|| back

Platycerium superbum G.J.Joncheere et E. Hennipman
ชื่อสามัญ : Giant Staghorn

P. superbum Lobed Form - Gympie Form
[ thanks to Keith Roger for the amazing superbum picture ]
please visit his homepage - click here ]

P. superbum ( อ่าน ซุป-เพิบ-อัม superb-um แต่ในบ้านเราชอบอ่านกันว่า ซุป-เปอ-บัม ซึ่งก็เหมาะดี) เป็นเฟินกระเช้าสีดาที่มีขนาดใหญ่ ถึงใหญ่มาก บางต้นที่พบ มีอายุยืนได้นานเกือบถึง 100 ปี ใบกาบมีความสูงได้ถึง 4 ฟุต และใบชายผ้าห้อยยาวได้ถึง 4 ฟุต ทำให้ดูมีขนาดใหญ่โต จึงได้ชื่อว่า Giant Staghorn มีถิ่นกำเนิดในออสเตเรีย พบในป่าโปร่งดิบแล้ง ที่ระดับความสูง 0 ถึง 750 ม. MSL. ในพื้นที่ที่ ฤดูร้อนมีฝนชุก และแห้งแล้งในฤดูหนาว บางแห่งอุณหภูมิลดลงถึง 0 องศา กระจายพันธุ์กว้างขวางในพื้นที่เขตร้อนชื้นถึงเขตหนาวของออสเตเรีย กระจายพันธุ์อยู่ในป่าเขตกึ่งร้อน ในออสเตเรีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และมาเลเซีย สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนคาคบไม้ใหญ่ หรือโขดหิน ที่มีร่มเงาหรือแสงรำไร ในป่าดงดิบที่มีความชุ่มชื้นสูงเกือบตลอดปี

แต่เดิมนานมาแล้ว P. superbum เคยจัดเป็นสายพันธุ์ย่อยสายพันธุ์หนึ่งของ P. grande แต่ต่อมาภายหลัง ในปี พ.ศ. 2513 Joneheere และ Hennipman (ชื่อที่ต่อท้ายชื่อวิทยาศาสตร์) แยกให้ P. Superbum ให้เป็นชนิดใหม่
ด้วยลักษณะต่างกันที่ ใบชายผ้าของ P. superbum มีกลุ่มสปอร์เพียงแผ่นเดียว ในขณะที่ P. grande มีกลุ่มสปอร์ 2 ชุดเท่าๆ กัน และ P. grande ถิ่นกำเนิดมีเฉพาะที่ฟิลิปปินส์เท่านั้น

ลักษณะทั่วไป : เป็นเฟินชายผ้าสีดาขนาดใหญ่ เป็นต้นเดี่ยว ไม่แตกหน่อต้นอ่อนใหม่ รูปทรงคล้าย P. holttumii, P. grande และ P. wandae


P. superbum ต้นเล็กที่บ้าน อายุ 2ปี

ใบกาบ sterlie frond : เป็นแผ่นชูตั้งขึ้น ขอบบนหยักลึกเป็นตระกร้า ลักษณะหยักหรือแฉก ไม่เป็นระเบียบ แตกแฉก 2 ชั้น รูปร่างผอมยาว ปลายแฉกอาจมน หรือแหลม มองเห็นเส้นใบหลักได้ชัดเจน เส้นใบเขียวเข้มกว่าพื้นใบทั่วไป ส่วนใบอ่อนออกมาใหม่มีขนอ่อนๆ ปกคลุมแน่น ส่วนใบกาบตอนล่าง เจริญแผ่หุ้มระบบรากมิด เพื่อช่วยเก็บความชื้น

ปกติใบกาบเนื้อบาง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเก็บสะสมความชื้นสำหรับหน้าแล้ง เพราะมีถิ่นกำเนิดมาจากพื้นที่ที่มีฝนชุก ใบกาบเจริญเติบได้ได้ถึง 1.5 ม. และกว้างได้ถึง 1.0-1.2 ม.

ใบชายผ้า fertile frond : ใบกางแผ่ ห้อยโค้งลง โคนก้านใบออกจากตายอดในระนาบตั้งฉากกับใบกาบ บริเวณโคนใบแผ่กางออกเป็นแผ่น ดูบึกบึน ใบแบ่งออกเป็นสองข้าง แต่ละข้างแตกเป็นแฉกลึกได้มากถึง 5 ชั้น บางครั้งอาจบิดเป็นเกลียว ใบสีเขียวอ่อน ใบชายผ้าอาจยาวได้ถึง 1 เมตร
อับสปอร์ : เป็นกลุ่มอับสปอร์ติดกันเป็นแผ่น ตำแหน่งที่เกิดสปอร์มีเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น คือ เกิดบริเวณกลางแฉกแรกของใบชายผ้า เป็นแผ่นรูปไข่กึ่งสามเหลี่ยม เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

