|| back


Platycerium holttumii Jonch. & Hennipman
ชื่ออื่น : กระเช้าสีดา, ข้าวห่อพญาอินทร์ (นนทบุรี) กระเช้าสีดา (อีสาน) สไบสีดา (เลย) ชายผ้าสีดา-หูช้าง* (* ชื่อทางการค้า ใน กทม. ตั้งกันเอง)


[Image : Pop@Paknarm]
กระเช้าสีดา P. holttumii (ฮอล-ตัม-มิ-อิ) ตั้งชือให้เป็นเกียรติกับ Dr. R. E. Holttum แห่ง Kew Garden ที่ประเทศอังกฤษ ผู้ที่ทำการสำรวจและเขียนหนังสือ "A RevisedFlora of ,alaya, Vol. 2, Ferns" และมีงานค้นคว้ามากมายเกี่ยวกับเรื่องเฟิน

กระเช้าสีดา มีถิ่นกำเนิดในไทย ลาว พม่าและเวียดนาม พบทั่วไปทั่วทุกภาคของบ้านเรา แต่พบมากทางภาคเหนือและอีสาน เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดใหญ่ มักพบอาศัยอยู่ตามคาคบไม้ขนาดใหญ่ระดับสูง 7-10 ม. จากพื้นดิน ในป่าดิบแล้ง
เฟินชนิดนี้ ผู้คนในเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะใน กทม นิยมหามาปลูกเลี้ยงกันมาก นิยมปลูกเลี้ยงติดไว้บนต้นไม้ ทำให้ดูเหมือนป่าธรรมชาติ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ส่วนมาก หรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้กระเช้าสีดาที่หามาปลูกกันนั้น เป็นต้นที่เก็บจากป่าธรรมชาติ ที่ชาวบ้านเข้าไปเก็บเอาออกมาขาย และด้วยความนิยอย่างมแพร่หลายมากนี้เอง ทำให้กระเช้าสีดา้มีโอกาส สูญพันธุ์จากป่าธรรมชาติ เพราะ เก็บออกมาตั้งแต่ต้นเล็กกว่าฝ่ามือ ไปจนถึงขนาดใหญ่ถึง 2 ม. ก็มี ประกอบกัน เฟินชนิดนี้ เจริญเติบโตช้ามาก ขนาดต้นกว้างเท่าฝ่ามือ 10 ซ.ม. อายุก็ราว 3 ปีเข้าไปแล้ว และกว่าจะโตได้ขนาดต้นสัก 50 -60 ซ.ม. ยิ่งต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี


[ Image : Pop@Paknarm ]
ลักษณะทั่วไป : ทั่วทั้งต้นสีเขียวปนน้ำเงิน มีขนนวลขาวปกคลุมทั่ว ใบแข็งหนาเป็นมัน เหมือนหนัง ลำต้นเป็นแท่งเหง้าแบบแท่งดินสอ ฝังตัวอยู่ในระบบรากและใบกาบห่อหุ้ม โผล่ออกมาแต่ตายอด ที่ยอดเหง้าปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดยาว รูปขอบขนาน ปลายสอบแหลม เกล็ดมีขนาดใหญ่ได้ถึง 15 x 1.5 ม.ม. ขอบเกล็ดหยักเป็นซี่ฟัน

[ Image : 026 t_santad@CNX ]
ที่ยอดเหง้า เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด หากยอดเหง้าถูกทำลาย อาจทำให้ต้นตายได้ เพราะกระเช้าสีดาไม่แตกหน่อใหม่ที่ปลายราก แบบชายผ้าสีดาบางชนิด เช่น P. bifurcatum เป็นต้น
ใบกาบ sterlie frond : ใบกาบ เจริญเป็นแผ่นหนา ชูตั้งขึ้น ปลายบนหยักลึกเป็นแฉกหลายชั้น ใบกาบที่ชูตั้งขึ้น จะทำหน้าที่เก็บซากเศษอินทรีย์วัตถุที่หล่นลงมาจากข้างบน ใบกาบ
ใบกาบ ช่วงล่าง เจริญซ้อนทับใบกาบเก่าและโอบรัดสิ่งที่ยึดเกาะ ขอบขอบใบกาบเรียบ หรืออาจหยักเว้าในบางต้น ผิวใบเรียบ มีขนสั้นรูปดาวปกคลุมแน่น เส้นใบเป็นร่างแห สีเขียวเข้มเจือน้ำเงิน มองเห็นได้ชัดเจน
ส่วนขอบใบกาบรอบตายอด เป็นจีบพับย่น ปิดคลุมยอดตาเหง้า
ส่วนใบกาบช่วงบน เจริญแผ่กางขึ้นเป็นตะกร้า ขอบด้านบน แฉกหยักลึก แฉกหลายครั้ง ปลายมน

