> POLYPODIACEAE > Pyrrosia || Back
สกุล Pyrrosia Mirabel เฟินไพโรเซีย
วงศ์ POLYPODIACEAE



Pyrrosia stigomosa

เฟินสกุลนี้ตั้งขึ้นโดย Mirbel ในปี พ.ศ. 2346

เฟินสกุลนี้เป็นเฟินขนาดเล็กถึงปานกลาง เป็นเฟินเกาะอาศัย ลักษณะทั่วไป มีลำต้นเป็นเถาเลื้อย บางชนิดเหง้าสั้น บางชนิดเหง้ายาว เหง้ามีขนหรือเกล็ด เหง้าแตกเป็นกิ่งก้านสาขา ใบมีก้านกลม ใบรูปหอก หรือยาวคล้ายริบบิ้น แผ่นใบหนา ใต้ใบมักมีขน ด้านหน้าใบมีสีเขียว ปกคลุมด้วยขนสีเทาอ่อน ดูเหมือนแผ่นสักหลาด ใต้ใบมีอ่อนกว่า อับสปอร์รูปกลม หรือรูปรียาว มีขนรูปดาวรอบอับสปอร์ ไม่มีเยื่ออินดูเซีย เรียงตัวเป็นแถวเดี่ยวหรือ หลายแถว อยู่ทั้งสองข้างของเส้นใบหลัก หรือติดกันเป็นแผ่น สปอร์จะเกิดเพียงบางส่วนของใบ ไม่กระจายทั่วทั้งหมด บางชนิดอับสปอร์จมฝังลงในแผ่นใบ

เป็นเฟินที่ต้องการแสงแดดถึงแดดรำไร ความชื้นสูง น้ำปานกลาง ระบายน้ำดี อากาศถ่ายเทสะดวก สามารถปลูกในกระเช้าแขวน กระถางตั้ง บนตอไม้ หรือแม้กระทั่งพื้นดินก็ได้ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะสปอร์หรือแยกเหง้า

เฟินสกุลนี้มีอยู่ถึง 100 ชนิด กระจายอยู่ในเขตร้อนของเอเชีย และขยายไปถึงอาฟริกาและอเมริกาใต้ ในประเทศไทยค้นพบมีราว 19 ชนิด ตัวอย่างเฟินในสกุลนี้ ได้แก่


จำแนกชนิด / Key to the species
1a Sori round or oblong, distinct, usually dispersed on the soriferous laminae beneath, without peculiar marginal lips.
กลุ่มอับสปอร์รูปร่างกลม หรือรูปขอบขนาน มองเห็นได้ชัดเจน ปกติเกิดกระจายอยู่ใต้ใบสปอร์ without peculiar marginal lips.
2
1b Sori continuous in one row at half way between midribs and margin of laminae or interupted, protected when young by the peculiar margin lip of laminae
อับสปอร์ เป็นแถวเนื่อง หรือมีเว้นระยะ จัดเรียงตัวเป็นแถวเดียว อยู่กึ่งกลางระหว่างแกนกลางใบกับขอบใบ เมื่อใบยังอ่อน มี peculiar margin lip ของใบ ปกป้องอับสปอร์
P. angustissima
     
2a Frond typically dimorphic with longer fertile fronds
ใบมีสองแบบ ใบสปอร์มีขนาดยาวกว่าใบปกติ
3
2b Fronds not or hardly dimorphic
ใบมีแบบเดียว หรือแทบไม่แตกต่างระหว่งใบปกติกับใบสร้างสปอร์
4
     
3a Sterlie laminae almost circular to broadly oblong, 1.5-2.5 cm long
ใบปกติส่วนมากรูปร่างกลมหรือขอบขนานกว้าง ขนาดยาง 1.2-2.5 ซม.
P. nummularifolia
3b Sterlie laninae oblong or broadly, 3-6 cm long
ใบปกติรูปขอบขนาน ขนาด 3-6 ซม.
P. adnascens
     
4a Sori small, usually in more than one rows at each side of midrib
กลุ่มอับสปอร์ขนาดเล็ก จัดเรียงตัวมากกว่า 1 แถวแต่ละข้างของแกนกลางใบ
5
4b Sori large, in one regular row at each side of midrib
กลุ่มอับสปอร์ขนาดใหญ่ จัดเรียงตัวเป็นแถวเดียวแต่ละข้างของแกนกลางใบ
P. angustata
     
5a Upper surface of laminae lacking any hydrathodes
ผิวใบด้านบนไม่มีรูหยาดน้ำค้าง
6
5b Upper surface of fronds with distinct hydrathodes
ผิวใบด้านบนมีรูหยาดน้ำค้างชัดเจน
10
     
6a Rhizome-scales linear or lanceolate , shaggy. Fronds up to 25 cm long
เกล็ดที่เหง้่ารูปยาวหรือรูปหอก ปกคลุมแน่น ขนาดใบยาวได้ถึง 25 ซม.
7
6b Rhizome-scales oblong-ovate, appressed. Fronds 20-50 cm long
เกล็ดทีี่เหง้ารูปขอบขนานถึงรูปไข่ แนบติดกับผิวเหง้า ใบยาว 20-50 ซม.
P. longifolia
     
7a Fronds subglabrous or very sparsely hairy, fertile fronds more or less taller than sterile ones; fronds usually more than 1.5 cm board
ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หรือมีขนประปราย ใบสปอร์มักยาวกว่าใบปกติ ปกติใบกว้างมากกว่า 1.5 ซม.
8
7b

Fronds densely hairy beneath, not dimorphic; frond up to 2 cm board
ด้านใต้ใบมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบปกติเหมือนใบสปอร์ ใบกว้างได้ถึง 2 ซม.