เมื่อต้นยังเล็กอายุน้อย จะมีแต่ใบกาบออกมาเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อต้นอายุราว 3-5 ปี ใบกาบจะสูงได้ถึง 70 ซ.ม. ใบชายผ้าจะเริ่มงอกออก

P. superbum ในป่าธรรมชาติของออสเตเรีย มี 3 สายพันธุ์ย่อย คือ
(1) Standard Form
(2) "Lobed Shield Form"หรือ Gympie Form และ
(3) Dfferent Form
(4) White Form หรือ Weitz form

สำหรับ แบบที่ (2) Gympie Form ชื่อ Gympie เป็นชื่อของเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของ Brisband ขึ้นไป 300 ก.ม. ที่พบ P. superbum แบบที่ (2) นี้ สังเกตุที่ขอบใบกาบช่วงต่ำกว่าตายอดลงไป ขอบเป็นแฉกเว้าลึก และตายอดอยู่ที่บริเวณกึ่งกลางของใบกาบ


Standard Form
[ Image : Puenmai Ka ]

P. superbum Standard Form

ภาพนี้ คุณเพื่อนใหม่ เก็บภาพที่ประเทศญี่ปุ่น ฝากมาให้ชมกัน

สังเกตุ ตายอดของต้น อยู่บริเวณ 1/3-14/ ของความสูงกาบใบ ทั่วทั้งต้นมีขนน้อย หรือขนประปราย


Different Form

P. superbum Differnt Form

ตอนนี้มีแต่ต้นเล็ก กว้าง 15 ซ.ม. ให้ดูกันไปก่อน

ในอเมริกา มีต้นที่เพาะขยายพันธุ์ออกมาจำหน่ายกันนั้น พบว่า มี 2 forms คือ Weitz Form กับ Tamburiense Form

 

P. superbum Weitz Form หรือ White Form

สำหรับชื่อ Weitz นี้ เป็นชื่อที่ใช้เรียก P. superbum Standard Form สายพันธุ์ที่มีขนขาวปกคลุมแน่น และใบกาบแผ่ขึ้นด้านบนเป็นวงกว้าง

ที่มาของชื่อนี้ บางแห่งสันนิษฐานว่า เป็นชื่อของ Mrs. Herman Weitz เป็นชาวอินเดียแดงพื้นเมือง ซึ่งนาง Weitz กับสามี มีโรงเรือนเพาะเฟินเล็กๆ อยู่ที่ Ventura อยู่ที่รัฐแคลิฟอเนีย ในช่วงราวปี พ.ศ. 2472-2482
นาง Weitz ได้ต้นแม่ มาจาก Mr. Rosco S. Baldwin ซึ่งเขามีโรงเรือนเพาะเฟินอยู่ที่ Pasadena ในแคลิฟอเนีย เดิมเขาเรียกมันว่า White Grande เพราะเดิมเข้าใจผิดว่า เป็น P. grande เพราะมีขนขาวมากกว่า Standard Form ทั่วไป

 
บางแห่งสัณนิษฐานว่า ต้นที่คนอเมริกันได้มา น่าจะได้ยินคนออสซี่บอกว่า เป็น White-Form แต่ฟังคนออสซี่ออกเสียงไม่ถนัด จึงได้ยินเป็น Weitz Form
  ลักษณะทั่วไปของ P. superbum Weitz Form คือ ใบกาบแฉกลึก เมื่อโตเต็มที่ กว้างได้ถึง 1.5 ม. และสูง เมตรกว่า และใบชายผ้า ห้อยยาวลงมาได้ถึง 1.2 เมตร หรือมากกว่า ทั่วทั้งต้น สีเขียวอมเทา เนื่องจากมีขนปกคลุมหนาแน่นมากกว่า P. superbum สายพันธุ์อื่น เลี้ยงง่ายกว่า และเติบโตเร็วกว่า สายพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย

