|| back

Platycerium ridleyi H. Chris.
ชื่ออื่น : ชายผ้าสีดา-กระเช้าเขากวาง (ตั้ง)

ชายผ้าสีดา-เขากวางตั้ง ในธรรมชาติ P. ridleyi
(click on the picture for lager viewing)
[ภาพ : Mr. chaichana]

กระเช้าเขากวาง เป็นเฟินชายผ้าสีดาอีกชนิดหนึ่ง ชื่อชองชนิด ตั้งให้เป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ J. Ridley ที่เข้ามาทำการสำรวจเฟินในมาเลเซียและเขียนหนังสือ ชื่อ "Ferns of The Malaysia"

เฟินชนิดนี้ มักพบเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ที่ระดับความสูงจากพื้นดินมากกว่า 20 ม. ขึ้นไป เป็นเฟินที่ชอบอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องการแสงมาก พบที่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ลงไปมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ในธรรมชาติ เฟินชนิดนี้จะอาศัยอยู่ร่วมกับมด ด้วยลักษณะของกาบใบที่ห่อหุ้มกิ่งไม้อย่างแน่น เป็นร่องไขว้ไปมา ทำให้เกิดช่องว่างภายในจำนวนมาก เหมาะที่มดจะเข้าไปอาศัยทำ รังหลบแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี มดผู้อยู่อาศัยจะคาบเอาเศษอาหาร เศษดิน เศษอินทรีย์วัตถุต่างๆ เข้ามาในรัง อีกทั้งมูลที่มดขับถ่ายออกมา เหล่านี้ จะกลายเป็นปุ๋ยให้แก่เฟิน อีกทั้งมดยังคอยกำจัด หรือขับไล่แมลงอื่นๆ ที่จะมากัดกินหรือทำลายต้นเฟินด้วย ด้วยลักษณะเช่นนี้ เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกัน แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ได้ประโยชน์ร่วมกัน


[ Image : Kit@BKK ]
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเป็นเหง้าเป็นแท่ง สั้น ตัวแท่งเหง้ามีใบกาบและระบบรากห่อหุ้มมิด ปลายยอดเหง้ามีเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุม เกล็ดเป็นรูปไข่คว่ำปลายมนโคนคอด หรือรูปช้อนปลายมน หรือสอบแคบปลายมน

ใบกาบ sterile frond : เจริญเป็นแผ่นกลม ขอบใบเรียบหรือเปนลอนเล็กน้อย ไม่แผ่นตั้งขึ้นเป็นตะกร้า แต่เจริญห่อหุ้มซ้อนทับใบเก่า เหง้าจนมิด เส้นใบปูดนูนขึ้นมาอย่างเด่นชัด ตั้งแต่โคนใบไปเกือบสุดขอบใบ และระหว่างเส้นใบผิวยุบจมลงเป็นหลุม เมื่อใบโตเต็มที่จะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบเก่าที่อยู่ใต้ใบใหม่จะเปื่อยยุ่ยเป็นอาหารเลี้ยงต้นต่อไป

ลักษณะของใบที่ปูดนูนขึ้นตามเส้นใบของใบกสบ ทำให้ภายในเป็นโพรงมากมาย เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของมดและแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นการอยู่อาศัยแบบพึ่งพาได้ประโยชน์ร่วมกัน
ใบเขากวาง fertile frond : ใบชูตั้งขึ้น ก้านผอม ด้านหน้าที่ขอบสองข้างยกขึ้น ทำให้เป็นร่องตามความยาวก้าน เป็นเสมือนร่องน้ำ

ใบแตกแฉกเป็นกิ่งหลายชั้น แต่ละกิ่งผอมเรียว มองดูคล้ายเขาของกวางเรนเดียร์
ลักษณะของใบเขาที่แตกเป็นยิ่งย่อยเช่นนี้ บ่งชี้ให้เรารู้ว่า มันอาศัยอยู่ในบริเวณที่ มีความชุ่มชื้นในอากาศสูง ได้รับแสงแดดมาก อากาศถ่ายเทได้ดี ใบเขาจะทำหน้าที่ดักน้ำฝน น้ำค้างในอากาศ จากนั้นน้ำจะรวมตัวกันไหลไปตามร่องน้ำที่ก้านใบ ลงไปหล่อเลี้ยงที่เหง้าลำต้น ในขณะที่ใบกาบ ไม่ได้ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า เพื่อดักน้ำและเศษอินทรีย์วัตถุที่หล่นมาจากข้างบน ต่างกับเฟินชายผ้าสีดาหลายชนิด


