ชายผ้าสีดา Platycerium veitchii (อ่าน วิท-ชิ-ไอ veitch-e-eye) ชื่อ
Veitchii นี้ เป็นชื่อของ Mr. Jame Veitch ผู้สังเกตพบชายผ้าสีดาชนิดนี้
เขามีโรงเรือนขื่อ Veitch nursery ที่ Exeter ประเทศอังกฤษ เมื่อสมัยปลายศตวรรษที่
18 ที่โรงเรือนนี้ เป็นที่สะสมพันธุ์ไม้จากป่าเมืองร้อน โดยเฉพาะกล้วยไม้
ต่อมาได้ปิดตัวไปเมื่อราวปี ค.ศ. 1914
 |
P. veitchii มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์อยู่ในออสเตเลีย
ที่รัฐ Queensland บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงมาถึงภาคใต้, พบในบางส่วนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของ
Pentland, Blackdown Tableland, Vastletower Nation Park (south of
Galdstone), Carnarvon Rabge และอื่นๆ ทางภาคใต้ |
P. veitchii มักพบอยู่ในบริเวณป่าดิบแล้ง หรือป่ากึ่งทะเลทราย ซึ่งจะมีฝนตกเพียง
4 เดือนต่อปี และแห้งเล้ง 8 เดือน เป็นป่าโปร่ง ที่เต็มไปด้วยต้นยูคาลิปตัส
และไม้พุ่มเตี้ย หรือรอเลื้อย พบเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ ตามโขดหิน
หรือหน้าผาสูงชัน บริเวณที่มีแสงรำไรใต้ต้นไม้ใหญ่ ไปจนถึงที่โล่งแจ้ง
ได้รับแสงแดดรำไร ถึงแดดครึ่งวัน
เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแตกหน่อต้นใหม่ จากปลายราก และอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกอขนาดใหญ่ |
 |
| P. veitchii มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
P. bifurcatum ซึ่งชื่อ P. veitchii นี้ เมื่อก่อน เป็นที่ยอมรับกันเฉพาะในกลุ่มนักสะสมพันธุ์ไม้เท่านั้น
จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2507 เมื่อ Barbara Joe (ปัจจุบันเป็น Barbara Joe
Hoshizaki) ได้ตีพิมพ์เอกสารที่ชื่อว่า "A Review of the Species
of Platycerium." หรือ"รวบรวมชนิดของเฟินชายผ้าสีดา"
ซึ่งมีชื่อชนิด P. veitchii รวมเอาไว้ด้วย |
| และในช่วงนั้น มีบางต้นที่นำมาจากออสเตเลีย โดยมีป้ายชื่อติดมาด้วย
ระบุชื่อว่า "Green Veithcii" และเข้าใจกันว่าเป็น P. bifurcatum
แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อ "veitchii" ก็ได้ถูกนำมาตีพิมพ์เผยแพร่
ต่อสาธารณะชนเป็นครั้งแรกในคราวนั้นนั่นเอง |
 |
ลักษณะทั่วไป : เป็นเฟินเกาะอาศัย ขนาดกลาง ลำต้นเหง้าเลื้อยสั้น
เกล็ดที่เหง้ามีลักษณะเหมือน ของ P. bifurcatum มีระบบรากจำนวนมากและหนาแน่น เป็นก้อนฟองน้ำ สามารสร้างหน่อต้นอ่อนใหม่จากปลายราก |
ทั่วทั้งต้นสีเขียวอมเทา เนื้องด้วยมีขนรูปดาว สีขาว เป็นมันวาว
ปกคลุมหนาแน่น ทำให้ดูโดดเด่น และแปลกตากว่าชายผ้าสีดาชนิดอื่น
ขนรูปดาวสีขาว ที่ปกคุลมหนาแน่นเหล่านี้ เป็นพัฒนาการในการปรับตัวของชายผ้าสีดาชนิดนี้
เพื่อให้อยู่รอดได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และแสงแดดรุนแรง โดยขนทั้งต้นทำหน้าที่
ช่วยสะท้อนแสงที่จัดจ้าออกจากใบ เพื่อปกป้องความร้อนจากแสงแดด และขนเหล่านั้น
ยังช่วยดักความชื้นในอากาศอีกด้วย |
 |
ใบกาบ sterlie frond : เป็นแผ่น ปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาวสีขาว
ส่วนล่างของใบกาบกลมหรือรูปตับ ขนาดยาว 20-45 ซ.ม. และกว้าง 8-15
ซ.ม. |
ส่วนบนของใบกาบ เป็นกึ่งตะกร้า คือ ชูขึ้นและแตกเป็นแฉก
ส่วนแฉกหรือหยัก ลึก และแฉกมากกว่า 1-3 ชั้น ส่วนแฉก มีลักษณะ ผอม
เรียวและปลายแหลม แฉกไม่เป็นระเบียบ ส่วนแฉกยาวได้ถึง 20 ซ.ม. และโคนแฉกกว้าง
1.5 ซ.ม.