9
     
8a Stipes 1-4 cm long, sparsely hairy; midrib drak brown
ก้านใบยาว 1-4 ซม. มีขนประปราย แกนกลางใบเป็นสีน้ำตาลเข้ม
P. varia
8b Stipes less than 1 cm long, densely hairy; midrib stramineous to pale green or rarely dark
ก้านใบยาวน้อยกว่า 1ซม. ปกคลุมแน่นด้วยขน แกนกลางใบสีฟางถึงสีเขียวซีด น้อยมากที่เป็นสีเข้ม
P. nuda
     
9a Upper surface of fronds hairy. Rhizome-scales hairy at margin of apical portion
ผิวใบด้านบนมีขน เกล็ดที่เหง้าบริเวณส่วนปลายเหง้าเป็นขน
P. lanceolata
9b Upper surface of fronds subglabrescent. Rhizome-scales enire
ผิวใบด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง เกล็ดที่เหง้าขอบเรียบ
P. floccigera
     
10a Laminae linea-lanceolate to narrower, up to 2 cm broad. Rhizome short-creeping, bearing fronds more or less closely; veins hardly visibile
ใบรูปยาว-รูปหอก แคบ กว้างได้ถึง 2 ซม. เหง้าเลื้อยสั้น ใบออกถี่ เส้นใบมองเห็นไม่ชัดเจน
11
10b Laminae oblong or oblong-lanceolate, up to 3 cm more board; lateral main veins more or less distinct
ใบรูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้างได้ถึง 3 ซม. หรือกว้างกว่า เส้นใบพอมองเห็นได้บ้าง
13
     
11a

Rhizome-scales hairy to lacerate at least at apical half, commonly bi-coloured with blackish center and brown edges
เกล็ดที่เหง้าเป็นขนหรือแหว่งเว้าที่ส่วนปลาย บริเวณกลางสีดำ ขอบสีน้ำตาล

12
11b Rhizome-scales entire, concolorously dark brown
เกล็ดที่เหง้า ขอบเรียบ เป็นสีน้ำตาลเข้มทั้งหมด
P. mannii
     
12a Laminae linear, typically up to 7 (or exceptionally up to 10) mm broad; lower surface densely covered with appressed grey hairs and rather sparsely with short-armed stellate hairs
ใบรูปยาว กว้าง 7 (อาจได้ถึง 10) มม. ผิวใบด้านใต้ปกคลุมแน่นด้วยขนสีเทาและมีบ้างที่มีขนแบบ short-armed stellate hairs
P. tonkinensis
12b Laminae oblanceolate, usually up to 1.2 (or rarely up to 1.7) cm boards; lower surface densely covered with brown stellate hairs
ใบรูปขอยขนานแกมรูปหอก ปกติกว้างได้ถึง 1.2 ซม. (หรืออาจถึง 1.7 ซม. แต่น้อย) ผิวใบด้านล่างปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาวสีน้ำตาล
P. mollis
     
13a Rhizome short-creeping, bearing fronds close together
เหง้าเลื้อสั้น มีใบออกถี่
14
13b Rhizome long-creeping, bearing distant fronds
เหง้าเลื้อยาว มีใบออกห่าง
17
     
14a Lower surface of fronds covered with closely interlocking stellate hairs. Small sori less than 1 mm diam., covered the under surface of laminae nearly to the margin
ผิวใบด้านล่างปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาวพันกัน กลุ่มอับสปอร์ขนาดเล็กกว่า 1 มม. กระจายอยู่แน่นใต้ใบเกือบถึงขอบใบ
15
14b Lower surface of fronds covered with loose stellate hairs.Sori large, about 2mm diam., covered the apical part of the under surface of lamiae leaving marginal sterile portion
ผิวใบด้านล่างปกคลุมด้วยขนรูปดาวอยู่ห่างกัน อับสปอร์ขนาดใหญ่ได้ถึง 2 มม. กระจายอยู่ที่ส่วนปลายของใบ ไม่ถึงริมขอบใบ
P. penangiana
     
15a Stipes more or less distinct. Laminae lanceolate or oblanceolate, the base cuneate to narrowly so
มีก้านใบพอมองเห็นได้ ใบรูปหอก หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก โคนใบรูปลิ่มถึงสอบแหลม
16
15b Stipes usually indistinct, winged throughout with decurrent base of laminae. Laminae boardly spathulate or oblanceolate.
ก้านใบปกติมองเห็นไม่ชัด เป็นสันต่อกับครีบที่ดคนใบ ตัวใบกว้าง รูปใบพายอย่างกว้าง หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก
17
     
16a Laminae subquadrangular to boarly spathulate, acute to rotundate at apex, rather suddenly cuneage at base.
ใบรูปกึ่งสี่เหลี่ยม ถึงรูปใบพายอย่างกว้าง ปลายใบมนกลม โคนใบรูปลิ่มแคบ
P. flocculosa
16b Laminae lanceolate, attenuately acuminate at apex, cuneate at base
ใบรูปหอก ปลายสอบแหลม โคนรูปลิ่ม
P. stigmosa
     
17a Laminae oblong-lanceolate to oblong with acuminate apex and caudate base
ใบรูปขอบขนานถึงรูปหอก ปลายแหลม โคนรูปลิ่ม
P. lingua var lingua
17b Laminate ovate-oblong to elliptic with rotundate apex and round or shortly cuneate base
ใบรูปไข่-ขอบขนาน ถึงรูปรี ปลายมนกลม โคนมนหรือรูปลิ่ม
P. lingua var. hetteractic
     


Pyrrosia adnascens (Sw.) Ching.
ชื่ออื่น : เจ้างูเขียว ผักปีกไก่

ชื่อ adnascens มาจากคำว่า ad+nascens ( ad=to, towards, near และคำว่า nascens, nascor = to be born; grow from; descend from) รวมความว่า growing on or to

เฟินชนิดนี้เป็นเฟินเกาะอาศัยขนาดเล็ก ตามต้นไม้ หรือโขดหิน บริเวณที่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ และได้รับแสงแดดเพียงรำไร ในที่มีความชื้นสูง ที่ระดับความสูงไม่มาก และถึง 1,000 ม. MSL. พบทั้งในป่า และตามต้นไม้ หรือสวนผลไม้ในหมู่บ้านเก่า ที่มีความชุ่มชื้นดี

ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยยาว ตัวเหง้าเป็นเส้น เส้นผ่าศูนย์กลางราว 1-2 มม. เล็กและแข็ง สีน้ำตาลเข้ม มีขนปกคลุมตลอดความยาวเหง้า
ใบออกจากเหง้าห่างกันราว 1-3 ซ.ม. ตัวใบหนาอวบ มองไม่เห็นเส้นใบ เส้นใบเป็นร่างแหจรดโค้งเข้าหากัน
ใบมี 2 แบบ ใบที่ไม่มีสปอร์จะมีก้าน ยาว 1 ซ.ม.โคนก้านมีเกล็ด ใบรูปหอก ปลายใบกลมและค่อยๆ สอบแหลม ปกติมีขนาด 6 : 1.7 ซ.ม. แต่อาจยาวได้ถึง 15 ซ.ม. และกว้างได้ถึง 1.8 ซ.ม. แกนกลางใบ ด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนขึ้น ผิวใบด้านบนมีขนรูปดาวประปราย ผิวด้านปกคลุมหนาแน่นด้วยขนรูปดาวและส่วนกลางกลุ่มขนเป็นสีน้ำตาล
ใบที่มีสปอร์ยาวได้ถึง 20 ซ.ม. กว้าง 1.5 - 2 ซ.ม. และก้านใบยาวได้ถึง 4ซ.ม. ทั้งก้านแบะตัวใบ มีขนาดยาวกว่าใบปกติที่ไม่มีสปอร์ ปลายใบสอบแหลม
กลุ่มอับสปอร์เกิดทางด้านปลายใบและกระจายมาตามขอบใบ โดยเว้นช่องว่าง เส้นกลางใบ ทำให้ดูเป็นรูปตัว V อับสปอร์อยู่ใกล้กัน เมื่อยังอ่อนมีขนรูปดาวปกคลุมแน่น

Pyrrosia adnascens บนต้นปาล์มน้ำมัน
[ Image : Moo ]
เฟินชนิดนี้ กระจายพันธุ์ทั่วไปในป่าเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่ อินเดีย จีนตอนใต้ ไต้หวัน ลงมาถึงไทยและมาเลเซีย โพลีนีเซีย ในบ้านเรา พบทั่วไปทุกภาค

เฟินชนิดนี้ปลูกเลี้ยงได้ง่าย เลี้ยงเป็นไม้กระถางแขวนประดับได้ดี หรือปลูกเกาะติดต้นไม้ ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ

Pyrrosia angustata (Sw.) Ching

ชื่อเฟิน angustata แปลว่า narrowed

เฟินชนิดนี้ ในธรรมชาติมักพบเกาะอาศัยอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่ บริเวณที่มีร่มเงา และำำได้รับแสงแดดเพียงพอ ในป่าโปร่ง หรือตามต้นไม้ตามหมู่บ้านในชนบท พบที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ไม่สูงมาก

ลักษณะทั่วไป :
เหง้า : แข็ง เลื้อยยาว ขนาดเหง้าเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.4-2.6 ม.ม. ใบออกห่าง ช่วง 2-7 ซ.ม. เหง้ามีเกล็ดปกคลุมแน่นตลอดเหง้า เกล็ดแนบหรือลู่ รูปหอกแกมรูปไข่ มีสองสีมองเห็นได้ชัด ส่วนโคนสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ปลายสีน้ำตาลซีดถึงสีฟาง โคนเกล็ดขอบเรียบ ส่วนบนขอบเป็นขน กางออก เกล็ดหลุดร่วงง่าย ขนาดเกล็ด 5:0.7 มม.


Fronds - thick, leatherly, upper surface glabrescent, w/o hydathodes
เฟินชนิดนี้มีใบ 2 แบบ (dimorpic) ใบปกติไม่สร้างสปอร์ กับใบสร้างสปอร์ ซึ่งใบสร้างสปอร์มีรูปร่างผอมเรียวยาวและก้านยาวกว่าในใบปกติ

Rhizome long creeping, 1.5 mm. dia. hard and densely scaly throughout
ก้านใบ : ใบปกติ ก้านใบยาว 5-12 ซ.ม. ผิวสีน้ำตาล ผิวเกลี้ยง ใบที่สร้างสปอร์ ก้านใบยาวได้ถึง 15 ซ.ม.

ตัวใบ : รูปหอกอย่างแคบ ขนาดใบ กว้าง ได้ถึง 3 ซ.ม. ยาวได้ถึง 30 ซ.ม. ปลายใบแหลม ปลายสุดเป็นติ่งแหลมยาว ส่วนโคนใบเป็นรูปลิ่ม และต่อเป็นครีบลงไปอีกเล็กน้อย ขอบใบเรียบ บางส่วนม้วนพับไปด้านหลังใบ แกนกลางใบเป็นสันนูนขึ้นทั้งสองด้านอย่างเห็นได้ชัด ด้านบนเป็นร่องเล็กน้อย เส้นใบจรดโค้งเข้าหากันเป็นร่างแหรูปร่างซ้ำๆ แผ่นใบหนาเหมือนแผ่นหนัง หนา 0.5-1.5 มม. ผิวใบด้านบนเกือบเกลี้ยง ไม่มีรูหยาดน้ำค้าง ผิวใบด้านล่างปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาวสีซีด with shorter arms


lower surface densely covered with pale stellate hairs

ใบที่สร้างสปอร์ ก้านใบยาวกว่าและผอมเรียวยาวกว่าใบปกติที่ไม่สร้างสปอร์ กลุ่มสปอร์เกิดใต้ใบ ตั้งแต่ปลายใบลงไปถึงครึ่งหนึ่งของความยาวใบ

อับสปอร์ : เป็นกลุ่มใหญ่ ขนาด 10 : 4 มม. จัดเรียงตัวเป็น 1 แถว ทั้งสองข้างของแกนกลางใบ ตั้งแต่ปลายใบไปถึงครึ่งของความยาวใบ กลุ่มสปอร์เกิด 1 กลุ่มในแต่ละช่องว่างของร่างแหเส้นใบที่จรดโค้งเข้าหากัน ปกติอับสปอร์จมลงในเนื้อใบเล็กน้อย และปูดนูนขึ้นทางด้านหน้าใบ


Sori - appearing raised on upper surface
เฟินชนิดนี้กระจายพันธุ์ตั้งแต่ ไทย มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฮ่องกง โมลุกกะ นิวกีวนี

