|| Back

สกุล Pteris เฟินหิรัญ ( tear'-iss)
วงศ์ PTERIDACEAE

ตัวอย่างเฟินในสกุลนี้ ได้แก่


[ Image : Blue Jay ]
Pteris argyraea (are-gyr' ee-ah)
ชื่อพ้อง P. quadriaurita var argyraea
ชื่อสามัญ : Silver Brake, Silver Lace Fern
ชื่ออื่น : เฟินอินเดียด่าง
เป็นเฟินที่สวยงามมากชนิดหนึ่ง พบครั้งแรกที่ตอนกลางประเทศอินเดีย สามารถสูงได้ถึง 3 ฟุต
ลักษณะใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ใบย่อยมีได้ถึง 6 คู่ ออกตรงข้ามกัน ขอบใบย่อยหยักเว้า แต่ไม่ถึงเส้นกลางใบ ใบสีน้ำเงินฟ้าอมเขียวที่ขอบใบ และแถบสีด่างขาวเหลือบเงินบริเวณกลางใบ

เป็นเฟินที่ปลูกเลี้ยงง่าย ปลูกลงดินประดับสวนได้สวยงาม

Pteris argyraea [ Image : Blue Jay ]


[ Image : Visuvat @ Ban Klang Suan ]
ตัวนี้ ในทางการค้าเรียกชื่อ เฟินหิรัญภูหลวง

[ Image : Pimsap ]
Pteris aspericaulis Wall. ex. J. Agardh.
ลักษณะทั่วไป เป็นเฟินพุ่มขนาดกลาง เหง้าสั้นตั้งหรือล้มเอน มีเกล็ดปกคลุมที่ยอดเหง้า เกล็ดสีน้ำตาลขอบสีจาง ขนาด 10 : 15 มม.
ก้านใบ สีน้ำตาลอ่อนถึงม่วงเข้ม มีขนประปราย ก้านใบยาว 30-40 ซ.ม.
ตัวใบ รูปขอบขนานกึ่งสามเหลี่ยม ใบประกอบขนนกหยักลึกแบบ 2 ชั้น ขนาด 25-35 : 17-27 ซ.ม. มีใบย่อยด้านข้างมีได้ถึง 12 คู่ เนื้อใบแข็งหนาเหมือนแผ่นหนัง เส้นใยใบเป็นร่างแหอิสระ สามารถมองเห็นได้ชัดทั้งด้านบนและด้านล่าง

[ Image : HK@Hong Kong ]
ใบย่อย รูปหอกแคบ ปลายแหลมยาวเ็ป็นติ่ง ขนาด 15 : 3 ซ.ม. ไม่มีก้านหรือมีก้านสั้นๆ ตัวใบอ่อนโค้งหรือค่อนข้างกางออก ตัวใบย่อยเหยียดตรงหรือโค้งขึ้นเล็กน้อย ปกติใบย่อยคู่ล่างสุดมีขนาดใหญ่สุดและที่โคนมีใบย่อยแยกออกอีกชั้น 1 ใบ หรือ มีไม่มากที่มีใบย่อยอีกชั้น 2 ใบ และใบย่อยนี้มุมชี้กลับทิศลงล่าง
ใบย่อยที่ปลายสุด มีลักษณะเหมือนใบย่อยด้านข้าง ขนาด 13 : 4 ซ.ม
แฉกที่ขอบของใบย่อย รูปขอบขนาน เบี้ยว ปลายสอบแหลม โคนแฉกเชื่อมติดกันเป็นครีบที่ก้านใบย่อย
อับสปอร์ เกิดเป็นกลุ่มเรียงตัวต่อเนื่องที่ขอบ มีเยื่ออินดูเซียมสีน้ำตาลเป็นแผ่นบางและแข็ง
เฟินชนิด ชอบขึ้นอยู่ตามพื้นดินที่มีอินทรีย์วัตถุสะสมมากๆ หรือบริเวณดินทรายริมลำธารน้ำ ในป่าที่มีความชุ่มชื้นตลอดปี กระจายพันธุ์ตั้งแต่อินดียไปถึงจีนตอนใต้ ในบ้านเราพบที่ ดอยเชียงดาว และดาวอินทนนท์ เชียงใหม่


Peris tricolor [Image : Pik ]
Pteris aspericaulis cv. tricolor
ชื่ออื่น : Painted Brake, เฟินหิรัญไตรรงค์

ใบใหม่เมื่อยังอ่อนเป็นสีแดง

 



