> PSILOTACEAE > Psilotum || back

PSILOTACEAE Family
(อ่าน sigh-low-tay-see)

พืฃในวงศ์นี้ เป็นตัวอย่างพืชอีกชนิดหนึ่งของพืชในสมัยโบราณ ที่ระบบรากและใบยังไม่มีการพัฒนา จัดเป็นญาติของเฟิน (Fern Allies)
พืชในวงศ์นี้ มี 2 สกุล คือ Psilotum และ Tmesipteris กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก


Psilotum nudum [ image : Bankl ]

สกุล Psilotum Swartz

ชื่อ Psilotum (อ่าน sigh-low-tum สิ-โล-ตัม) มาจากภาษากรีก คำว่า psilo แปลว่า bare, naked

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีทั้งที่เป็นไม้เกาะอาศัยตามต้นไม้ใหญ่ หรือซอกหิน หรืออยู่ตามพื้นดิน ไม่มีระบบราก มี rhizoid ทำหน้าที่แทนราก ลำต้นเหง้าส่วนที่ฝังตัวทำหน้าที่ยึดเกาะและดูดซับน้ำ-ธาตุอาหารซึมผ่านขน rhizoid ที่ปกคลุมแน่น โดยมีเชื้อรา mycorrhizal อาศัยอยู่ร่วมด้วยบริเวณเหง้าที่ฝังตัว และดูดซึมธาตุอาหารจากเชื้อราอีกต่อหนึ่ง
ลำต้นส่วนที่ชูขึ้นไปบนอากาศอย่างที่เราเห็นนั้น มีลักษณะเป็นลำต้นเนื้ออ่อนอวบน้ำ แตกกิ่งเป็นคู่ได้หลายชั้น เหง้าที่ฝังตัวแตกแขนงเป็นคู่เช่นกัน ภายในลำต้น มีระบบท่อลำเลียง Phoem และ Xylem สำหรับการสังเคราะห์แสง เกิดขึ้นที่สีเขียวข้างลำต้น
ลักษณะใบ
ไม่มีใบ ที่ข้างลำต้นมีติ่งหรือเกล็ดแบน เรียกว่า enation แต่ไม่มีระบบท่อลำเลียงที่เกล็ดเหล่านี้
อัปสปอร์ เกิดบนกิ่ง และปลายกิ่ง สปอร์อยู่ในโครสร้างพิเศษที่เรียกว่า synganium มีลักษณะเป็นกระเปราะ 3 พูติดกัน สปอร์ไม่มีสีเขียว ในช่วงชีวิตที่เป็น gametophyte มี 2 เพศในต้นเดียวกัน แต่ไม่มีโคโรฟิลด์สำหรับสังเคราะห์แสง

วงจรชีวิต สปอร์ของพืชชนิดนี้จะงอกได้เฉพาะในที่มืด เช่น เมื่อสปอร์ถูกฝังกลบด้วยดินหรืออินทรีย์วัตถุ ในบริเวณที่มีแอมโมเนีย การพัฒนาของโปรธัลลัสแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ โปรธัลลัสอ่อนระยะแรก ระยะกลาง และระยะโตเต็มวัย (mature prothallus) โดยเฉพาะในระยะที่สปอร์เริ่มงอกเป็นโปรธัลลัสอ่อนระยะแรก จำเป็นต้องมีเชื้อรามาฝังตัวอาศัยร่วมอยู่ด้วย เชื้อรานี้เป็นเชื้อรา มายโคไรซัล (Mycorhizal) อาศัยอยู่ร่วมกันแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน (symbiotic) รูปร่างของโปรธัลสัสที่พัฒนามีลักษณะเป็นรูปท่อ ไม่มีสี ปกคลุมด้วยรากเทียมทั่วพื้นผิว อวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้และเพสเมียเกิดขึ้นที่ผิวของโปรธัลลัสในระยะที่โตเต็มวัย เชื้อตัวผู้เป็น Biflagellated sperm มี 2 หางหรือแส้ ต้องอาศัยน้ำเพื่อว่ายไปหาไข่เพศเมีย เมื่อเชื้อตัวผู้ว่ายน้ำไปหาไข่ของเมียจึงกิดการผสมพันธุ์กันขึ้น จึงเกิดเป็นต้นอ่อน sporophyte มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปท่อ มีรากเทียมปกคลุมทั่วผิว ที่ไม่มีสี ไม่มีใบ และไม่มีราก ในระยะที่เป็นต้นอ่อนอยู่นี้ มันสามารถแตกหน่อต้นใหม่ และเจริญไปเป็นส่วนที่สามรถขยายพันธุ์ได้ด้วย ต่อมาเมื่อต้นอ่อนนี้เจริญเติบโผล่ขึ้นมาจากที่ฝังตัวพ้นแล้ว จึงจะเริ่มมีการสังเคราะห์แสงเกิดขึ้น และเจริญเติบโตขึ้นเป็นต้นขึ้นมาให้เราเห็นได้