ในไทย มีรายงานพบทางภาคใต้ ที่ ยะลา ปัตตานี

การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้ปลูกเลี้ยงและดูแลง่าย ใช้เครื่องปลูกด้วยวัสดุโปร่ง ระบายน้ำได้ดี เก็บความชื้นได้นาน ต้องการแสงแดดรำไร ช่วงเช้า-สาย หรือหลังบ่ายคล้อยไปแล้ว ปกติในหน้าแล้งให้น้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมชุ่มชื้นมากหรือน้อย


Sori - usually sunk in shallow hollows

การขยายพันธุ์ : การตัดแบ่งเหง้าไปชำ หรือเพาะจากสปอร์

Pyrrosia floccigera (Blume.) Ching

ชื่อ floccigera มาจากคำว่า flocc+i+gera
คำว่า flocc = a lock of wool หมายถึง ปอยผม หรือปอยผมสัตว์ และคำว่า gera มาจากคำว่า gero = to carry, bear, wear
รวมความแปลว่า ปกคลุมด้วยปอยขน หรือมีขนปกคลุมแน่น


Rhizome-scales hairy at margin of apical portion
เฟินชนิดนี้เป็นเฟินเกาะอาศัย อยู่ตามต้นไม้ หรือตามโขดหินที่ชุ่มชื้น บริเวณที่มีร่มเงาและ่ได้รับแสงสว่างเพียงพอ หรือแสงแดดรำไร บรรยากาศมีความชุ่มชื้นสูง อยู่บนป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงปานกลาง 1,000 m. MSL ขึ้นไป
ลักษณะทั่วไป เฟินเกาะอาศัย ขนาดเล็ก-ขนาดกลาง เหง้าเลื้อยยาว สีน้ำตาลเข้ม ถึงเกือบดำ ขนาด dia. 1-2 ม.ม. มีใบออกห่างกัน 1-5 ซ.ม.

Scaly at base of stipes
มีเกล็ดปกคลุมแน่นตลอดความยาวเหง้า เกล็ดเป็นรูปหอก ยาว 5 ม.ม. ปลายเป็นหางแหลม โคนเกล็ดกว้าง 0.7 ม.ม.
บริเวณกลางเกล็ดสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลอ่อน ขอบเกล็ดเป็นขน
ที่บริเวณเหง้าแก่หรือโตเต็มที่ ส่วนปลายแหลมของเกล็ดหลุดหาย เหลือแต่ส่วนกลางถึงโคนติดแนบอยู่กับเหง้า


old rhizome
ก้านใบ ก้านกลม ยาว 2-5 ซ.ม. สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม โคนก้านมีเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม ปกคลุมรอบโคน ผิวก้านเกือบเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุมหนาแน่น

ใบ
ตัวใบรูปแถบยาวถึงรูปหอก ขนาด 25 : 0.8-1.25 ซ.ม. ค่อยสอบแคบทั้งปลายใบและโคนใบ
แกนกลางใบมองเห็นได้ชัดเจนและนูนขึ้นด้านล่าง เส้นใบมองเห็นได้ยาก มีเส้นใบจรดโค้งเข้าหากันเป็นร่างแห ผิวหน้าใบเกือบเกลี้ยง ด้านใต้ใบปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาวสีขาวถึงสีน้ำตาลอ่อน ใบแก่อาจมีขนน้อยกว่าถึงกือบเกลี้ยง
ตัวใบเป็นแผ่นหนังหนาและแข็ง ขอบใบม้วนพับ ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีอ่อนกว่า

อับสปอร์
รูปกลม มองเห็นได้ชัดเจน กระจายคลุมหลังใบบริเวณส่วนปลาย บางครั้งอาจกระจายเกือบเต็มแผ่นใบ และมีขนปกคลุม
เฟินชนิดนี้ กระจายพันธุ์ตั้งแต่ จ. ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี นครศรีธรรมราช ตรัง และลงไปถึงมาเลย์ด้านตะวันตก ฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะชวา


Pyrrosia heterocarpa ที่ร้าน Amazon ตลาดคำเที่ยง
[ Image : Bank ]
Pyrrosia heterocarpa (Blume) Blume

heteroparpa มาจากคำว่า heteros+o+carpos (heteros = the other, one of two, the second; different, another kind, o = คำเชื่อมระหว่างคำ ลาตินกับกรีก, carpos = fruit) รวมความหมายถึง differing fruit
ลักษณะใบรูปหอก ปลายแหลมสอบเข้า ก้านยาว ช่วงใบเกิดห่าง ใบหนา ใต้ใบมีขนสีน้ำตาล เฟินชนิดนี้พบบริเวณภาคใต้ตอนล่าง

Pyrrosia lanceolata (L.) Farw.
เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย มีลักษณะใกล้เคียงกับ P. adnascens และคล้าย P. nuda หรือ P. varia
ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 มม. มีใบออกห่างกัน 2-5 ซม. มีเกล็ดปกคลุมตลอดเเหง้า เกล็ดรูปหอก ปลายสอบแคบลง ขนาด 7 : 1.2 มม. ส่วนกลางสีน้ำตาล ขอบสีอ่อนกว่า ส่วนปลายเหง้ามีขนปกคลุมแน่น
ก้านใบ สั้นมาก ยาว 2 มม. โคนก้านมีขนปกคลุมแน่น
ใบ รูปยาวถึงรูปหอก สอบแหลมเล็กลงทั้งที่ส่วนปลายและส่วนโคนของใบ ขนาดใบยาว 5-13 ซม. กว้าง 5-8 (หรือถึง 13) มม. เส้นกลางใบมองเห็นได้ชัดทั้งด้านบนและด้านล่าง ไม่นูนขึ้น เส้นใบมองเห็นไม่ชัด anastomosing coriaceous เนื้อใบหนา ผิวใบทั้งสองด้านปกคลุมแน่นด้วยขน
อับสปอร์ รูปกลม ปกคลุมอยู่ใต้ใบบริเวณส่วนปลายใบ
เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย จันทบุรี ตราด

Pyrrosia lingua (Thumb.) Farw. var. lingua
ชื่อสามัญ : Tongue Fern, Japanese Felt Fern
ชื่ออื่น : ลิ้นกุรัม

ชื่อ lingua แปลว่า ลิ้น หมายถึง ลักษณะของใบที่เหมือนลิ้นนั่นเอง
และตรงกับชื่อท้องถิ่นในไทย แถบตะวันออกที่เรียกว่า ลิ้นกุรัม
(กุรัม คืออะไร??)