[ Image : Lilly@BKK ]
กระเช้าสีดา ปกติจะเกิดใบกาบช่วงหน้าฝน หรือช่วงที่มีความชุ่มชื้นดีในอากาศ ในแต่ละปี กระเช้าสีดาจะผลิใบกาบใหม่ ออกมาซ้อนทับใบเก่า่ได้ปีละชุด คือ ใบด้านซ้ายและด้านขวา ความหนาของใบกาบแต่ละชั้นที่เกิดในแต่ละปี มีความหนาไม่เท่ากัน ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารและความชื้นในแต่ละปี

[ Image : Visuvat @ บ้านกลางสวน ]
ระหว่างชั้นใบกาบ มีระบบรากเจริญแทรกเข้ามาอยู่ในระหว่างชั้น

ใบชายผ้า fertile frond : ใบชายผ้าห้อยโค้งลงมา โคนก้านสั้น โคนใบเป็นแผ่นกว้าง แตกแฉก เป็นสองส่วน ส่วนแรก อยู่ใกล้โคนใบ ขนาดเล็กว่าอีกชิ้นและอยู่่ระดับสูงกว่า และส่วนอีกชิ้น อยู่ระดับต่ำลงมา แต่ละส่วน แผ่กว้่างออก ตรงกลางเว้า ขอบเรียบ หรือแฉกในบางครั้ง ใต้ส่วนเว้าเป็นส่วนที่สร้างสปอร์ ที่ริมของขอบเว้า แตกเป็น
แฉก ผอมเรียว 3-4 ชั้น ปล่อยห้อยชายใบลงมา แผ่นใบหนา ผิวเกลี้ยง มีขนสั้นปกคลุมแน่น
ปกติ ใบชายผ้าจะเริ่มผลิออกมาทีละข้าง เริ่มช่วงกลางฝน 1 ใบ และใกล้ปลายฝนอีก 1 ใบ แต่ละเจริญเติบอย่างช้าๆ ต่อเนื่องไป จนกระทั่งโตเต็มที และมักจะอยู่ติดต้นราวๆ 1 ปี และจะแก่และหลุดร่วงไป
ต้นทั่วไปที่ปลูกเลี้ยงกันตามบ้านในเมือง เราจะพบเห็นว่า มีใบชาย ห้อยอยู่ 1-2 ใบ แต่ต้นในธรรมชาติ หรือต้นที่ปลูกเลี้ยงในสภาพที่มีความชื้นในอากาศดี ใบชายผ้าอาจเขียวสดไปได้มากว่าปี ทำให้บางต้นมีใบชายผ้า 3 -4 ใบ ใบในเวลาเดียวกัน


[ Image : 026 t_santad@CNX ]


[ Image : Chatt@Chieng Rai ]

กระเช้าสีดา P. holttumii มีลักษณะคล้ายคลึงใกล้เคียงกันมากกับ P. grandae, P. wande, P. superbum และอาจรวมถึง P. coronarium ในบางต้น โดยเฉพาะเมื่อตอนที่ต้นยังเล็ก แทบแยกชนิดออกได้ยากลำบาก ต้องรอจนต้นโตสักหน่อย ดังนั้น ลักษณะของใบชายผ้า จึงเป็นลักษณะที่เด่นชัดที่สุด ที่จะบ่งบอกแต่ละชนิดได้เป็นอย่างชัดเจน ซึ่งก็มักต้องรอจนต้นโตพอ