Whisk ferns หรือสิโลตัม Psilotum เพียงสกุลเดียว และมีอยู่ 2 ชนิด คือ P. nudum กับ P. complnatum และสายพันธุ์ลูกผสมของทั้งชนิด ชื่อ Psilotum x intermedium W. H. Wagner. (Psilotum complanatum x nudum )

[Image : Trid @ Hong Kong ]


Grow on stone wall
[Image : Trid @ Hong Kong ]

Psilotum nudum (L.) Beauv.
ชื่อพ้อง : Psilotum triquetrum
ชื่อสามัญ : Whisk Fern, Skeleton Fork Fern
ชื่ออื่น : หวายทะนอย(ภาคเหนือเหนือ เลย ภาคกลาง) ระย้าปู(ปัตตานี)
หวายทะนอย P. nudum (อ่าน new-dum) สามารถปรับตัวเจริญเติบโต เป็นได้ทั้ง ไม้เกาะอาศัย ตามต้นไม้ใหญ่ ตามซอกหิน ซอกกำแพง หรืองอกอยู่ตามพื้นดิน หากเจริญเติบโตบนดิน สามารถเป็นพุ่มตั้งขึ้น และหากเป็นเกาะอาศัย จะมีลักษณะเป็นสายห้อยย้อยลงมา


Grow on Tree
[Image : Trid @ Hong Kong ]
หลายคนพบว่า มีหวายทะนอยมาเกิดขึ้นเองตามกระถางที่ปลูกต้นไม้ไว้บ้าง หรือตามโคนต้นไม้ใหญ่ก็มี ตามกระเช้าสีดาก็มี ซึ่งเป็นต้นเกิดจากสปอร์ อาจติดมากับเครื่องปลูก หรือสปอร์ของต้นที่นำมาปลูกเลี้ยงในบริเวณบ้าน เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม จึงงอกเป็นต้นขึ้นมาให้เห็น


Rhizome creeping, dichotomously banching at irrecular intervals
[Image : Trid @ Hong Kong ]

ลักษณะทั่วไป : ลำต้นส่วนที่ฝังตัวอยู่ข้างใต้ผิวดิน หรือใต้สิ่งยึดเกาะ ลักษณะ เป็นเหง้าเลื้อย ไม่มีระบบราก เหง้าแตกกิ่งเป็นคู่ ช่วงระยะแตกกิ่งไม่แน่นอน หรือไม่สม่ำเสมอ ลักษณะเหง้า ขนาด 0.5-1.5 ม.ม. dia. มี rhizoids สีน้ำตาล ถึงสีดำเข้ม ปกคลุมแน่น

ลำต้นส่วนบนที่งอกออกมาให้เราเห็นนั้น มีลักษณะเป็นกิ่งก้าน แตกกิ่งเป็นคู่ และหลายชั้น เนื้ออ่อน มีร่้องและสันตามความยาวกิ่ง ผิวเกลี้ยง สีเขียวเข้ม พุ่มลำต้นสูงได้ถึง 50 ซ.ม.แผ่ทรงพุ่มได้ถึง 45 ซ.ม.
ใบของหวายทะนอย เป็นเพียงใบเทียม ไม่ใช่ใบจริง มีขนาดเล็ก คล้ายเกล็ด (naked) ยาวราว 1 ม.ม. รูปไข่ปลายแหลม ติดอยู่ตามแนวสันข้างกิ่ง ใบเทียมนี้ไม่มีระบบท่อลำเลียงภายใน