ลายเส้นใบเป็นร่างแห และนูนขึ้นจากผิวใบ มองเห็นได้ชัดเจน ฝนต้นที่อายุยังน้อยที่ขอบบนของใบกาบอาจเรียบหรือเป็นแฉกตื้น |
 |
เมื่อต้นยังเล็กหรืออายุน้อย ขอบบนของใบกาบยังเรียบหรือแฉกตื้น
ทำให้จำแนกชนิดได้ยาก เพราะคล้ายกับ P. bifurcatum มาก |
| ใบชายผ้า fertile frond : ใบชายผ้าชูตั้งขึ้น หรือบางใบปลายใบอ่อนโค้งห้อยลงมา
ใบผอมเรียว-ยาว โคนแคบ ปลายแตกแฉกเป็นคู่ แฉกลึกและปลายแหลม ใบมีขนาดยาวได้ถึง
70 ซ.ม. โคนใบแคบ และค่อยๆ กว้างขึ้นทางด้านบน ขนาดกว้าง 5-10 ซ.ม.
หรืออาจมากกว่า |

One of the first sporelings in Thailand at year 2001 |
ปลายใบเป็นแฉกแบบเขากวาง ส่วนแฉกของใบ มีลักษณะผอม
เรียว ยาวได้ถึง 20 ซ.ม. กว้าง 0.4-3.5 ซ.ม. ผิวด้านใต้ใบปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาว
ส่วนด้านบนมีขนน้อยกว่า ในต้นที่ได้ัรับแสงไม่เพียงพอ ใบชายผ้าจะยืดและยาวห้อยตกลง
และในธรรมชาติพบบางต้นแต่จำนวนไม่มากมีขนปกคลุมน้อย |
 |
อับสปอร์ : เกิดรวมกันเป็นแผ่นที่บริเวณด้านล่างของปลายใบชายผ้าถึงปลายสุดของใบ
ขนาดของแผ่นสปอร์ ยาวได้ถึง 5-7.5 ซ.ม. มีเส้นใยสีขาวปิดคลุมเมื่อสปอร์ยังอ่อน |
P. veitchii อาศัยอยู่ในป่าดิบแล้ง หรือป่ากึ่งทะเลทราย ที่มีฤดูฝน
4 เดือน และอีก 8 เดือนไม่มีฝน หรือมีไม่บ่อยนัก แต่ P. veitchii ยังสามารถอยู่รอดได้
ด้วยลักษณะของต้นที่ได้พัฒนาปรับตัว อันได้แก่
- ใบกาบที่หนาแบบฟองน้ำ เพื่อเก็บความชื้นไว้ได้นาน
- ขน (stellate hair) ทั่วทั้งต้น ช่วยดักจับความชื้นในอากาศและใบดูดซับความชื้นเอาไปใช้
- ใบที่ชูตั้งขึ้น ช่วยดักความชื้นและน้ำค้่างในอากาศ และเป็นร่องให้น้ำไหลไปหล่อเลี้ยงลำต้น
- ปลายใบชายผ้าและขอบบนของใบกาบ เป็นแฉก ผอมเรียว เพื่อช่วยกระจายแสง
และระบายความร้อนออกจากต้น เมื่อได้รับแสงแดดมาก |
 |
| ในป่าธรรมชาติที่ P. veitchii อาศัยอยู่นั้น แม้จะเป็นกึ่งทะเลยทราย
หรือป่าดิบแล้ง ก็ตาม แต่ในฤดูแล้ง ป่ายังคงมีความชุ่มชื้นในบรรยกาศ
และมีน้ำค้างในตอนเช้า ที่ช่วยหล่อเลี้ยงต้นให้สามารถอยู่ได้สบาย |
การปลูกเลี้ยง : ปลูกเลี้ยงในที่ได้รับแสงแดดรำไร
หรือแสงแดดโดยตรงได้ถึงครึ่งวัน แต่ไม่ชอบอยู่ในที่ร่มสนิท ให้น้ำและความชื้นสม่ำเสมอ