Pteris asperula J. Sm.
ชื่อ asperula มาจากภาษากรีก asper+ula (asper = rough หยาบ และ ula มาจากคำว่า ulus = diminutive) หมายถึง ใบเล็กและหยาบแข็ง

เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินดิน ที่ชอบขึ้นอยู่บริเวณที่ค่อนข้างแห้ง บริเวณป่าเปิด ที่ระดับความสูง 400 ม.
ลักษณะทั่วไป
เหง้า : เลื้อยสั้น ออกใบถี่ มีเกล็ดปกคลุม เกล็ดรูปยาว ขนาด 4 : 0.2 มม. สีน้ำตาล ขอบซีดจาง
ก้านใบ ยาวได้ถึง 50 ซ.ม. โคนก้าน สีน้ำตาลอมแดงและมีเกล็ด ส่วนบนของก้านสีอ่อนกว่า อาจเป็นสีน้ำตาลอมแดงหรือสีฟาง ผิวเกือบเกลี้ยง
ตัวใบ เป็นใบประกอบขนนก และใบย่อยขอบหยักลึกแบบขนนกอีกชั้น (bipinatifid) ตัวใบรูปขอบขนาน ปลายสอบแหลม ขนาด 40 : 30 ซ.ม. ใบย่อยด้านข้างมีได้ถึง 7-8 คู่ ออกตรงข้ามกัน ใบย่อยกางออกและโค้งขึ้นเล็กน้อย ขนาด 20: 2.5-4.5 ซ.ม. ใบย่อยคู่ล่างมีขนาดใหญ่สุด ฝั่งล่างของใบย่อยแตกกิ่งใบย่อยอีกชั้น รูปร่างเหมือนใบย่อยด้านข้างช่วงบน
ใบย่อยคู่บนมีขนาดเล็กลงไล่ไปถึงปลายใบ แกนหลักกลางใบและเส้นกลางใบย่อยมีร่องที่ด้านบน มีขนประปราย สีน้ำตาลแดงอ่อนถึงสีม่วงจาง
ใบย่อยเล็กสุด รูปขอบขนานอย่างแคบ ปลายมน โคนเป็นครีบเชื่อมติดใบย่อย ถัดไป ครีบกว้างราว 1 มม. ขนาดของใบย่อย15-25 : 2.5-44 มม.
เนื้อใบบาง แข็ง สีเขียว เส้นใบแตกแขนง เห็นได้ชัดทั้งด้าน 2 ด้าน

อับสปอร์ : เกิดเป็นกลุ่มเรียงตัวอยู่ที่ขอบใบบริเวณหยักของใบย่อย ตั้งแต่โคนถึงปลาย มีเยื่ออินดูเซียมเป็นเยื่อบางใสปกคลุม

กระจายพันธุ์อยู่ในไทยและมาเลย์ ในบ้านเราพบที่ พิษณุโลก กาญจนบุรี สตูล


Pteris bella Tagawa
ลักษณะทั่วไป : เหง้าสั้น ตั้งหรือล้มเอน มีใบออกเป็นกระจุกแน่นที่ยอดเหง้า มีเกล็ดปกคลุมแน่น เกล็ดมีขนาด 8 : 0.8 มม. ขอบเรียบ สีน้ำตาล สีเดียว
ก้านใบ : สีม่วงเข้ม ผิวเกลี้ยง เป็นเงามัน โคนก้านมีเกล็ด ก้านใบยาว 20-55 ซ.ม.
ตัวใบ : รูปขอบขนานปลายสอบแหลม ขอบใบหยักลึกแบบใบประกอบขนนก 2 ชั้น ขนาด 20-30 : 15-25 ซ.ม. แกนกลางใบ ผิวเกือบเกลี้ยง สีม่วง เป็นเงามัน มีใบย่อย 5-6 คู่ ออกตรงข้ามกัน
ใบย่อย : รูปหอก ปลายเรียวแหลมเป็นติ่งหาง ค่อยๆ สอบแคบลง โคนกึ่งตัดตรงและไม่มีก้านใบย่อย ขนาด 12 : 25 ซ.ม.
แกนกลางใบย่อยสีฟาง ผิวเกือบเกลี้ยง ใบย่อยอีกชั้น รูปเฉียงหรือเบี้ยว ปลายมน ขอบเรียบ โคนเชื่อมติดกันที่โคนและเป็นครีบที่แกนกลางใบย่อย ครีบปีกกว้างน้อยกว่า 0.5 มม. ขนาดของใบย่อย 13 : 4 มม. เนื้อใบบางนุ่ม สีเขียว เส้นใบเป็นแขนง นูนขึ้นมาที่ผิวด้านบน
อับสปอร์ : เิกิดที่ขอบ ปกติยาวไม่เกิน 7 มม. มีเยื่ออินดูเซียเป็นแผ่นบาง สีน้ำตาลซีด
เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินดิน มักพบอยู่ตาม หุบเขาในป่าที่ระดับความสูง 1100-2200 ม. MSL. ในบ้านเราพบที่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เลย กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช



[ Image : เจ้นก ]

Pteris biaurita L.
ชื่ออื่น : กูดหางค่าง กูดขนคางพญานาค, หิรัญภูเรือ**

เฟินชนิดนี้มีเหง้าสั้นตั้งตรง มีเกล็ดปกคลุมที่ยอดเหง้า เกล็ดขนาด 5 ต่อ 0.5 มม. สีดำขอบสีอ่อนกว่าและขอบเป็นหยักซี่ฟัน

ใบประกอบขนนกปลายคี่ ก้านใบยาวได้ถึง 50 ซ.ม. สีน้ำตาลเข้ม มีขนปกคลุม ขนาดกว้างได้ถึง 30 ซ.ม. และยาวถึง 60 ซ.ม. ใบย่อยมีได้ถึง 12 คู่ แ่ผ่กางออก อ่อนโค้ง รูปแถบแกมหอกแคบ ปลายสอบแหลม โคนรูปลิ่ม ขอบหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย ขนาด 20 : 5 ซ.ม. ขอบเป็นหยักลึก 5/6 ของระยะปลายหยักถึงแกนใบย่อย ที่โคนของใบย่อยคู่ล่างมีใบย่อยอีกชั้น
ที่ขอบของใบย่อยเป็น หยักลึก รูปขอบขนาน โค้งเคียว ปลายมนหรือแหลมเล็กน้อย ส่วนเว้าที่โคนหยักมนกลม หยักกว้างได้ถึง 7 มม. ตัวใบเป็นแผ่นเนื้อแข็ง ผิวเกลี้ยง สีเขียว เส้นใยใบเป็นร่างแหบริเวณโคน แตกสาขาเป็นคู่เห็นได้ชัดทั้ง 2 ด้าน สปอร์จัดเรียงตัวต่อเนื่อง ตามขอบใบย่อย ยกเว้นบริเวณปลายใบและที่ขอบเว้า


Pteris biuarita
[ Image : Blue Jay ]

พบทุคภาคของไทยตามชายป่าระดับกว่า 1,400 ม. พบในป่าทุกภาคของไทย นอกจากนี้ ยังพบขึ้นตามสวนตามบ้านทั่วไปก็มีบ้าง หาดูได้ไม่ยากนัก
(** ชื่อทางการค้า)



Pteris blumeana J. Agardh
ชื่อพ้อง : P. quadriaurita หรือ P. quadriaurita var blumeana
ชื่ออื่น : เฟินหิรัญ เฟินอะลาบา

ชื่อ เฟินอะลาบา ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ อะลาบาลเตอร์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีความสนใจเรื่องพันธู์ไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นผู้พบเฟินชนิดนี้ ทั้งชนิดที่มีใบสีเขียวตามปกติ และพันธุ์ที่กลายเป็นใบด่าง (เฟิน, ม.ล. จารุพันธุ์ ทองแถม, 2536)

เฟินอะลาบาเป็นเฟินดิน มักพบบริเวณลาดเนินเขาที่แห้ง มีร่มเงา ดินมีอินทรีย์วัตถุสะสมมาก ในป่าดิบทึบ ที่ระดับความสูงไม่มากนัก หรือสูงปานกลาง 1200 ม. MSL

ลักษณะทั่วไปเป็นเฟินดิน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เหง้า สั้น ตั้ง ยอดเหง้าปกคลุมแน่นด้วยเกล็ด
เกล็ดเป็นเส้นยาว 8 มม. กว้าง 0.8 มม. สีน้ำตาลเข้ม ขอบเกล็ดสีสนิมซีดจาง

ก้านใบ ด้านล่างสีน้ำตาลแดงถึงสีม่วง ด้านบนสีฟางถึงสีน้ำตาลอ่อน มีขนอ่อนหรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวได้ถึง 80 ซ.ม.