Born on house roof
[ Image : SmallFern@BKK ]
อับสปอร์ : ใบชายผ้าแต่ละใบ มีแผ่นสปอร์เกิดขึ้น 2 ตำแหน่ง คือ ที่ใต้ส่วนแฉกชิ้นบน และส่วนแฉกชิ้นล่าง เกิดบริเวณรอยเว้าของแต่ละขิ้น เมื่อสปอร์แก่ สปอร์จะทยอยปลิวออกไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานหลายวัน หรืออาจเป็นเดือน กว่าที่สปอร์จะปลิวออกไปหมด ปกติสปอร์ซึ่งเกิดที่ใต้ใบชายผ้าที่งอกออกมาช่วงฤดูนั้น สปอร์จะแก่และพร้อมปลิวออกไปขยายพันธุ์ในต้นฤดูฝนของปีถัด ซึ่งจะพอดีกับช่วงที่มีปริมาณน้ำและความชื้นเหมาะสม
การปลูก : ปลูกเลี้ยงและดูแลง่าย เจริญเติบโตได้ตลอดปี หากได้รับความชื้นสม่ำเสมอตลอดและอุณหภูมิไม่ต่ำจนถึงหนาวเย็น การปลูก เหมาะปลูกติดกับลำต้นหรือกิ่งไม้ใหญ่ๆ ต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ หรือปลูกติดตอไม้ ชอบแสงแดดรำไรถึงแสงแแดมาก มีความชุ่มชื้นในอากาศสูง ไม่ควรรดน้ำเข้าไปที่นะบบรากมากๆ จะทำให้ต้นเน่าง่าย ควรเว้นช่วงระยะให้รากแห้งบ้าง โดยเฉพาะหน้าฝน หากฝนชุก จึงควรปลูกเลี้ยงให้ได้แสงแดดอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อให้แดดช่วยทำให้น้ำระเหยไปได้เร็ว
Sporeling 2" width at 2 years age


Sporeling 4" width at age 3 years

ในช่วงฤดูฝนแทบไม่ต้องรดน้ำเลยก็ว่าได้ เว้นแต่ฝนทิ้งช่วงหลายวัน หรือต้นเริ่มดูเฉาๆ ไปบ้าง เนื่องจากขาดน้ำ จึงค่อยรดน้ำให้ สักพักจะดูสดชื่นขึ้นมาเอง แต่หากปลูกเลี้ยงอยู่ในพื้นที่ที่อากาศมีความชุ่มชื้นดี แม้ฝนไม่ตก ก็อาจไม่ต้องให้น้ำเลยก็ได้ อย่างต้นที่อยู่ในป่า ในฤดูแล้งยังมีน้ำค้าง ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับกระเช้าสีดา


[ Image : Blue Jay@BKK ]
การให้ปุ๋ย หากปลูกติดบนต้นไม้ใหญ่ อาจแทบไม่ต้องให้ปุ๋ยเลยก็ยังได้ ด้วยใบกาบที่ชูตั้งขึ้น จะทำหน้าที่รองรับใบไม้ ลูกไม้ หรือเศษซากอินทรีย์วัตถ ุที่หล่นลงมาจากข้างบน สะสมเอาไว้เป็นอาหารเลี้ยงต้น แต่หากต้องการให้ปุ๋ย สามารถใส่ปุ๋ยลงไปในใบกาบเพียงเล็กน้อย หรือจะใช้ปุ๋ยน้ำรด หรือพ่นเป็นฝอยละอองให้ก็ได้ เดือนละครั้งถือว่าเพียงพอ

การขยายพันธุ์
: กระเช้าสีดา เป็นต้นเดี่ยว ไม่แตกหน่อต้นใหม่ การขยายพันธุ์จำเป็นต้องอาศัยงอกจากสปอร์ใหม่์เสมอ
สำหรับการเพาะสปอร์ ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร กว่าจะได้ต้นขนาดสัก 1-2 นิ้ว อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1-2 ปี และเมื่ออายุต้นเข้าปีที่ 3 ต้นจะเติบโตเร็วมาก ใบกาบใหม่จะขยายใหญ่เร็วมาก