แต่ไม่ต้องมากนัก พอให้มีความชื้นที่ระบบราก หากให้น้ำในปริมาณมากบ่อยๆ
ติดต่อกัน จะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้อดน้ำจนแห้งสนิท
กรณีที่เลี้ยงในที่ได้แสงน้อยเกินไป ใบชายผ้าใหม่จะห้อยลง และโคนอาจบิดเบี้ยว
ทรงไม่เป็นระเบียบ แลดูไม่สวยงาม
การขยายพันธุ์ : สามารถแตกหน่อต้นใหม่ได้เป็นจำนวนมาก หรือเพาะสปอร์ |


P. veitchii from Auburn River
[ Image : Keith Roger ]
|
|
ในป่าธรรมชาติถิ่นกำเนิดที่ออสเตเลีย ต้นที่มาจากแต่ละท้องที่
ที่อยู่ห่างไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร พบว่ามีลักษณะ form ที่แตกต่างกันออกไปบ้าง
เนื่องมาจากการพัฒนาปรับตัวของสายพันธุ์ ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่
โดยใช้เวลายาวนานหลายร้อยปี |
ลองพิจารณาจาก
ภาพที่ส่งมาจาก Keith
Roger at South Australia เป็น P. veitchii ที่มาจากแต่ละแหล่งในธรรมชาติ
เราจะเห็นได้ว่า มันมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปบ้าง เล็กน้อย แต่ลักษณะเด่นสำคัญของ
P. veitchii ยังคงมีอยู่
สังเกตุว่า ลักษณะเด่นของ P. veitchii สังเกตุที่ ใบชายผ้าชูตั้งขึ้น
และมีขนปกคลุมแน่น ส่วนใบกาบของต้นที่โตเต็มที่แล้ว จะเห็นว่า ขอบบนของใบกาบแตกแฉก
ลึก ผอมและเรียวยาว แม้สายพันธุ์จะมาจากต่่างแหล่ง ต่างท้องที่ก็ตาม
และเป็นลักษณะที่ทำให้เราเห็นความแตกต่างจาก P. bifurcatum และ P.
willimckii
Keith Roger's photos of P. veitchii from 3 sources. Their forms
are slightly different but we still find that the lobes of their
shield fronds at the top edge are deep and narrow. The fertile
fronds stand upwards and are narrow and densely covered with white
hairs at the back. These characteristics are significant. |


P. veitchii
from B-down T-land
[ Image : Keith Roger ]
|
|
P. veitchii from Cania George
[ Image : Keith Roger ] |
|
Heart-felt thanks to Keith Roger from South Australia for the
information about and the photos of P. veitchii for our fern study
and interest.