[Image : Trid @ Hong Kong ]
อับสปอร์ เกิดอยู่โคนใบเกล็ด ข้างกิ่ง เป็นเม็ดกลม ผิวเกลี้ยง ขนาดราว 2 ม.ม. แบ่งเป็น 3 พูติดกันตรงกลาง ตอนยังอ่อนเป็นสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนเมื่อสปอร์แก่

[ Image : Kit ]

หวายทะนอยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และกระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนชื้นทุกแห่งของโลก ทั้งที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากขึ้นไปถึงระดับความสูงปานกลาง

การปลูกเลี้ยง : หวายทะนอยเหมาะปลูกลงในกระถางหรือตะกร้า จัดให้อยู่ในบริเวณที่ได้รับแสงสว่าง ถึงแสงมากได้ เครื่องปลูกระบายน้ำได้ดี มีอินทรีย์สะสม และชอบเครื่องปลูกที่มีสภาพเป็นด่างอ่อน ดังนั้นการเติมโดโลไมท์เล็กน้อยในเครื่องปลูกจะทำให้ลำต้นตั้งตัวได้ดี

การขยายพันธุ์ โดยการแบ่งกอ ให้มีส่วนของเหง้าที่มี rhizoid สีน้ำตาลแยกไปด้วย นำไปปลูกในกระถางใหม่
หรือขยายพันธุ์โดยเพาะจากสปอร์ โดยทำช่วงเริ่มเข้าหน้าฝน คือ เดือนพฤษภาคม การเก็บสปอร์ต้องนำไปเพาะทันทีที่สปอร์แก่ หากเก็บไว้นานกว่านี้จะทำให้งอกอยาก สปอร์จะใช้เวลานานภึง 1 ปีจึงจะงอกและต้องอยู่ในที่มืดไม่มีแสง


Psilotum complanatum
[ Image : Duang99 ]
Psilotum complanatum Swartz.
Common name : Flat Fork Fern, Flat Whisk-Fern
ชื่ออื่น : สะย้า

สะย้า หรือหวายทะนอยชนิดนี้ หลายคนเรียกกันว่า หวายทะนอยใบแบน ซึ่งเรียกตามลักษณะของลำต้น ที่เป็นทรงแบนนั้นเอง

สะย้า เป็นพืชเกาะอาศัยอยู่ตามคาคบไม้ หรืออาศัยอยู่รวมกับเฟินชายผ้าสีดา หรือตามลำต้นของปาล์ม ตามลำต้นของกูดต้น Tree Ferns อย่างมหาสดำ (Cyathea) ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูงตลอดปี เช่นป่าดงดิบ


[ Image : Duang99 ]

ปกติจำนวนประชากรของสะย้าในป่าธรรมชาติมีิน้อยมาก อยู่แล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มอาจสูญพันธุ์จากธรรมชาติ อันเนื่อง จากถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย


[Image : Dr. Thaweesakdi Boonkerd]
ลักษณะทั่วไป คล้ายกับ หวายทะนอย P. nudum แต่แตกต่างกันที่ ลำต้นยาวกว่า อาจได้ยาวได้มากกว่า 1.0 ม. และทั้งลำต้นส่วนที่ผังตัว และส่วนที่อยู่บนอากาศเป็นกิ่งก้านมีลักษณะแบน
สะย้า ปลูกเลี้ยงยากกว่าหวายทะนอย ต้องการความชุ่มชื้นสูงมาก จึงปลูกเลี้ยงให้งามสมบูรณ์ได้ยาก อีกทั้งเราจะแทบไม่พบสะย้ามีจำหน่ายทั่วไปใน ตลาดต้นไม้ทั่วไปอีกด้วย
[Image : Dr. Thaweesakdi Boonkerd]
การขยายพันธุ์ : เหมือนหวายทะนอนย P. nudum
> PSILOTACEAE > Psilotum || back