สำหรับชื่อ Tamburiense เป็นชื่อที่ทางการค้า คนในอเมริกาตั้งกันขึ้นมาเอง เดิมเข้าใจกันว่า เป็นชื่อของภูเขาในออสเตเลีย แต่เป็นความเข้าใจผิดกัน เพราะไม่มีภูเขาชื่อนี้ ต่อมา Ralph Hughes พบว่า ชื่อ Tamburiense เป็นชื่อของโรงแรมที่พักตากอากาศแห่งหนึ่งในออสเตเลีย อยู่บนพื้นที่สูงที่ระดับ 500 ม. และเขาได้ไปสังเกตพบ P. superbum ในธรรมชาติที่นั่น ซึ่งก็คือ P. suberum Standard Form นั่นเอง คงไม่ต่างจากคนขายต้นไม้ในบ้านเรา ที่มักเรียกชื่อต้นไม้ จากแหล่งที่ไปเอามา เช่น ไปเอามาจากฮาวาย ก็เรียกชื่อ ฮาวาย ไปเอามาจากอเมริกา ก็เรียก อเมริกา ทั้งๆ ที่ต้นไม้ชนิดนั้น อาจจะไม่ใช้พันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในธรรมชาติของที่นั่น หรือต้นไม้บางต้นมีอยู่ทั่วไป ในหลายจังหวัดหลายภาคของบ้านเรา แต่คนขายต้นไม้ไม่ทราบชื่อ จึงเรียกชื่อจังหวัดที่ไปได้มา คนที่ซื้อไปก็ไม่ทราบ ก็เรียกตามๆ กันไป จนเกิดความคลาดเคลื่อน จนเข้าใจว่า ต้นไม้ชนิดนั้นมีเฉพาะที่จังหวัดนั้นเท่านั้น หรือเข้าใจว่าเป็นชื่อสายพันธุ์ใหม่ ก็มี

นอกจากนี้ ยังเคยมีผู้พบ P. superbum บางต้น สามาถแตกกิ่งต้นใหม่ และสามารถเฉือนแยกไปปลูกได้ด้วย แต่น้อยคนจะเคยพบลักษณะแบบนี้

การปลูกเลี้ยง : ได้ยินได้ฟังจากนักสะสมเฟินกระเช้าสีดารุ่นเก่าๆ ในบ้านเรา มีหลายคน (รุ่นที่สะสมมาก่อนปี 2544 ย้อนหลังไป) มักบ่นกันว่า P. superbum เลี้ยงยาก ทำตายไปหลายต้น หามาใหม่ ก็ไม่เคยเลี้ยงรอดได้สักต้น ซึ่งอันนี้ก็ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใด???!!!!
ดังนั้น สำหรับคนรุ่นใหม่ที่คิดจะเลี้ยง P. superbum ขอให้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมถิ่นกำเนิดของ P. superbum ในออสเตเลียให้เข้าใจ แล้วแปลความออกมาเป็นวิธีการปลูกเลี้ยง โดยการประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเรา สำหรับในที่นี้ ขอแนะนำเบื้องต้น ดังต่อไป

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : P. superbum ค่อนข้างทนกับสภาพอากาศที่ร้อนมากหรือหนาวมาก แม้อุณหภูมิจะต่ำกว่า 0 องศาก็ตาม และสภาพแวดล้อมของ P. superum ในธรรมชาติที่ออสเตเลียนั้น จะอยู่ในป่าดงดิบ ในฤดูฝน มีฝนตกชุกหรือตกบ่อย แต่เป็นฝนที่ตกปรอยๆ เบาๆ จึงทำให้มีความชุ่มชื้นสูง หรือมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมากนั่นเอง อีกทั้งมักจะอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ จึงไม่ชอบโดนแสงแดดจัดจ้าโดยตรง แต่เป็นแสงแดดที่ผ่านการกรองมาแล้ว และไม่ชอบบริเวณที่มีลมโกรกแรงมากตลอดเวลา

เครื่องปลูก : จากสภาพป่าธรรมชาติถิ่นกำเนิดของ P. superbum ที่ได้กล่าวไปแล้วว่า P. superbum อาศัยอยู่ในป่าที่มีฝนตกชุก แต่เป็นฝนตกปรอยๆ และตกบ่อยๆ ใบกาบจึงเนื้อบาง เพราะไม่จำเป็นต้องเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง ต่างกับ P. holttumii ในบ้านเรา ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบแล้ง มีช่วงฤดูแล้งยาวนาน หรือไม่มีฝนตก นาน 4-8 เดือน จึงมีใบกาบเป็นฟองน้ำหนา เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง
ดังนั้น ขอแนะนำ สำหรบ P. superbum ไม่ควรใช้เครื่องปลูกหนามากเกินไป เพราะอุ้มน้ำได้มากและเก็บน้ำได้นานเกินไป ซึ่งจะทำให้ต้นเน่าได้ โดยเฉพาะหลายคนชอบที่จะใช้ แผ่นรากชายผ้าสีดา ซึ่งสามารถใช้ได้ แต่แนะนำว่า ไม่ควรใช้หนามาก หรือหลายแผ่นซ้อนกันมากเกินไป อาจจะใช้แผ่นที่หนาไม่เกิน 1/2 - 1 นิ้ว ชั้นเดียว ถือว่าเพียงพอแล้ว หรือหากใช้สแฟกนัมมอส ให้ใช้หนาไม่เกิน 2" - 3" เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบรากได้มีโอกาสแห้งได้ไว ภายใน 1-2 วัน หลังจากที่ได้รับน้ำจนชุ่ม เช่นกรณีฝนตกหนัก หรือรดน้ำให้ในปริมาณมากๆ