Sclaly throughout, especially in young portion of rhizome
เฟินลิ้นกุรัม เป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ หรือตามโขดหินที่มีเศษซากอินทรีย์วัตถุและใบไม้แห้งทับถม ในบริเวณที่เปิดโล่ง ที่มีร่มเงาและได้แสงสว่างเพียงพอ เช่น ใต้ร่มต้นไม้ตามหน้าผา และอยู่ในป่าดิบชื้น

Stipe scaly at base, densely hairy throughout
ลักษณะต้นทั่วไป เหง้าเลื้อยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3.5 มม. ใบออกห่างกัน 2-5 ซม. มีเกล็ดปกคลุมตลอดเหง้า
เกล็ดที่เหง้า มีทั้งที่แนบติดกับเหง้า และเกล็ดที่กางออก มีมากโดยเฉพาะบริวณปลายยอดเหง้าอ่อน เกล็ดมีรูปร่างกึ่งสามเหลี่ยมอย่างแคบ ค่อยๆ สอบแหลมสู่ปลาย ขนาดเกล็ด 7 : 1.2 มม. ขอบเกล็ดเรียบ บริเวณโคนสีเกือบดำ และบริเวณริมขอบน้ำตาล ที่ปลายสุดของเกล็ดบริเวณริมขอบมีขนย้อน
ก้านใบ ยาวได้ถึง 30 ซม. โคนก้านมีเกล็ดหุ้ม รูปร่างเหมือนเกล็ดที่เหง้า ตลอดก้านปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล

densely covered with dense mat of stellate hairs
ใบ รูปขอบขนาน ถึงขอบขนาน-รูปหอก ปลายแหลม โคนใบมนกลม-กึ่งป้าน หรือเป็นครีบเล็กๆ ขนาดใบ 10-50 : 3-7 ซม.
แกนกลางใบและเส้นใบหลักมองเห็นได้ชัดเจน และนูนขึ้นด้านใต้ใบ มีเส้นใบย่อยจรดโค้งเข้ากัน แต่มองเห็นได้ยาก เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนังและแข็ง ผิวใบด้านบนมีขนรูปดาวกระจัดกระจาย หรือผิวเกือบเกลี้ยง มีรูหยาดน้ำค้างกระจายทั่ว ผิวใบด้านล่างปกคลุมแน่นด้วยขนรูปดาว สีเทาและติดกันแน่นเป็นแผง มองเห็นได้ชัดเจนในใบอ่อนที่ยังโตไม่เต็มที่
dense stellate hairs distinct in young frond

ใบสปอร์ ผอมเรียวกว่าหรือแคบกว่าใบปกติเล็กน้อย หรือแทบไม่แตกต่างหากไม่สังเกตุ


Fertile frond, taller and narrower than sterile frond

กลุ่มอับสปอร์ รูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มม. มองเห็นได้ชัดเจน
กระจายปกคลุมอยู่ทั่วหลังใบ หรืออย่างน้อยส่วนบนของหลังใบ และมีเว้นช่วงบริเวณเส้นใบด้านข้าง มีขนรูปดาวล้อมกลุ่มอับสปอร์ แต่ไม่ได้อยู่รวมกัน
เฟินลิ้นกุรัม กระจายพันธุ์อยู่ใน อินเดีย จีนตอนใต้ ตอนเหนือของเวียดนาม ในไทย มีพบที่ เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก เลย นครนายก จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง
การปลูกเลี้ยง เฟินลิ้นกรัมเป็นเฟินที่มีใบสวยงามน่ามองอีกชนิดหนึ่ง ปลูกเลี้ยงไม่ยาก ปกติไม่ชอบให้ระบบรากแฉะนานๆ ใช้เครื่องปลูกระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้นาน และมีอินทรีย์วัตถุมาก ต้องการแสงแดดรำไร - แดดปานกลาง
Pyrrosia lingua มีหลากหลายสายพันธุ์ ที่นิยมปลูก (cultivars) แต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันที่ลักษณะการแฉกของใบ

P. lingua cv. 'Cristata'
or Obake pyrrosia
[ Image : Bank ]

P. lingua cv. 'Monsterifera'
or Lacerate pyrrosia
คลิกที่นี่ ดู [ ข้างหลังภาพ ]

P. lingua cv. Variegated
ใบด่าง

Pyrrosia lingua var. heteractis (Mett. ex Kunh) Hovemkamp
synonym
: P. heteractis (Mett. ex Kuhn) Ching, Bull. Chin., P. eberhardii (H. Christ)
ชื่ออื่น : ลิ้นกุรัม, กูดอ้อมลิ้นกุรัม , shi wei (จีน)

ชื่อ heteractis มาจากคำว่า heter + actis
้ำ(heter=another kind, actis=ray, beam, light)
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ หรือโขดหิน ในป่าดิบชื้นบนภูเขาสูง ที่ระดับความสูง 1000-2000 m. MSL


เหง้าเป็นเถาเลื้อยยาว มีใบออกห่างกัน 1.5-5 ซม. ขนาดเหง้าเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มม. มีเกล็ดปกคลุมตลอดเหง้า

เกล็ดที่เหง้ากางออก รูปหอก หรือขอบขนาน-รูปหอก ขนาด 5:1.5 มม. มีสีดำสีเดียว หรือบางครั้งพบ สีน้ำตาลเข้มกว่าบริเวณกลางเกล็ด
ก้านใบ ยาว 3-10 ซม. กลม โคนก้านปกคลุมแน่นด้วยเกล็ดแบบที่เหง้า ตลอดก้านปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล และยังมีเกล็ดยาวสีดำด้วย
ใบ รูปไข่-รูปหอก ถึงรูปรี ปลายใบมน โคนมน หรือรูปลิ่มอย่างสั้น ขนาดใบ 8-16 : 4.5 ซม. ใบสปอร์ีรูปร่างแทบไม่แตกต่าง กับใบปกติ อาจเพียงผอมยาวกว่าเล็กน้อย
ใบปกติ เป็นแผ่นหนา มองเห็นแกนกลางใบและเส้นใบหลักได้ชัดเจนทั้ง 2 ด้าน