ช้อนสปอร์ของ P. ridleyi
อับสปอร์ : เกิดในอวัยวะรูปกลมรี คล้ายช้อน แยกออกจากโคนใบเขา (fertile frond) เมื่อสปอร์แก่ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม อับสปอร์จะเปิดออกและปล่อยให้สปอร์ปลิวออกไปในครั้งเดียว สปอร์ที่แก่มีเส้นใยมากมายปลิวลอยไปด้วย เข้าใจว่า เส้นใยเหล่านี้ ช่วยทำหน้าที่ให้สปอร์ปลิวไปได้ไกลมากขึ้น และยังช่วยเกาะเกี่ยวกับเปลือกต้นไม้ ทำให้สปอร์ไม่ร่วงหล่นลงพื้นดินหรือโดนน้ำฝนที่ไหลมาตามเปลือกไม้ชะไหลไป

สปอร์แก่ปลิวไปเกือบหมดแล้ว
การปลูกเลี้ยง : จากลักษณะโครงสร้างของต้นและสภาพของถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ทำให้เราทราบได้ว่า เฟินชนิดนี้ ต้องการความชื้นสูงหรือมีไอน้ำมากในบรรกาศรอบๆ ต้น อีกทั้งยังต้องการแสงมากด้วย แต่ไม่ชอบปริมาณน้ำมาก
การให้น้ำ : ต้องดูแลเรื่องปริมาณน้ำและความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรดน้ำชุ่มโชกมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรกรอกน้ำใส่เข้าไปภายในระบบรากที่ใบกาบที่ห่อ เพราะจะทำให้ต้นอ่อนแอ ใบเน่าได้ง่ายโดยเชื้อแคงเกอร์ จึงควรพรมน้ำเป็นละอองฝอยให้เปียกทั่วแต่เพียงภายนอก และให้ฝอยละอองน้ำตกลงที่บนใบเขา ให้น้ำไหลรวมกันเข้าไปตามร่องน้ำที่ก้านใบ ซึ่งเป็นจังหวะพอดีตามธรรมชาติ
รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลูกเลี้ยง ให้มีความชุ่มชื้นอยู่สม่ำเสมอ

Mouthed on stump wood or Board
[ Image : Pop@Pak Nam]
เครื่องปลูก ไม่ควรใส่เครื่องปลูกที่อุ้มน้ำได้มาก จะทำให้มีปัญหาในฤดูฝน ดังนั้น แสงแดดและลมพัดถ่ายเทดี จะช่วยได้ดีในการระเหยออกไปของน้ำ สำหรับเครื่องปลูกที่เหมาะสม สามารถใช้วัสดุได้หลายชนิด เช่น สแฟกนัมมอส กาบมะพร้าว พีทมอส เป็นต้น จะใช้ชนิดเดียวล้วนๆ หรือหลายชนิดรวมกัน ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่ปลูกเลี้ยงด้วย

Kit's Sporeling plant.
[ Image : Kit@BKK ]

การปลูกหรือย้ายปลูก สามารถปลูกติดกระดาน ตอไม้ หรือปลูกลงในกระถางกระเช้าแขวนก็ได้ ที่สำคัญ ต้องจัดทิศทางของใบเขา ให้ชูตั้งขึ้นให้เหมือนกับธรรมชาติเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้น้ำที่ตกลงบนใบเขา สามารถไหลรวมกันเข้าไปเลี้ยงที่เหง้าได้อย่างถูกจังหวะ ในทางตรงข้าม หากปลูกในทิศทางที่ใบเข้าชี้คว่ำลง ทำให้น้ำไหลเข้าไปตามร่องที่ก้านไม่ได้ อาจจะทำให้ต้นตายได้ แม้จะรดน้ำเข้าไปที่ระบบรากโดยตรง ก็ไม่ช่วยให้ต้นงามได้ จนกว่าจะออกใบเขาใหม่ที่ชูตั้งขึ้น ต้นจึงจะดูสดใสแข็งแรงขึ้น

การให้ปุ๋ย : เนื่องจาก ใบกาบห่อหุ้มระบบรากจนมิด การให้ปุ๋ยที่เป็นเม็ดหรือเกล็ดใส่ให้ที่ระบบราก ทำได้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้น ที่สะดวกสุด เห็นจะเป็นการให้ปุ๋ยน้ำแบบจางๆโดยการฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น กระเช้าเขากวางมีปฏิกริยาไวต่อปุ๋ยมาก การให้ปุ๋ยบ่อย ต้นจะเจริญเติบโตรวดเร็วมาก แต่เนื้อใบจะบางและต้องให้ความชื้นสูงด้วย มิฉนั้นต้นอาจจะเหี่ยวเฉาได้โดยง่ายหากความชื้นสัมพัทธ์ต่ำเกินไป