การให้น้ำ : หากมีการรดน้ำให้สม่ำเสมอทุกวัน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำในปริมาณมากเข้าไปที่ระบบราก อาจให้น้ำเป็นละออง เปียกใบได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ แต่จะให้น้ำจนชุ่มที่ระบบรากไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง และให้มั่นใจว่า ระบบรากจะแห้งได้ภายใน 1-3 วัน หลังได้รับน้ำจนชุ่มโชก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมแต่ละท้องที่อีกด้วย

การให้ปุ๋ย : ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ปลูกเกาะติดกับต้นไม้ใหญ่ แทบไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเลยก็ยังได้ เพราะน้ำที่ไหลมาตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกติดเกาะ จะชะเอาธาตุอาหารจากเปลือกไม้ จากฝุ่นละออง มาให้กับต้นอยู่แล้ว หรือในต้นใหญ่ ใบกาบที่ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า จะคอยดักใบไม้หรือเศษอินทรีย์วัตถุที่ร่วงหล่นลงมาจากข้างบน เก็บเอาไว้เพื่อรอให้ย่อยสลายเป็นธาตุอาหารต่อไป แต่หากปลูกเล้ยงในโรงเรือน หรือพบว่ามีอากาศเหลืองซีดขาดอาหาร หรือต้องการเร่งให้โตไวๆ ขอแนะนำว่า ควรให้ปุ๋ยน้ำจางๆ หรือ 1/4 ที่สลากผลิตภัณฑ์แนะนำ ฉีดพ่นให้เดือนละครั้ง เท่านี้ถือว่าเพียงพอแล้ว

P. superbum สามารถปลูกเลี้ยงในบ้านได้ แม้ว่าแสงสว่างมีไม่มาก และไม่ต้องให้น้ำบ่อยมากเท่าชายผ้าสีดาชนิดอื่น
ที่สำคัญคือ พื้นที่สำหรับการนำ P. superbum ไปผูกติดนั้น เผื่อตอนต้นโต ควรมีพื้นที่อย่างน้อย 1 ม. x 1 ม. เป็นอย่างน้อย

ในกรณีที่ปลูกมานานหลายๆ ปี จนกระทั่งต้นโตมาก ให้หมั่นสังเกต หากใบกาบใหม่ที่เจริญออกมา ไม่สามารถแผ่คลุมใบกาบชุดเดิมได้เมื่อไร จำเป็นต้องย้ายออกมาและปาดเอาระบบรากและใบกาบเก่าด้านหลังออกไปบ้าง เพราะจะทำให้อุ้มน้ำได้มากและอาจมากเกินไป ดังนั้นการปาดเอาด้านหลังออกไปบ้างนี้ ก็เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำขังแฉะมากเกินไปที่ด้านหลัง และช่วยกระตุ้นให้เจริญเติบโตต่อไป



ต้น 1" อายุ 1.5 ปี นับจากหว่่านสปอร์
การขยายพันธุ์ : P. superbum เป็นชนิดต้นเดี่ยว ไม่แตกหน่อต้นอ่อน จึงต้องขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ทุกครั้ง
จากประสบการณ์ที่เคยเพาะขยายพันธุ์จากสปอร์ ของ P. superbum สายพันธุ์ Standard Form, Lobed Form และ Differnet Form
ทั้ง 3 สายพันธุ์ ใช้ระยะเวลานานมาก นับตั้งแต่สปอร์เริ่มงอกแล้ว นานมากกว่าจะได้เห็นต้นจริงเล็กๆ งอกขึ้นมา กินเวลา 1 ปี และจากต้นจริงเล็กๆ กว่าจะโตได้ถึง 2 นิ้ว รวมระยะเวลานานถึง 2 ปี กว่า แต่หลังจากผ่านปีที่ 3 ไปแล้ว ต้นจึงจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ต้น 6" อายุนานกว่า 3 ปี
แต่เชื่อว่า หากคนอื่นเพาะ น่าจะได้ต้นโตเร็วกว่า หากมีสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงดู เฟินต้นเล็กๆ ที่เกิดจากสปอร์ อีกทั้ง การบำรุงดูแล หมั่นให้ปุ๋ยสม่ำเสมอ น่าจะทำให้ได้ต้นที่โตเร็วกว่านี้


|| back