แกนกลางใบด้านล่างนูนขึ้น เส้นใบย่อยมองเห็นได้ยาก มีเส้นใบเป็นร่างแห ขอบใบมักม้วนพับลง ผิวหน้าใบเกือบเกลี้ยง หรือมีขนรูปดาวอยู่ประปราย และมีรูหยาดน้ำค้างสีน้ำตาลกระจัดกระจาย ผิวใบด้านล่างปกคลุมแน่นด้วยขน 2 ชนิด คือ ขนสีเทาที่ปกคลุมแน่นและขนรูปเหมือนท่งเข็ม

อับสปอร์ รูปกลม เม็ดใหญ่ มองเห็นได้ชัด จัดเรียงตัวแน่นอยู่เต็มหลังใบ มีเว้นช่วงห่างบริเวณเส้นใบหลักด้านข้างแกนกลาง

เฟินชนิดนี้ กระจายพันธุ์อยู่ใน แถบหิมาลัย แคว้นอัสสัม ตอนเหนือของพม่า ตอนใต้ของจีน ในบ้านเรา มีรายงานพบที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก และต้นในภาพ พบที่ ราชบุรี

ในประเทศจีน มีการนำเฟินชนิดนี้ไปสกัดตัวยาสำหรับบำบัดอาการขัดเบา ไตพิการ โรคโกโนเรีย แก้อาการไอและขับเสมหะดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ shi wei plant



สะโมง Pyrrosia longifolia
[ Image : Chatt ]
Pyrrosia longifolia (Burm. f.) C. V. Morton
ชื่ออื่น : สะโมง

ชื่อ longifolia มาจากคำว่า longus+i+florus (longus = long; extended, i เชื่อมคำภาษาลาติน, florus, floreo = to bloom, to flower ) รวมความหมายถึง long flowered หรือ กอพุ่มใบยาว
พบบริเวณป่าชายเลนทางภาคใต้ โดยเฉพาะทางด้านทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนองลงไปถึงจังหวัดพังงา กระบี่ และสตูล
นอกจากนี้ยังมีเฟินชนิดนี้ สายพันธุ์จาก ตปท. เป็นเฟินที่สวยงามและน่าสนใจอีกหลายตัว ได้แก่


[ Image : Bank ]
Pyrrosia longifolia (Burm. t.) Morton var. crestata
ชื่ออื่น : เฟินเขากวางไพโรเซีย (ขื่อทางการค้า)
ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์หนึ่ง กระจายพันธุ์อยู่ในไทย มาเลเซีย ลงไปถึงโพลินีเซีย และออสเตเรียเขตศูนย์สูตร เป็นเฟินเกาะอาศัย มีเหง้าเส้นเล็กคล้ายเชือก มีเกล็ดสีดำประปราย เลื้อยเกาะไปตามผิวที่เกาะอาศัย ใบเป็นแถบยาว แยกเป็น 2 แฉกหลายครั้ง ใบหนา ด้านหน้าใบเป็นเงามัน ใต้ใบสีเขียวอ่อนและด้าน ขอบใบพับลง


[ภาพ : CHATT]

P. longifolia var. ชนิดนี้ มีชื่อทางการค้าว่า เฟินเขากวางไพโรเซีย หรือ เฟินนิ้วมือ
เหง้าเส้นเล็กคล้ายเชือก สีน้ำตาลเกือบดำ มีขนหรือเกล็ดประปราย ใบหนา ผิวหน้าเป็นเงามัน ห้อยสยายลง ปลายใบแยกเป็นแฉก หลายครั้ง กางออกดูคล้ายกางมือ

การปลูกเลี้ยง : เหมาะกับการปลูกในกระเช้าแขวน หรือเลี้ยงติดตอไม้แขวน ดูเป็นธรรมชาติ ชอบแสงรำไรถึงแสงมาก เครื่องปลูกโปร่งระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้นาน ชอบอากาศถ่ายเทสะดวก ต้นที่เลี้ยงในสภาพแสงน้อย ใบบางและแฉกจะยาวยืด ในตรงกันข้าม หากเลี้ยงแสงมากและความชื้นดี ใบจะสั้น หนาและแฉก มากและสั้น

Pyrrosia mollis (Kunze) Ching
ชื่ออื่น : กูดหมาก (เชียงใหม่)
เป็นเฟินเกาะอาศัย มีเหง้าเลื้อยสั้น ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางราว 3 มม. มีเกล็ดเป็นแผ่นบางปกคลุมทั่ว
ใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน หรือรูปหอกกลับ กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 3-5 ซ.ม. ปลายเรียวเป็นเส้น โคนใบสอบเรียว แผ่นใบหนา มีขนรูปดาวประปรายหรีออาจไม่มีขน มีรอยบุ๋ม ที่เรียกว่า รูหยาดน้ำค้าง กระจายอยู่ทั่วแผ่นใบ
ด้านล่างใบปกคลุมด้วยขนรูปดาว เส้นใบไม่ชัดเจน ก้านใบไม่ชัดเจน โคนใบแผ่ปีกถึงโคนก้านใบ

สปอร์ : อับสปอร์เป็นเม็ดกลม อยู่ใกล้กัน และกระจายทั่วด้านล่างของแผ่นใบจากส่วนกลางใบถีงปลายใบ อับสปอร์ไม่มีเยื่อหุ้มอินดูเซีย

การกระจายพันธุ์ : ศรีลังกา แถบเทือกเขาหิมาลัย จีนทางตะวันตกเฉียงใต้ พม่าตอนเหนือ และภูมิภาคอินโดจีน ในบ้านเราพบที่ ภาคเหนือตอนบน หนองคาย พบขึ้นอยู่รวมกับมอสบนต้นไม้ใหญ่ในป่าดิบเขา บนพื้นที่สูง 1,000-2,000 ม. MSL