ขอขอบคุณ Keith Roger จาก South Australia ที่กรุณาเอื้อเฟื้อภาพสวยๆ
และข้อมูลต่างๆ ที่ได้ศึกษามา เป็นเวลานานหลายปี เกี่ยวกับ P. veitchii
ใน Australia ให้กับพวกเราได้เรียนรู้กันอย่างแจ่มแจ้ง
|
สำหรับนักสะสมพันธุ์ไม้ในบ้านเรา เท่าที่เคยได้พูดคุยกัน
จะพิจารณา ลักษณะของ P. veitchii กันแต่เฉพาะใบชายผ้า ที่ผอมเรียวยาว
ทำให้เกิดความสับสนกับชายผ้าสีดา บางชนิด เช่น P. bifurcarum บางชนิด
หรือ สายพันธุ์ปลูก Cultivars หรือลูกผสม Hubrids บางชนิด ที่มีลักษณะใบชายผ้าที่
ผอมเีัีรียวยาวเหมือนกัน ดังนั้น เพื่อความแน่นอน เราจำเป็นต้องพิจารณารูปทรงของใบกาบด้วย
รวมเข้าไปด้วย
ต่อไป เราลองมาพิจารณา สายพันธุ์ P. veithcii และลูกผสม ซึ่งมีหลายชนิด
ที่มีปลูกเลี้ยงกันพร่หลาย เฉพาะในบ้านเรา ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2548)
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ : |
 |
P. veitchii cv. 'Green' |
สายพันธุ์นี้ เป็นสายพันธุ์แรกๆ ที่แพร่หลายในบ้านเรา และเป็นสายพันธุ์ที่นักสะสมชายผ้าสีดาในบ้านเรา
รู้จักกันมากที่สุดและรู้จักกันมานานแล้ว
ซึ่ง สายพันธุ์นี้ มีผู้นำเข้ามาพร้อมกับชื่อว่า
P. veitchii และเรียกกันว่า P. veitchii มาโดยตลอด (รายละเอียดเพิ่มเติม) แต่ปัจจุบัน (ส.ค.
2548) เราเชื่อว่า สายพันธุ์นี้ ไม่น่าจะใช่สายพันธุ์แืท้ของ P.
veitchii ( may be not true P. veitchii) ซึ่งจะวิเคราะห์รายละเอียดต่อไป |
 |
| ลักษณะทั่วไป ที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ ใบชายผ้า ผอมเรียวยาว
แฉกเลึก ผิวใบสีเขียวอมเหลือง ด้านหน้าใบ มีขนน้อย หรือแทบไม่มี มองเห็นลายเส้นใบสีเขียวเข้มและเห็นได้ชัดเจน
และที่ใต้ใบมีขนสั้นๆ สีขาว ปกคลุมแน่น |
 |
สายพันธุ์นี้ เป็นที่รู้จักกันมานาน และพวกเราหลายคนเคยคิดว่า
เป็น Standard Form ของ P. veithcii มาโดยตลอด ในที่นี้ จึงยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นอันดับแรกก่อน |
ต่อมาในปี 2545-46 ในตลาดต้นไม้เริ่มมี P. veitchii form ใหม่เพิ่มมา
คือ P. veitchii cv. Silver Frond ดูประวัติของต้นนี้ที่เล่าในตอนล่าง
และหลายคนทราบดีว่า P. veitchii น่าจะมีหลาย forms และพวกเราน่าจะมีชื่อเรียกกัน
เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนในการคุยกัน พวกเราจึงได้ตั้งชื่อ สายพันธุ์นี้กันใหม่ว่า
P. veitchii cv. Green หรือเรียก Green Veitchii
|
 |
| ในขณะเดียวกัน มีบางคนได้สั่งนำเข้าชายผ้าสีดาลูกผสมเข้ามาในบ้านเรา
และพบว่า มีหลายชื่อ ที่มีลักษณะเหมือนกับต้นนี้มากและไม่สามารถแยกลักษณะที่แตกต่างกันได้เลย
|
 |
จากที่ได้บอกไว้ในตอนต้นว่า ปัจจุบัน (ส.ค. 2548) เราเชื่อว่า
P. veitchii cv. Green นี้ ไม่ใช่สายพันธุ์แท้ของ P. veitchii นั้น
คำอธิบายของเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ |
จากลักษณะมาตรฐาน หรือ standard form ของ P. veitchii นั้น ใบกาบส่วนบย
ขอบใบต้องแฉกลึก และแฉกผอม เรียวยาว ปลายแฉกแหลม
แต่หากเราสังเกตุใบกาบของ Green Veitchii ต้นที่โตเต็มทีี่แล้ว