การให้ปุ๋ยน้ำจางๆ เพียงเดือนละครั้ง ถือว่า เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องบ่อยมากไปกว่านี้
มีหลายคน แนะนำให้ใส่ผลกล้วย หรือตอกไข่ใส่เข้าไปที่ระบบราก เพื่อชักชวนให้มดมาอาศัยอยู่ ให้เป็นเหมือนต้นในธรรมชาติ แต่สำหรับที่นี่ ขอไม่แนะนำ เพราะมดที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติ ไม่เหมือนกับมดที่อาศัยอยู่ตามสวนตามต้นไม้ในเมือง ส่วนมาก จะคาบเพลี้ยเลี้ยงด้วย นอกจากนี้ หากมดไม่มาอยู่แต่สิ่งที่ใส่เข้าไปอาจเป็นเชื้อราสะก่อน อาจจะทำอันตรายกับต้นได้

P. ridleyi Sporeling in [ ] 4"

การเพาะขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์จากสปอร์เท่านั้น เพราะต้นในธรรมชาติ หรือต้นที่ปลูกเลี้ยงปกติ ไม่แตกหน่อใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราอาจพบในบางต้น ที่มีการแตกกิ่งต้นใหม่ตามข้อของเหง้าได้ ในกรณีที่เลี้ยงอยู่ในสภาพแสงน้อย ทำให้เหง้าเลื้อยยาว ใบออกห่าง จึงทำให้แตกกิ่งต้นใหม่ตามเหง้าได้

การเพาะขยายพันธุ์จากสปอร์ สำหรับเฟินกระเช้าเขากวาง ไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษใดๆ สามารถเพาะจากสปอร์ได้เป็นปกติ เหมือนเฟินชนิดอื่นๆ ทั่วไป และต้นใหม่ที่ได้จากเพาะสปอร์ ในช่วง 6-8 เดือนแรก (นับจากที่เห็นต้นจริงเกิดขึ้นจากโปรธัลลัส ) ดูเหมือนจะเติบโตอย่างช้าๆ แต่ต่อมา เมื่อต้นระบบรากเริ่มแข็งแรงเพียงพอ จะเติบโตอย่างรวดเร็ว


ต้นนี้ เริ่มออกใบเขา fertile frond
อายุ 15-18 เดือนแล้ว
สำหรับระยะเวลาในการเพาะจากสปอร์ จนกระทั่งได้เป็นต้นขนาด 4 นิ้ว และ 6 นิ้ว ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู เช่น กรณีที่ได้แสงแดดและความชื้นเพียง ต้นจะโตเร็วมาก ประกอบกับสารอาหารหรือปุ๋ยที่ได้รับ หากได้รับปุ๋ยบ่อยๆ จะโตเร็วมาก แต่ใบจะบางกว่าปกติ

Sporeling grow under shade

ต้นที่เพาะจากสปอร์ บางต้นที่เลี้ยงไว้บริเวณที่่ได้แสงไม่เพียงพอ ลำต้นเหง้าจะเลื้อยบาว

ลำต้นที่เลื้อยยาว ทำให้ทรงต้นไม่สวย และเปราะหักง่าย อีกทั้งใบกายที่ออกมา ไม่ห่อหุ้มระบบราก


Long creeping rhizome


New buds grow from rhizome

สิ่งที่สังเกตุเห็นได้บ่อยๆ จากต้นที่เลื้อยยาวนี้ ก็คือ ตามสำต้นเหง้าสามารถแตกตาต้นใหม่ได้บริเวณข้อใบ และจากประาบการณ์ที่เคยแยกไปปลูก ต้นอ่อนสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ต่อไปได้อีก นอกจากนี้ ลำต้นเเหง้าที่เลื้อยยาวนั้น สามารถหักเป็นท่อนๆ และนำไปชำให้เกิดเป็นต้นใหม่ได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับต้นที่เกิดเองในธรรมชาติ อาจไม่พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ เนื่องจากส่วนมากจะได้รับแสงแดดมากเพียงพอ ทำให้เหง้าสั้นและใบกาบห่อหุ้มเหง้าจนมิด จึงทำให้ขาดปัจจัยเรื่องของแสง ที่จะกระตุ้นให้เกิดตาต้นอ่อนตามข้อใบได้

|| back