|| back


Platycerium wandae
ชื่อสามัญ : Queen of Staghorn

Platycerium wandae เดิมชื่อ P. wilhelminae-reginae มีถิ่นกำเนิดในนิวกีวนี ถือว่า เป็นเฟินชายผ้าสีดาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลนี้ เมื่อโตเต็มที่และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ลักษณะทั่วไป :
คล้ายคลึงและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับ กระโปรงสีดา P. grande, กระเช้าสีดา P. holttumii และ P. superbum แต่ขนาดของ P. wandae ใหญ่กว่ามาก ในขณะที่ใบชายผ้ามีสัดส่วนสั้น เมื่อเทียบกับขนาดของต้น เป็นเฟินชายผ้าสีดาที่เจริญเติบโตเร็ว ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงมาก-ปานกลาง มีความชุ่นชื้นในอากาศสูง ระบบรากมีช่วงแห้งสลับเปียก

P. wandae เป็นต้นเดี่ยว ไม่แตกหน่อใหม่ ต้นใหม่ เกิดจากสปอร์เท่านั้น
(ไม่รวมกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแตกตาข้างเหง้า)

ลำต้นเหง้าเป็นแท่งสั้น ตัวเหง้าฝังอยู่ในต้น มีระบบรากและใบกาบห่อหุ้ม มีเฉพาะตายอดเจริญที่โผล่ยื่นออกมา ปลายยอดเหง้าปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดผอมเรียวยาว และโคนของใบกาบปิดคลุมและเจริญเป็นแผ่นจีบย่นขอบแฉกเป็นฝอย
ใบกาบ sterlie frond : เจริญเติบโตขึ้นด้านบนเป็นตะกร้าและมีขนาดใหญ่ เส้นลายใบเป็นร่างแห เล็กละเอียด จมลง

ใบกว้างได้ถึง 2 ม. ขอบด้านบนของใบหยักลึกมาก ผิวใบขรุขระ ปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาว สีเขียวเข้ม บริเวณตอนล่างของใบกาบ เจริญแผ่ทับใบกาบเก่า และโอบรัดสิ่งมี่ยึดเกาะ ขอบเรียบ ที่ผิวใบส่วนนี้ จะสังเกตเห็นเส้นใยใบ เป็นร่างแหเล็กและลายละเอียด เส้นใบจมลงในผิวใบ ส่วนบริเวณตอนบนของใบกาบ ชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า เส้นใบหลักปูนนูนขึ้นจากผิวใบ ส่วนขอบด้านบน แตกเป็นแฉก 2-3 ชั้น แฉกผอม ปลายมนกลม

 


เส้นลายใบ เป็นร่างแห เส้นใบเล็กละเอียด และจมลงในผิวใบ
ส่วนที่บริเวณตายอด โคนใบกาบเจริญเป็นแผ่นจีบย่น ขอบแฉกเป็นครุยฝอยละเอียด ปิดคลุมรอบตายอด แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงด้วย ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะ จึงจะเห็นครยดังกล่าวได้ชัดเจน
ในกรณีที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชุ่มชื้นสูง ใบกาบของ P. wandae จะงอกออกมาใหม่ อย่างต่อเนื่อง

บริเวณใบกาบตอนล่าง เมื่อยังต้นเล็ก เส้นใบหลักยังไม่ปูดนูนขึ้น แต่เมื่อเจริญเติบโตเป็นต้นใหญ่ จึงจะปูดนูนขึ้นเป็นสันตั้งแต่โคนใบ ดูเหมือนเป็นกระดูกใบ เหมือน P. grande และ P. superbum

ใบกาบ นอกจากทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เ็ป็นตะกร้าคอยดักเศษทรากอินทรีย์วัตถุที่หล่นมาจากข้างบน เพื่อสะสมไว้ใช้เป็นอาหารแล้ว และยังทำหน้าที่ยึดเกาะต้นเอาไว้ด้วย


ที่ตายอด โคนใบกาบแตกแฉกละเอียดเป็นครุย (frills)
ขนาดของ P. wandae เมื่อโตเต็มที่ มีขนาดใหญ่มากกว่า P. superbum ที่โตเต็มที่แล้ว ได้ถึง 3 เท่า
ใบชายผ้า fertile frond : ทิ้งตัวห้อยชายลงมา สั้น ไม่ยาวมากนัก
รูปร่างใบชายผ้าคล้ายคลึงกับ กระเช้าสีดา P. holttumii คือ แบ่งเป็น 2 ชิ้น ชิ้นเล็กอยู่ใกล้โคนก้าน ตำแหน่งอยู่สูงกว่าชิ้นใหญ่ เป็นแผ่นชูกางออกทางแนวราบ รูปจาน ขอบเป็นลอน เรียบไม่แตกแฉก ผิวใบเรียบ ใต้ใบเป็นตำแหน่งที่เกิดอับสปอร์ ส่วนอีกชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ อยู่ระดับล่างลงมา ช่วงโคนเป็นแผ่น ปลายแผ่กว้าง ช่วงกลางเว้า กว้าง ขอบเรียบ หรือเป็นแฉกตื้น ด้านใต้เป็นตำแหน่งที่เกิดอับสปอร์ และสองข้างแตกเป็นแฉกกิ่งเป็นคู่ๆ หลาายชั้น ส่วนแฉกกว้าง ปลายแฉกมน ผิวใบเป็นเงามัน มีขนประปราย
One lobe is elevated and one spore patch is beneath
ใบชายผ้าของ P. wandae ยาวราว ลงมาราว 1 ม. ถือว่าสั้นมาก เมื่อเทียบกับขนาดใบกาบที่ใหญ่มาก
อับสปอร์ : อับสปอร์เป็นแผ่นพืด เกิดใต้ใบชายผ้า 2 ตำแหน่ง
การปลูกเลี้ยง : P. wandae ต้องการความชุ่มชื้นในอากาศมาก และแสงสว่างมาก ทั้งควรจัดเตรียมพื้นที่มากๆ สำหรับต้นที่ เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการให้น้ำ P. wandae ไม่ชอบน้ำปริมาณมากที่ระบบราก ควรปล่อยให้มีช่วงที่ระบบรากแห้งบ้าง การพ่นฝอยละอองน้ำ หรือ การเพิ่มความชุ่นชื้นในบรรยากาศรอบๆ จะช่วยให้เติบโตได้ดี วิธีการดูแล เหมือนกันกับ P. superbum
การขยายพันธุ์ : P. wandae ปกติไม่แตกหน่อ การขยายพันธุ์จึงต้องอาศัยสปอร์เท่านั้น

2 spore patchs beneath each fertile frond.
 
 
Sporeling [ Image : Pik@BKK ]
 

 

|| back