Pyrrosia nummularifolia (Sw.) Ching.
ชื่ออื่น : Creeping Button fern, กูดฮอกเบี้ยไม้

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย เกาะอยู่ตามเปลือกลำต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน ในป่าดิบชื้นทุกระดับชั้น ตอนล่างของป่า ลักษณะทั่วไป มีเหง้าเลื้อยยาว เหง้าเป็นเส้นผอมกลม ยาวเหมือนเส้นเชือก ใบมี 2 แบบ คือ ใบปกติ ที่ไม่สร้างสปอร์ มีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 1.5 ซ.ม. แผ่นหนา อวบน้ำ ผิวเป็นมันเงา ผิวใบมีรูหยาดน้ำค้างกระจายทั่ว มีก้านใบสั้นๆ ส่วนใบอีกแบบ fertile frond เป็นใบที่สร้างสปอร์ มีลักษณะผอมยาวกว่าใบปกติ ปลายใบมนกลม อับสปอร์ เป็นกลุ่มอยุ่ที่ริมขอวใบ ตั้งแต่ปลายไปเกือบสุดโคน ไม่มีเยื่อินดูเซียม
กาญจนบุรี ภาคใต้




Pyrrosia nummularifolia


[Courtesy of "Puenmai Ka"]

Pyrrosia piloselloides (Linn) Price
Synonym : Drymoglossum piloselloides
ชื่ออื่น : เกล็ดนาคราช กีบม้าลม มันเหี้ย, Dragon scale

เฟินเกาะอาศัย ขนาดเล็ก เหง้าเล็กคล้ายเชือก มีเกล็ดปกคลุม เลื้อยได้ยาว ใบหนา อวบน้ำ ผิวใบเป็นมัน รูปรีถึงค่อนข้างกลม มองดูล้ายกระดุม ใบสปอร์มีรูปร่างยาวแคบกว่า สปอร์เกิดใต้ใบ ตามขอบใบทั้งสองข้าง ชอบความชื้นปานกลาง แสงมาก มักพบเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ หรือเกาะอยู่บนอินทรีย์วัตถุ บริเวณพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ได้รับแสงแดดน้อยหรือแดดรำไร

เขาใหญ่ ภาคตะวันออก ทุ่งใหญ่นเรศวร ภาคใต้

 


fertile fronds longer and more narrow than




Pyrrosia stigmosa (Sw.) Ching
ชื่ออื่น : ลิ้นผีไม้
เฟินชนิดนี้อาศัยอยู่ตามโขดหิน ใกล้ลำธารหรือน้ำตก บริเวณที่มีร่มหรือแสงรำไร มีความชุ่มชื้นสูง เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในฤดูฝน พักตัว โดยเหี่ยวและม้วนใบในฤดูแ้ล้ง
ลักษณะทั่วไป : เป็นเกาะอาศัยอยู่ตามโขดหิน ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยสั้น ใบออกใกล้กัน ขนาดเหง้า dia. 3 มม. สีน้ำตาลเข้มถึงดำ

strips upto 25 cm. long densely brown hairy throughout
มีเกล็ดปกคลุมบริเวณปลายเหง้า เกล็ดรูปไข่ปลายเป็นหางยาว ขนาดเกล็ด ที่โคน dia. 1 มม. ยาว 6 มม. บริเวณกลางเกล็ดสีเกือบดำ ขอบเกล็ดและหางสีน้ำตาลเข้ม

ก้านใบ : กลม ยาวได้ถึง 25 ซ.ม. ผิวเกลี้ยง สีเขียว แต่มักเห็นเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากมีขนปกคลุมแน่น บริเวณโคนก้านมีเกล็ด ปกคลุมแน่น เกล็ดรูปร่างแบบที่เหง้า และตลอดความยาวก้านมีขนปกคลุมแน่น ขนสีน้ำตาล ทำให้ดูก้านเป็นสีน้ำตาล


Laminae lanceolate, attenuately acuminate at apex, cuneat at base, not so long decurrent dowards, 15-30 : 2.5-5 cm.
ใบ : ใบเดี่ยวปกติ รูปหอก ปลายแหลม โคนรูปลิ่ม เป็นครีบต่อลงมาอีกเล็กน้อย ขนาดใบ 15-30 : 2.5 - 5 ซ.ม. ผิวหน้าใบมีขนรูปดาว หรือเกือบเกลี้ยง

many scatered hydathodes
ใบด้านหน้าสีเขียว มีรูหยาดน้ำค้างกระจายอยู่ทั่วจำนวนมาก มองเห็นเส้นใบหลักจมลงในผิวใบ และจัดเรียงเฉียงกับแกนกลางใบ ยาวจรดขอบใบ
ด้านใต้ใบ ปกคลุมแน่นด้วยขนสีน้ำตาล แกนกลางใบและเส้นใบหลัก มองเห็นได้ชัดเจน และนูนขึ้นจากผิวใบ เส้นใบย่อยมองเห็นได้ยาก และจรดโค้งเข้าหากัน ที่ขอบใบม้วนพับลง เนื้อใบแข็งเหมือนแผ่นกระดาษหนา
lower surface denslyhairy; midrib and main veins distinct, raised beneath
ในฤดูแล้ง หากอากาศมีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอ ใบจะเหี่ยวและห่อม้วน เข้าหาแกนกลางใบ เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นออกจากใบ และเมื่อฤดูฝนใหม่มา ใบจะสดและแผ่กางออกมาใหม่

Sori vocering the whole upper portion of the fronds underneath

อับสปอร์ : รูปกลม ขนาดเล็ก กล่มอับสปอร์ปกคลุมกระจายทั่วส่วนบนด้านใต้ใบ บริเวณช่องว่างระหว่างเส้นใบหลักและเส้นใบย่อย

การปลูกเลี้ยง : ใช้เครื่องปลูกโปร่ง ระบายน้ำได้ดีและเก็บความชื้นไว้ได้นาน ชอบบริเวณที่ร่มหรือแสงรำไร ต้องการความชุ่มชื้นสูง ต้องหมั่นรดน้ำให้บ่อยครั้งในหน้าแล้ง แต่ไม่ชอบให้น้ำขังที่ระบบราก