จะเห็นว่า ใบกาบเป็นหยักตื้น และปลายหยักมนมากกว่าแหลม |
 |
| ตอนที่ Green Veitchii ต้นยังเล็ก ขอบของใบกาบเรียบ
หรือไม่มีหยักเลย ในขณะที่ P. veitchii ตอนต้นอายุน้อย เพิ่งเริ่มมีใบกาบ
เราจะสามารถเริ่มสังเกตุเห็นแฉกได้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่ลึกนัก แต่ปลายแฉกมีแนวโน้มเป็นปลายแหลมแล้ว |
 |
ใน Green Veitchii ต้นที่โตแล้ว จากหลายๆ แห่ง ที่ปลูกเลี้ยงกัน
แม้จะต่างสภาพแวดล้อมกัน แต่ใบกาบยังออกมาเป็นลักษณะแบบเดียวกัน
และที่แน่ๆ คือ แฉกของใบกาบ ต่างกับแฉกของ P. veitchii สายพันธุ์แท้ต้นอื่น
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ สายพันธุ์ต่างๆ ในภาพของ Keith Roger แล้ว
ยิ่งมองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน และนี่คือ เหตุผลที่ทำให้เชื่อว่า
Green Veitchii นี้ อาจจะไม่ใช่สายพันธุ์แท้ของ P. veitchii |
 |
| จากลักษณะของต้นที่โตเต็มที่ของ Green Veitchii
หลายๆ ต้นที่ได้เห็นมา เชื่อว่า ต้น Green Veitchii นี้ เป็นสายพันธุ์ลูกผสม
ซึ่งอาจเป็นลูกผสมของ P. veitchii กับ P. willinckii หรือ P. bifrucatum
และ form อาจจะซ้ำกับ cultivar ที่มีการนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในบ้าน ต้นใดต้นหนึ่ง
ซึ่งจะต้องสืบค้นหากันต่อไป |
เล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ P. veitchii cv. 'Green' สักเล็กน้อย (12 พ.ค. 2551)
ด้วยความที่สงสัยถึงที่มาของสายพันธุ์นี้ จึงได้พยายามสืบเสาะข้อมูล โดยไปสอบถามจากหลายๆ ท่านที่เป็นผู้ปลูกเลี้ยงและสะสมสายพันธุ์เฟินชายผ้าสีดา ทำให้ทราบต่อมาว่า สายพันธุ์นี้ ผู้ที่นำเข้ามาคนแรก ก็คือ ท่าน อ. สุรัตน์ วัณโณ แห่งบ้านก้ามปู จึงได้ไปสอบถามจากท่านอาจารย์เกี่ยวกับที่มาของสายพันธุ์นี้ (มิ.ย. 2549) และท่านอาจารย์ได้เล่าเพียงว่า อาจารย์นำเข้ามานานกว่าสิบปีแล้ว และจำไม่ได้ว่า นำเข้ามาจากประเทศไหน หรือเนอสเซอรี่ไหน และไม่ได้เก็บข้อมูลไว้แล้ว แต่จำได้เพียงเลาๆ ว่า เจ้าของเดิมที่ซื้อเขามานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว และทายาทก็ไม่ได้สนใจที่จะทำกิจการทางด้านต้นไม้ต่อแล้วด้วย แม้จะจำได้ก็ไม่รู้จะไปถามเจ้าของหรือทายาทได้อีกต่อไปแล้วด้วย
เรื่องเล่าของอาจารย์ ช่างบังเิอิญเหมือนกับตำนาน หรือรายละเอียดของ นาย Lemonei ที่ประเทศฝรั่งเศส ที่ผลิตเฟินชายผ้าสีดา นำออกมาจำหน่าย และที่รู้จักกันมากที่สุด คือ P. 'Lemoinei' ที่เชื่อกันว่า เป็นลูกผสมของ P. willinkcii กับ P. veitchii
เหมือนกับว่า สายพันธุ์นี้ มาจากแหล่งเดียวกันเลย ว่างั้นไหมครับ? |
P. veitchii cv. Green This cultivar
name is called by Platycerium collectors in Thailand only. It is
an old cultivar which has been grown for several years. It is originally
known by its name--P. veitchii. In my present opinion (Aug. 2005),
I believe that this cultivar is not a true P. veitchii species but
a hybrid between P. veitchii and P. willinckii or P. bifurcatum.