ตัวใบ รูปขอบขนานปลายแหลมถึงเรียวแหลม เป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น หรือใบย่อยหยักลึกแบบใบประกอบขนนก 2 ชั้น ขนาดใบ ยาว 70 : กว้าง 35-50 ซ.ม.


basal pinne bearing large basiscopic pinnules
ใบย่อยด้านข้าง มีราว 10 คู่ แผ่กางออก เกือบตรงหรือโค้งขึ้น รูปใบหอก โคนตัดตรง ค่อยๆ สอบแหลม ปลายสุดเป็นติ่งแหลมยาว

caudately acuminate at apex
แกนหลักกลางใบและเส้นกลางใบย่อย ผิวเป็นร่องด้านบน มีขนหยาบแข็ง มากบ้างน้อยบ้าง

ใบย่อยอีกชั้น แผ่กางออก ตรง หรือโค้งเล็กน้อย รูปขอบขนานอย่างแคบ ปลายมนกลมถึงป้าน มีน้อยที่แหลม ขนาด 30:2.5-4.5 มม. ขอบเรียบ ใบย่อยอยู่ชิดกัน โคนเป็นครีบต่อเนื่องไปยังใบย่อยถัดไป ทำให้เป็นครีบหรือปีกที่เส้นกลางใบย่อย กว่างน้อยกว่า 0.5 มม.

ผิวใบเกลี้ยง ถึงเกือบเกลี้ยง หรือมีหนามยาวที่ด้านบน บริเวณเส้นกลางใบย่อยทั้งสองชั้น ทั่วผิวด้านบนมีขนสั้นนุ่มประปราย เนื้อใบบาง เส้นใบแตกแขนง เห็นได้ชัดทั้งสองด้าน


rachis and costa grooved on upper surface
อับสปอร์ : ต่อเนื่องที่ริมขอบของใบย่อยเล็ก ยกเว้นบริเวณปลายสุดและส่วนเว้า เยื่ออินดูเซียบางใสและสีซีด


pinukes adnate and decurrent to the next by wings of costa less than 0.5 mm, veins forked

กระจายพันธุ์ : ตั้งแต่อินเดีย ไปถึงจีนตะวันออก ลงมาถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในไทยพบได้ทั่วไปในหลายภาคของประเทศ เช่นที่ เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก เลย กาญจนบุรี นครราชสีมา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ยะลา

การปลูกเลี้ยง : เครื่องปลูกใช้ดินร่วนผสมทรายหยาบและมีอินทรีย์วัตถุมาก ระบายน้ำดี ได้รับแสงแดดและความชื้นปานกลาง

การขยายพันธุ์ : เพาะจากสปอร์


[ Image : Pitak ]

Pteris blumeana cv. Variegated
ชื่ออื่น : เฟินอะลาบาด่าง
ม.ร.ว. พันทิพย์ บริพัตร เจ้าของอุทยานจุมภฎ-พันทิพย์ เคยเล่าว่า พบเป็นดงอยู่ในแถบทุ่งแสลงหลวง เพชรบูรณ์ (เฟิน -ม.ล. จารุพันธุ์ ทองแถม อมรินทร์ 2536 และ เฟิน - ม.ล. จารุพันธุ์ ทองแถม, ดร. ปิยเกษตร สุขสถาน, สารคี 2550)

[ Image : Saint @ ชัยภูมิ ]
ลักษณะทั่วไปเหมือน เฟินอะลาบา Pteris blumeana ต่างที่ ช่วงกลางของใบย่อยเป็นแถบสีขาวเงิน ตั้งแต่โคนจรดปลายใบ มีรอยขีดเล็กๆ สีแดง


[ Image : Anakin ]

สมาชิกคนรักเฟินท่านหนึ่ง ที่ จ. ชัยภูมิ เคยเล่าให้ฟัง เมื่อปี 2548 ว่า

เคยได้พบเห็นเฟินชนิดนี้จำนวนมากในป่า ที่ชัยภูมิ แต่มีชาวบ้านเข้าไปเก็บออกมาจำนวนมาก ตามคำสั่งซื้อของพ่อค้าใน กทม กระทั่งระยะต่อมา แทบไม่ได้เห็น และต่อมาไม่ได้เห็นเฟินชนิดนี้อีกเลยในป่า

ีมีครั้งหนึ่งที่พวกเราได้เคยไปเที่ยวชมเฟินป่าในธรรมชาติ ที่ จ. ราชบุรี ปี 2549 พวกเราโชคดี ได้พบเฟินชนิดนี้ แต่พบเพียงต้นเดียวเท่านั้นในป่าบริเวณนั้น และได้พยายามเดินเสาะหาต่อ ก็ไม่พบต้นอื่นอีกเลย


