|| Back

สกุล Pteris เฟินหิรัญ ( tear'-iss)
วงศ์ PTERIDACEAE


[ Image : HK @ Hong Kong ]

Pteris cretica L.
ชื่อสามัญ : Table Fern หรือ Cretan Brake Fern
ชื่ออื่น : กูดผีเสื้อ เฟินเงินแคระ

P. cretica (อ่าน cre-ti-cah) มีมากมายหลายสายพันธุ์ นิยมปลูกเลี้ยงกันมานาน

ต้นสูงราว 6-18 นิ้ว เหง้าสั้นตั้งหรือล้มเอน ใบออกถี่ มีเกล็ดปกคลุมยอดเหง้า เกล็ดรูปยาว ขนาด 5 ม.ม. ขอบเรียบ สีน้ำตาล
ก้านใบ ที่โคนสีฟาง น้ำตาลอ่อน หรือม่วงเข้ม มีขนปกคลุมประปรายที่โคนก้าน ก้านยาว 10-30 ซ.ม. และอาจพบในบางต้นยาวได้ถึง 50 ซ.ม. ในใบที่สร้างสปอร์


P. cretica cv. Crest
[ Image : Vee@Minburi]

ใบ เป็นใบประกอบขนนก ขนาด 15-40 ต่อ 6-35 ซ.ม. มีใบย่อย ได้ถึง 7 คู่ ทำมุมแคบขึ้นไปทางปลายใบ ปลายสอบ สุดปลายเป็นติ่งยาวคล้ายหาง ขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ขนาด ใบปกติ 23 ต่อ 2 ซ.ม. และใบสปอร์ แคบเรียวกว่า คือ 1.2 ซ.ม. แผ่นใบหนาเหมือนแผ่นหนัง สีเขียวอ่อน เส้นใยใบเฉียง แตกเป็นแฉกอิสระ อับสปอร์ เป็นกลุ่มเรียงตัวอยู่ที่ริมขอบของใบย่อย มีเยื่ออินดูเซียแข็ง สีน้ำตาล

กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วไป ในบ้านเราพบในธรรมชาติที่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ ขอนแก่น ชลบุรี จันทบุรี สุราษฏร์ธานี กระบี่ ยะลา

เฟินชนิดนี้ มีหลากหลายสายพันธุ์ ที่เกิดจากการเพาะสปอร์ ตัวอย่างพันธุ์ที่นิยมปลูกเลี้ยงกัน ได้แก่ พันธุ์ปลายแฉก พันธุ์ใบด่าง พันธุ์ใบหนาและกว้าง เป็นต้น

P. cretica cv. Parkei
ชื่อสามัญ : Parker's Table Fern

ลักษณะทั่วไป เหมือน P. cretica แต่ใบและทรงพุ่มมีขนาดใหญ่กว่า
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น ใบย่อยค่อนข้างกว้าง เรียวยาว สีเขียวอ่อน ใบยาวประมาณ 40-70 ซ.ม.


[ Image : CHATT @ Chieng Rai ]

P. cretica cv. Albo-lineata
ชื่อสามัญ : Albo-Lineata, Varigated Table Fern

ลักษณะทั่วไป เหมือน Pteris cretica cv. Parkei ต่างที่ใบเป็นแถบขาวบริเวณกลางใบ และขนาดพุ่มใหญ่กว่า

เฟินชนิดนี้ ปลูกเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ชอบดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำดี ไม่ชอบให้น้ำขังแฉะที่ระบบราก ชอบแสงรำไร ได้รับแสงแดดช่วงเช้า หรือหลังบ่ายแก่ๆ ไปแล้ว
หากเลี้ยงร่ม ก้านใบอ่อนล้ม พุ่มไม่สวยงาม


  P. cretaca cv. Wilsoni
ชื่อสามัญ : Fan Table Fern
สวยงามและมีลักษณะเด่น เหมาะใช้ประดับโต๊ะ ทรงพุ่มเตี้ย แตกพุ่มแน่น ปลายใบแตกเป็นกิ่งคล้ายเขากวางหรือรุปพัด ขยายพันธุ์ยาก  
 