The features that mark its differences from true P. veitchii are:
at the top edge of its shield fronds, the lobes are wide and shallow
with round tips. The back of the fertile fronds is covered with
white short stellate hairs.
However, this is only my opinion and I need to study this cultivarmore
in the future. |

P. veitchii cv. Silver Frond
[ Image : Pitak ] |
P. veitchii cv. 'Silver Frond' |
| Silver Frond สายพันธุ์นี้ เป็นต้นที่ได้จากการเพาะสปอร์
จากโครงการหลวง ม. เกษตรศาสตร์ และนำต้นออกจำหน่ายครั้งแรก ในงานสวนหลวง
ร. ๙ เมื่อ ธ.ค. ปี 2544 และได้มีผู้นำไปขยายพันธุ์จากหน่อ ออกมาจำหน่ายกัน
จนกระทั่งปัจจุบัน และโครงการหลวงได้นำต้นรุ่นหลังๆ ออกมาจำหน่ายอีกครั้งในปีถัดมา
ในงานเกษตรแฟร์ |

A sporeling at year 2002 |
| แต่เดิม เมื่อตอนที่ทุกคนมีแต่ต้นที่ยังเล็ก และยังมองไม่ออกว่า
เป็นชายผ้าสีดาชนิดใด โดยบางคนเชื่อว่า น่าจะเป็น P.
stemmaria และบางคนเชื่อว่า น่าจะเป็น P.
andinum แต่หลังจากที่ ต้นเหล่านั้นเติบใหญ่ จนกระทั่งมองเห็นลักษณะแท้แล้ว
จึงทำให้เข้าใจกันแล้วว่า เป็นชนิด P. veitchii สายพันธุ์หนึ่ง |
หลังจากที่เราสามารถจำแนกชนิดได้ว่า เป็น P. veitchii
สายพันธุ์หนึ่งแน่นอนแล้ว หลายคนมีคำถามว่า หากเรียก P. veitchii
เฉยๆ ก็จะซ้ำกันกับ P. veithcii ตัวเดิมที่มีอยู่ ('cv. Green') ดังนั้น พวกเราที่นี่ จึงตกลงกันเรียกชื่อสายพันธุ์
จากลักษณะที่ใต้ใบมีขนสีขาวปกคลุมแน่นและหนาฟู และจากชื่อสามัญ "Siver
Staghorn" ของ P. veitchii จึงได้ชื่อสำหรับสายพันธุ์นี้ว่า
"Silver Frond" นั่นเอง
หากพิจารณาเปรียบเทียบกับ P. veitchii ในภาพของ Keith Roger น่าจะใกล้เคียงมากที่สุดกับต้นที่ได้มาจาก
Blackdown Tableland ซึ่งหากจะต้องมีการปรัปปรุงการเรียกชื่อสายพันธุืกันใหม่
จะขอเสนอชื่อเรียกใหม่ว่า P. veitchii cv. "B-Down T-land" |
 |
We here in Thailand got some P. veithcii sporelings
which were grown from spores by a nusery at Kasetsart University
in 2002.