Pyrrosia varia (Kaulf.) Farw.
Pyrrosia varia (Kaulf.) Farw.
ไพโรเซียชนิดนี้ เป็นเฟินเกาะอาศัย อยู่ตามลำต้นของต้นไม้ หรือตามโขดหิน บริเวณริมลำธาร ที่ระดับความสูงไม่มากนัก
Rhizome : long-creeping, 2 mm. dia. densely scaly throughout; scales spreading,lanceolate, attenuate at apex 8:1.2 mm.
ลักษณะทั่วไป : ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยยาว ขนาด dia. 1-3 ม.ม. ออกใบช่วงห่าง 1-3 ซ.ม. เหง้ามีเกล็ดปกคลุมแน่นตลอดความยาว

Stipes : 1-4 cm. long brown to nearly back, scaly at base, sparsely stellate hairy or glabrescent upwards.
เกล็ดที่เหง้า รูปหอกปลายแหลมยาว ขนาด 8:1.2 ม.ม. สีน้ำตาลเข้มเกือบดำบริเวณตรงกลาง ขอบสีจางกว่า มีขนที่ขอบเกล็ดส่วนปลาย

ก้านใบ : ยาว 1-4 ซ.ม. สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเกือบดำ ผิวเกือบเกลี้ยงหรือมีขนรูปดาวปกคลุมประปราย โคนก้านมีขนปกคลุม

ใบ : ใบเดียวปกติ รูปขอบขนานแกมรูปหอก ถึงรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนกลมหรือรูปลิ่ม ขนาดใบ 7-16: 1-2.5 ซ.ม. ขอบใบมักม้วนพับขึ้น


Laminar:subdimorphic, oblong-lanceolate to lanceolate acuminate at apex round to cuneat at base 7-16:1-2.5 cm. often
แกนกลางใบเป็นสันนูนด้านใต้ใบ สีน้ำตาลเข้ม เส้นใบจรดโค้งเข้ากัน มองเห็นได้ชัดบางใบ

veins more or less visible, anastomosing; both surffaces very sparsely hairy or glavresccent
ผิวใบทั้งด้านบนและล่างมีขนประปราย หรือเกือบเกลี้ยง

ไพโรเซียชนิดนี้ มีใบแบบ subdimorphic (กึ่งใบ 2 แบบ) ใบที่สร้างสปอร์บางใบอาจ มีรูปร่างต่างจากใบปกติที่ไม่สร้างสปอร์ คือ ใบสปอร์บางใบ ผอมเรียวและยาวกว่าใบปกติ บางครั้งอาจแคบกว่าครึ่งของใบปกติ และยาว 1.5 เท่าของใบปกติ


midrib distinctly raised beneath
อับสปอร์ : กลุ่มสปอร์รูปเม็ดกลม อยู่ใกล้กันหรือเกือบชิดกัน กลุ่มสปอร์ใต้ใบกระจายอยู่บริเวณใกล้ปลายใบ

Sori : round, distinct or close to the neighbouring, covering wholelower surface of the upper part of fronds

ไพโรเซียชนิดนี้ กระจายพันธุ์อยู่ใน ไทย-มาเลย์ สุมาตรา ไปถึงนิวกีวนี

ในบ้านเรา มีรายงานพบที่ ปักธงชัย นครราชสีมา จันทบุรี กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง สตูล ปัตตานี

ปลูกเลี้ยงง่าย : ชอบเครื่องปลูกโปร่ง ระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้นาน ชอบแสงรำไร และความชุ่มชื้นสูงในบรรยากาศ (เพราะมาจากป่าริมลำธาร หรือใกล้น้ำตก) เจริญเติบโตรวดเร็วในฤดูฝน

เพิ่มเติมเฟินสกุลนี้ ที่มีรายงานการค้นพบในบ้านเรา
- P. angustissima ZGiesenh. ex. Diels) Tagawa กาญจนบุรี
- P. costata (Wall. ex. C. Presl.) Tagawa & K.Iwats. เชียงใหม่ เชียงราย หนองคาย
- P. flocculosa (D. don) Ching. เชียงใหม่ เชียงราย
- P. nuda (Giesnh.) Ching. ตาก เชียงราย
- P. penangiana (Hook)Heltt. พังงา ยะลา สตูล
- P. tokinensis (Giesenh.) Ching. เหนือตอนบน กาญจนบุรี เขาใหญ่ หนองคาย


เราลองมาดูเฟินของต่างประเทศกันบ้าง เป้นเฟินที่มีคนนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในบ้านเรา

Pyrrosia hastata (Thunb.) Ching
ชื่อสามัญ : Pyrrosia tricupids
ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยสั้นๆ ลักษณะใบขนาดไม่ใหญ่นัก ใบเป็นหยัก แบบนิ้วมือ ส่วนมากเป็น 3 แฉก เนื้อใบหนา ใต้ใบมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุมแน่น ก้านใบยาว 1/2 - 3/4 ของความยาวใบ
สปอร์ : อับสปอร์ เป็นเม็ดกลม อยู่เกือบติดกัน กระจายอยู่ทั้วหลังใบ
P. hastata บางต้น สามารถแตกเป็นแฉกได้มากกว่า 3 แฉก และอาจถึง 7 แฉก
การปลูกเลี้ยง : เฟินชนิดนี้ ในธรรมชาติมักพบขึ้นอยู่ตามก้อนหิน
เจริญเติบโตทั้งปี เครื่องปลูกระบายน้ำดี

เฟินชนิดนี้มีชื่อสามัญเรียกว่า Pyrrosia Tricupids น่าจะหมายถึง ลูกศรของคิวปิด ?

ในประเทศเกาหลี มีการนำเฟินสกุลนี้มาใช้ทำยาตำรับชาวบ้าน ชื่อ "Suk Wi" เป็นยาขับปัสสวะและรักษาโกโนเลีย โดยสกัดจาก Pyrrosia lingua and P. petiolosa. ข้อมูลจาก Korean Journal of Pharmacognosy, v.31(3): p. 288-294,, 2000 (Kor; Eng. 11 ref.)

> POLYPODIACEAE > Pyrrosia || Back