กระเช้าสีดา P. holttumii ต้นในธรรมชาติ ยังมีลักษณะรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป ตามแหล่งที่พบ ต้องอาศัยความช่างสังเกตุ จะทำให้เราได้เห็นรูปทรงแบบต่างๆ ที่แตกต่างกัน เช่น ที่สัดส่วนของใบชายผ้า หรือของใบกาบ
ซึ่งความแตกต่างนี้ อาจเนื่องจาก ลักษณะของสายพันธุ์ หรือสภาพแวดล้อมถิ่นที่อยู่ ก็เป็นได้

สำหรับรูปทรงของบางต้นที่เราหลายคน ช่วยกันเฝ้าดูมาหลายปี และเชื่อมั่นว่า สมควรจะตัดให้เป็นสายพันธุ์ (cultivar) ของ P. holttumii ได้
ซึ่งจะได้ทยอยนำมาเสนอให้พิจารณากันไปเรื่อยๆ หรือเมื่อมีข้อมูลใหม่สำหรับแต่ละสายพันธุ์

สายพันธุ์ของ P. holttumii ที่ขอนำเสนอในที่นี้ ตัวอย่างเช่น

P. holttumii Typical Form
[ Image : Ne-O@BKK ]
P. holttumii 'Typical Form'
สายพันธุ์นี้ เป็นต้นที่เราพบเห็นกันบ่อยที่สุด ซึ่งในที่นี้ อาจจัดให้เป็นสายพันธุ์ Standard Form ของ P. holttumii ก็ว่าได้ โดยพิจารณาจากใบชายผ้า สังเเกตุจาก ชิ้นที่่อยู่ ระดับล่าง ตรงตำแหน่งที่เกิด สปอร์นั้นเอง ส่วนนี้มีลักษณะเป็นเว้าโค้ง-กว้าง ขอบเรียบ หรือหยักเล็กน้อย และแผ่กว้าง มุมของส่วนเว้านี้แตกแฉกเป็นคู่ได้ มากกว่า 5 ชั้น ทั้งนี้ขึ้นกับความสมบูรณ์ของ สภาพแวดล้อมและของต้น และส่วนที่เกิดสปอร์ รวมกันเป็นวงกว้างใต้ส่วนเว้าส่วนเดียว
Typical Form of fertile fronds
[ Image : Ne-O@BKK ]
ต้นในธรรมชาติ จะพบสายพันธุ์ Wided Formได้ทั่วไปทั่วทุคภาคของบ้านเรา


P. holttumii cv. Padwee
P. holttumii cv. 'Padwee'
กระเช้าสีดา สายพันธุ์ พัดวี

สายพันธุ์ Padwee ที่ขอนำเสนอ ณ ที่นี้
มาจากคำว่า "พัดวี" นั่นเอง (วี แปลว่า พัด ในคำเก่าของภาษาตระกูลไท-ไทย-ลาว นั่นเอง) เพื่อบ่งลักษณะ ของใบชายผ้า ทั้งชิ้นบนและชิ้นล่าง ที่แตกเป็นแฉกๆ ดูเหมือนพัดโบก หรือพัดที่มีด้ามมือถือ
ซึ่งแตกต่างกับสายพันธุ์ Wided Form หรือ Standard Form คือ บริเวณที่ส่วนเว้าของตำแหน่งที่เกิดสปอร์ ในต้น Padwi เป็นแฉกหลายแฉก และเป็นมุมแคบระหว่างโคนของแฉก ทำให้ดูเหมือนเป็นซี่แผ่กางเป็นรูปพัด


Padwee Form -
Multi-lobed at fertile frond
as a Fan or as Fish Paddle
สายพันธุ์ Padwi นี้ พวกเราหลายคนที่นี่ ได้ช่วยกัน คอยติดตามดูลักษณะ ของต้น Padwee ที่พวกเราหามาปลูกเลี้ยงกันเอาไว้ นานกว่า 2-3 ปี แล้ว
จนกระทั่งแน่ใจว่า ใบใหม่ที่ออกมา ในแต่ละปี ยังคงลักษณะของ Padwee อยู่ และเชื่อมั่นว่า ไม่ได้เกิดขึ้นจากสภาพ แวดล้อมของการปลูกเลี้ยง แต่เป็นลักษณะของสายพันธุ์มาจากธรรมชาติแน่

