิวใบด้านบนเป็นเงามัน มีสารจำพวกไขขี้ผึ้ง
หรือแว๊กเคลือบผิวใบ เพื่อช่วยปกป้องรักษาความชื้น ผิวใบด้านบน สีเขียวตอง
ถึงเขียวเข้ม เส้นลายใบ เป็นเส้นเล็ก และจมลงในผิวใบเป็นร่องตื้นๆ
เส้นใบมองเห็นได้ไม่ชัดเจนทั้งด้านบนและด้านล่าง เส้นใบจรดโค้งเข้าหากัน
ผิวใบด้านล่าง สีเขียวอ่อนซีดกว่าและผิวด้าน
|
 |
| อับสปอร์ : เกิดอยู่บริเวณปลายใบชายผ้า เป็นแผ่นกว้าง
หยักตามขอบของใบชายผ้า ห่างจากริมขอบเข้ามาเล็กน้อย และไม่ถึงปลายสุดของใบ
มีเยื่อ Paraphuses ปกคลุมเมื่อสปอร์ยังอ่อน และหลุดร่วงออกไปเมื่อสปอร์เริ่มแก่เต็มที่ |

|
จากลักษณะโครงสร้างของต้นที่ได้อธิบายไปนั้น ทำให้พอทราบได้ว่า
P. ellisii ไม่ชอบให้ระบบรากแฉะอยู่นานๆ ในขณะเดียวกัน ใบเป็นเงามันมีแว๊กเคลือบ
เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ |
| แสดงให้เห็นว่า P. ellisii มีถิ่นกำเนิดในบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้นสลับแห้งแล้ง
จึงได้รับปริมาณน้ำไม่มาก แต่ได้รับความชุ่มชื้นจากบรรยกาศ อีกทั้งใบที่มีขนน้อยมากหรือแทบไม่มี
แสดงให้เราทราบได้่ว่า ในธรรมชาติ P. ellisii จะอยู่ในบริเวณที่มีร่มเงา
ที่มีเพียงแสงสว่าง หรือแสงแดดรำไร มากกว่าที่จะได้รับแสงแดดจัดจ้าโดยตรง |

ผิวใบด้านยน เขียวอ่อน เป็นเงามัน
Upper side of fertile fronds |
การปลูกเลี้ยง : P. ellisii เจริญเติบโตช้ามาก
ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างรำไร ไม่โดนแสงแดดโดยตรง และบรรยากาศมีความชุ่มชื้น
ถึงชุ่มชื้นสลับแห้ง สำหรับการให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อระบบรากแห้งสนิทก่อน
จึงให้น้ำจนชุ่มอีกครั้งได้ |

ผิวใบด้านล่าง สีเขียวซีดและผิวด้าน
Lower side of ferntile fronds
|
ด้วยเหตุเพราะมีระบบรากสั้น แต่หากเหง้ายาวมาก นานไป
อาจจะทำให้ยอดเหง้่าหักตกลงมาได้ จึงควรหมั่นเติมเครื่องปลูกบริเวณรอบๆ
ยอดเหง้าและหาลวดยึด่ให้แน่น เพราะหากยอดเหง้าหักและหลุดออกมา มันอาจจะตายได้ |
การใช้สแฟกนัมมอสล้อมรอบๆ ยอดเหง้า นอกจากจะช่วยเก็บความชุ่มชื้นได้ดีแล้ว
ยังช่วบให้แตกหน่อต้นอ่อนใหม่ ที่ปลายรากได้รวดเร็วด้วยเช่นกัน
ในกรณีที่ปลูกไปนาน แต่ไม่เกิดหน่อใหม่สักทีนั้น เนื่องจากระบบรากที่สั้นอยู่ใต้ใบกาบนั่นเอง
จึงควรปาดใบกาบรอบๆ ตายอด ออกไปบ้าง และใช้มอสมาปิดเข้าไปแทน เพื่อช่วยรักษความชื้นเอาไว้ให้
เมื่อปลายรากได้สัมผัสกับอากาศและเกิดหน่อต้นอ่อนใหม่ได้
|