But at that time, the name label for those sporelings was lost,
so we did not know their real species name.
When they grew mature, we found out that the species name of these
sporings is P. veitchii.
But we still did not know its cultivar name since they are not
like the existing P. veitchii cultivar, i.e. P. veitchii
cv. Green, that most of us have in collection.
From the common name of this Platycerium species which is "Silver
Staghorn" and that their fertile fronds are densely covered
with silvery stellate hairs, we, then, made an agreement to call
this cultivar "Silver Frond" to distinguish it from
the existing cultivar --P. veitchii cv. Green (which
might not be true species of P. veitchii in my opinion).
In my opinion, from comparing this Siver Frond cultivar with
the photos of P. veithcii from Keith Roger , I think it looks
like "P. veitchii from Blackdown Tableland" the most. |
 |
P. veitchii cv. "Pumilum"
(cv. name ???)
|
| Pumilum เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งของ P. veitchii ด้วยลักษณะเด่นที่ใบชายผ้า
หรือ ferntile frond แคบและยาว ปลายแฉกลึก แคบและยาวเช่นกัน เนื้อใบหนา
ผิวใบปกคลุมหนาแน่นด้วยขนสีขาว ทั้งสองด้าน โดยเฉพาะด้านล่างขนฟูหนานุ่นมือ
มากกว่า "Silver Frond" |
 |
| เมื่อใบชายผ้าออกมาใหม่ยังโตไม่เต็มที่ ใบเกือบสีขาว
ด้วยมีขนที่ผิวใบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฟูหนา และสีใบจะค่อยๆ เขียวเมื่อใบโตมากขึ้น |
| ชื่อ "Pumilum" เป็นชื่อที่ได้มาพร้อมกัยต้นที่ซื้อมาจากร้านขายต้นไม้แห่งหนึ่งแถวตลิ่งชัน
และเป็นต้นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา เมื่อตอนที่เพิ่งได้ต้นพันธุ์มา
เมื่อป เม.ย. 2545 ตอนนั้นต้นยังเล็ก และยังไม่ทราบชื่อ species
ซึ่งหากมองเผินๆ P. bifurcatum |

[ image : Moo @ Ban Pong ] |
จนกระทั่งเมื่อต้นโตสักหน่อยและเห็นใบกาบได้ชัดเจน
จึงทำให้ทราบว่า เป็น P. veitchii สายหนึ่งนั่นเอง |
| แต่สำหรับชื่อสายพันธุ์ว่า "Pumilum" นี้ ยังไม่สามารถทราบถึงที่มาได้
หรืออีกนัยหนึ่ง อาจเดาได้ว่า เป็นชื่อคนนำเข้ามาตั้งให้เอง หรือจำผิดสับสนกับต้นอื่นที่ชื่อเดียวกัน
ซึ่งก็จำต้องสืบค้นต้นตอ หาที่มาของต้นและชื่อสายพันธุ์เดิม ที่เคยเรียกกัน
ว่าจะเป็น Pumilum หรือไม่ หรือเป็นชื่ออื่นกันต่อไป |
 |
| อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าต้นนี้จะมีชื่อสายพันธุ์ว่าอะไรแน่
แต่ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความสวยงามมากอีกชนิดหนึ่ง อีกทั้งปลูกเลี้ยงง่าย
ไม่ต้องดูแลมาก ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี และโตเร็ว |
For this cultivar, I got one small pup with the
name "Pumilum" from a local merchant in 2002.
I knew only that this cultivar was imported from USA with this
name which the merchant told me.
At that time I did not know the species name of the cultivar.
When the plant grew mature, I knew that it is a form of P. veitchii.
Whatever the name of this cultivar is, it is a very lovely plant
that I am proud of having in my collection. |