Spore pads are divided to small areas in Padwee Form

ตำแหน่งที่เกิดสปอร์ ของ Padwee แบ่งเป็นพื้นที่เล็กๆ หลายตำแหน่ง บริเวณส่วนเว้าระหว่างโคนของแฉก ต่างจาก Typical Form ที่ ตำแหน่งของสปอร์จะรวมกันเป็นพื้นที่เดียว เป็นวงใหญ่

ต้นในป่าธรรมชาติของ สายพันธุ์ Padwi จะพบได้น้อยกว่า Typical Form แต่ไม่ถึงกับน้อยจนหายาก ยังพอหาได้ไม่ยาก

หมายเหตุ : บันทึกข้อสังเกตุเรื่องพัดวี ของเฟินสยาม เริ่มตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา

หมายเหตุ : การจัดจำแนกสายพันธุ์ย่อยในที่นี้ เป็นเพียงการนำเสนอ สายพันธุ์ปลูก ให้ผู้สนใจพิจารณาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการจำแนกตามหลักของพฤกษศาสตร์ที่ถูกต้อง และเชื่อว่า อาจมีบางท่านเห็นด้วยและบางท่านไม่เห็นด้วย

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจำแนกสายพันธุ์นี้ หวังเพียงเพิ่มสีสันของวงการปลูกเลี้ยง อีกทั้ง อยากให้หลายคนลองตระหนักกันว่า
ชายผ้าสีดา สายพันธุ์จาก ตปท. เขายังแบ่งสายพันธุ์ปลูก ออกไปเป็น cultivar ชื่อต่างๆ มากมาย และหลายคนในบ้านเราชอบที่จะหามาสะสมหลายๆ cultivars กัน แต่ในขณะที่ ชาว ตปท เขารู้จักแต่ละ species ของไทยเรามีเพียง cultivar เดียวเท่านั้น และหามาสะสมเพียงครั้งเดียว
ดังนั้น หากพวกเราช่วยกันจำแนกสายพันธุ์แต่ละชนิดของบ้านเรา ออกมาเป็น cultivar ที่เด่นและชัดเจนได้ เชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อวงการค้าต้นไม้ของเกษตรกรในบ้านเราต่อไปได้ในอนาคต

บันทึก 9 ส.ค. 2550
เรื่อง การปรับตัวของกระเช้าสีดา เมื่อย้ายถิ่นมาปลูกในที่ใหม่
ข้อสังเกตุ เกี่ยวกับออกใบกาบหรือออกใบชาย

สังเกตุดูกระเช้าสีดา ทุกต้นที่บ้าน พบว่า
(1) ต้นที่เพิ่งเอามาปลูกในปีนี้ 2550
- ต้นใหญ่ๆ เริ่มออกใบชายผ้ากันแล้วตอนนี้ ส่วนใบกาบ ออก 2 ข้างแล้วก่อนมาถึงเรา
- ต้นเล็ก ขนาดกว้างไม่เกิน 1 ฟุต ออกแต่ใบกาบ เป็นการออกใบกาบต่อเนื่อง ก่อนจะย้ายมาที่นี่
(2) ต้นที่เอามาปลูกตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ค. ปี 2549
- มีแต่ต้นเล็ก ขนาดไม่เกิน 1 ฟุต ตอนนี้ออกแต่ใบกาบเกือบทุกต้น แต่มีเพียงต้นเดียวที่กำลังออกใบชายผ้าใบใหม่ ตอนนี้ออกมายาวแค่ 2 นิ้ว
(3) ต้นที่เอามาปลูกก่อนหน้านั้น หรือย้อนหลังไปตั้งแต่ กลางปี 2548
ทุกต้นทั้งหมด ออกแต่ใบกาบ ยังไม่สุด และไม่มีต้นไหนออกใบชายผ้าเลยสักต้น
(4) ต้นที่เพาะจากสปอร์ ทั้งหมด ยังเล็ก ไม่เกิน 6 นิ้ว ยังคงมีแต่ใบกาบทุกต้น เป็นปกติของต้นที่อายุยังน้อย ยังไม่ออกใบชายผ้า

 


 

|| back