Spore pad
|
| การขยายพันธุ์ : โดยการแยกหน่อที่เกิดจากปลายราก
หรือเพาะสปอร์ |

|
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น P. ellisii มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
P. alcicorne และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอยู่หลายจุด
อีกทั้งถิ่นกำเนิด มาจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ P. ellisii มีเฉพาะบนเกาะมาดากันการ์
แต่ไม่มีในะรรมชาติบนฝั่งทวีปอัพริกา |
ลักษณะที่ใกล้เคียงกันของ P. ellisii กับ P.
alcicorne ได้แก่
ทั้ง 2 ชนิด ใบเขียวเป็นเงามัน มีสารประเภทขี้ผึ้ง หรือแว๊ก เคลือบผิวใบเหมือนกันทั้งชนิด
ใบกาบ shield frond ของทั้งสองชนิด เป็นแผ่นกลม แผ่ห่อหุ้มระบบราก
ไม่ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ ลายเส้นใบของ P.
ellisii เป็นเส้นเล็กกว่า
ของ P. alcicorne |

New pup born from root tip. |
| ส่วนใบชายผ้า ของทั้ง 2 ชนิด เป็นสีเขียวตองและเป็นเงามันเหมือนกัน
ต่างกันที่ P. ellisii ปกติ ปลายใบเป็น 2 แฉก ส่วน P.
alcicorne แตกเป็นแฉกลึกและแฉกหลายชั้น |

Our Sporeling |
มีรายงานบันทึกไว้ว่า P. ellisii ที่พบมี 3 ลักษณะ คือ |
(1) P. ellisii cv. ellisii หรือ P. ellisii Standard Form มีลักษณะแบบที่พบเห็นกันทั่วไป
(2) P. ellisii cv. Diversifolium ปลายแฉกของใบชายผ้าแตกเป็นแฉกย่อยอีกหลายแฉก
ส่วนปลายสุดของแฉกแหลม เป็นสายพันธุ์ที่มีน้อยมาก หายาก
(3) P. ellsii cv. Diversifolia
ใบชายผ้าเป็นแฉก 1-2 ชั้น แฉกจัดเรียงตัวอยู่ข้างกัน แบบนิ้วมือกาง หรือบางครั้งการแตกแฉกดูเหมือนใน P. hillii
และ
(3) Wide Form ปลายใบชายผ้า กว้างได้ถึง 20 ซ.ม. และยาวได้ถึง 80-85
ซ.ม. |
 |
การปลูกเลี้ยง P. ellisii ต้องการความชื้นสัมพัทธ์สูง ในขณะเดียวกัน ต้องการแสงปานกลาง หรือแสงแดดอย่างน้อยครึ่งวัน หากปลูกเลี้ยงในที่ได้แสงไม่เพียงพอ เหง้าจะเลื้อยยาว และใบออกห่าง ทำให้ทรงต้นล้มเอน หรือห้อยย้อย เหง้าอาจหักได้ง่าย และใบชายผ้าห้อยย้อยลง ไม่ชูตั้งขึ้น
ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงในที่ค่อนข้างแห้ง ต้นจะให้ใบกาบบ่อยมากกว่าใบกาบ ในทางตรงกันข้าม หากเลี้ยงในที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ต้นจะออกใบกาบบ่อยกว่า
P. ellisii ไวต่อปุ๋ยที่ได้รับ กรณีที่ใส่ปุ๋ยบ่อย ใบจะบางและเป็นสีเขียวเข้ม แต่ต้นจะไ่ม่แข็งแรง ไม่มีภูมิต้านทานโรคและเชื้อรา ปกติควรให้ปุ๋ยเมื่อใบเริ่มออกเหลืองมากแล้วจะดีกว่า
|