[ Image : Duang99 ]
แต่มีเรื่องน่ายินดี ตั้งแต่ปี 2543 ที่โครงการหลวง ได้เพาะเฟินชนิดนี้ออกมาได้เป็นจำนวนมาก และจำหน่ายให้กับผู้สนใจสามารถนำไปปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์กันต่อ ซึ่งได้ช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ของเฟินชนิดเอาไว้ได้อย่างดี

ต้นกล้าที่เพาะจากสปอร์
[ Image : Pik ]
การปลูกเลี้ยง : เฟินอะลาบาด่าง ปลูกเลี้ยงเหมือนเฟินดินทั่วไป โดยจัดสภาพแวดล้อมให้มีความชุ่มชื้นดี และได้รับแสงแดดปานกลาง จะทำให้สีสันของใบสด ดูสวยงาม และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว

การปลูกเลี้ยง :

เฟินในสกุลนี้ ชอบอากาศอบอุ่น ไม่ร้อนมากนัก สามารถปลูกประดับภายในบ้านได้ ทำให้ดูชุ่มชื่นและช่วยลดอุณหภูมิความร้อนจากภายนอกบ้านได้ดี เป็นเฟินที่ชอบน้ำชุ่ม แต่ไม่ขังแฉะ ต้องการแสงปานกลาง หรือแดดรำไร เครื่องปลูกระบายน้ำดี เป็นด่างอ่อนๆ
หากเครื่องปลูกอับ ไม่ระบายน้ำ จะทำให้รากเน่า ให้รีบเปลี่ยนกระถาง โดยตัดรากที่เสียหายออกไปและเปลี่ยนเครื่องปลูกและกระถางใบใหม่

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะสปอร์ หรือผ่ากอแยกต้น

เฟินดูดซับสารพิษ

เมื่อเดือน ม.ค. 2545 ที่ผ่านมา มีรายงานการค้นพบว่า เฟินบางชนิดสามารถดูดสารพิษได้เป็นจำนวนมากจากดินมันเจริญเติบโต โดย ดร. Lena Ma แห่งมหาวิทยาลัยแห่งฟลอลิดา สหรัฐอเมริกา ได้สังเกตพบว่า เฟินเงิน หรือ Brake Fern (Pteris vittata) ที่เลี้ยงทดลองไว้ในห้องปฏิบัติการ สามารถเจริญเติบโตบนดินที่มีสิ่งปนเปื้อนอันตราย อย่างเช่น โลหะหนัก Chroated copper arsenate และดูดซึมสารพิษนำเข้าไปเก็บไว้ต้นและใบของมัน อีกทั้งยังเจริญเติบโตได้รวดเร็วกว่าเฟินที่ปลูกในดินธรรมดาถึง 2 เท่า

Arsenic คือ สารหนู เป็นสารพิษที่จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้สารหนูสำหรับตรึงธาตุเหล็กออกจากวัตถุดิบ ในงานอุตสาหกรรมผลิตกระจก และแผงวงจรสารกึ่งตัวนำ สารหนูเหล่านี้ได้แพร่กระจายออกไปในธรรมชาติอย่างกว้างขวาง ในประเทศชิลี บังคลาเทศ ไต้หวัน มีรายการตรวจพบว่า สารหนูนี้ แพร่กระจายไปในธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำ โดยซึมผ่านชั้นดินและหิน และเข้าไปอยู่ในชั้นน้ำบาดาล ซึ่งสารหนูนี้ มีผลทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้

จากการค้นพบครั้งนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เฟินเงินนี้ สามารถนำไปปลูกเพื่อดูดสารพิษออกจากดินและแหล่งน้ำได้ นักวิทยาศาสตร์ในบังคลาเทศยังมีข้อมูลการค้นพบ ความสามารถของเฟินในการดูดซับสารพิษได้ดี ตัวอย่างเช่น

เฟินบอสตัน สามารถดูดซับสารพิษจำพวก formaldehyde ในบรรยากาศได้ดี

เฟินที่มีชื่อว่า Rock Fern (Cheilanthes sieberi) ในออสเตเรียพบว่า สามารถดูดสารพิษจำพวก Thiaminase ได้ในระดับสูง

เฟิน Bracken Fern (Pteridum aquilinum) พบว่า มี thiaminase activity อยู่ในเหง้าในปริมาณสูงมาก

หางม้า Horsetails (Equisetum arvense) พบว่า มี thiamin activity ในปริมาณสูงมากเช่นกัน

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมอีก จะนำมาลงเพิ่มในโอกาสต่อไป

|| Back