P. cretica cv. Rivertoniana
ชื่อสามัญ : Lacy Table Fern

ใบเป็นใบประกอบ ขอบหยักเป็นแฉกลึก ใบย่อยมีจำนวน 4-5 คู่ ทรงพุ่มแน่น จนดูยุ่งเหยิง


P. cretica cv. Rivertoniana

Pteris dalhousiae Hook.
ลักษณะทั่วไป : เหง้าสั้น ตั้งตรง มีเกล็ดปกคลุมยอดเหง้า เกล็ดรูปยาว 5 มม. ขอบเรียบ สีน้ำตาลเข้ม
ก้านใบ สีเกือบดำ โคนก้านมีขนปกคลุม ช่วงบนผิวเกลี้ยง ยาวได้ถึง 40 ซ.ม. ตัวใบ ใบประกอบขนนก 2 ชั้น ยาวได้ถึง 60 ซ.ม. ใบย่อยด้านข้าง มี 4-5 คู่
ใบย่อย ยาว 30 ซ.ม. หรือมากกว่า ที่โคนใบย่อย ขอบเป็นแฉกย่อยได้มากกว่า 5 แฉก โคนแฉกเชื่อมติดกันเป็นครีบหรือปีกที่แกนใบย่อย กว้าง 5 มม. แฉกที่ขอบเป็นรูปผอมเรียว ปลายสอบแหลม ขอบหยักเป็นซี่ฟัน แฉกขนาด 12 : 0.8 ซ.ม.
คล้าย P. semipinnata แต่มีจำนวนใบย่อยน้อยกว่าและการจัดเรียงตัวไม่สม่ำเสมอ
เฟินชนิดนี้ เป็นเฟินดินที่ขึ้ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง ที่ระัดับไม่สูงมาก
กระขายพันธุ์อยู่ใน ดคลัมเบีย อาเซียน ในบ้านเราพบที่ จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา

Pteris decrescens Burm. f.
ลักษณะทั่วไป : เหง้าสั้นตั้งตรง มีเกล็ดปกคลุมที่ยอดเหง้า เกล็ดรูปยาว ขนาด 5 : 0.2 มม. เกล็ดบาง สีม่วงเข้มถึงสีน้ำตาล เป็นเงามัน ขอบสีน้ำตาลซีด
ก้านใบ ยาว 20-50 ซ.ม. สีน้ำตาลแดงถึงม่วงเข้ม เป็นเงามัน มีขนประปราย
ใบ รูปขอบขนานแกมรูปหอก ขนาด 20-40 : 20-30 ซ.ม. ใบประกอบขนนก 2 ชั้นหรือขอบใบหยักลึกเหมือนใบประกอบขนนกสองชั้น แกนกลางใบสีน้ำตาลแดง ผิวหน้าเป็นร่อง ด้านล่างมีขนแข็ง ใบย่อยด้านข้างมีน้อยกว่า 10 คู่ ขนาด 10-20 : 2.5-4.5 ซ.ม. ออกกึ่งตรงข้ามกัน รูปขอบขนาน ปลายแหลมยาว (ส่วนปลายแหลมยาวถึง 5 ซ.ม.) โคนเป็นรูปลิ่มและหยักเป็นซี่ฟัน มีก้านใบสั้นๆ แกนกลางใบย่อยด้านบนเป็นร่องและมีติ่งหนาม ด้านใต้เป็นขนแข็ง รอยหยักแคบ ปลายมนหรือสอบเรียวแหลม อ่อนดค้งเล็กน้อย แต่ละหยักอย฿่ติดๆ กัน กว้าง 3-4.5มม. เนื้อใบเป็นแผ่นบาง เส้นใยใบแตกแขนง มองเห็นได้ชัดเจนทั้งด้านบนและด้านล่าง
อับสปอร์ เป็นกลุ่มเรียงแถวต่อเนื่องอยู่ที่ขอบของรอยหยักบนใบย่อย บริเวฯโคนหยักถึงกึงกลาง หรือสุดปลายหยัก มีเยื่ออินดูเซียสีน้ำตาลซีด เป็นแผ่นแข็ง
เฟินชนิดนี้ มักพบอยู่ตามลาดเชิงเขาในป่าดิบทึบที่ความสูงระดับกลางถึงสูงมาก กระขายพันธุ์อยู่ใน จีนตอนใต้ ลงมาถึงอินโดนีเซีย ในบ้านเราพบที่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เลย พิษณุโลก หนองคาย นครนายก ชลบุรี ตราด กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช


[ Image : Knot@Ra Nong ]

Pteris ensiformis Burm. f.
ชื่ออื่น : กะจิงดูแพะ, กูดตาด, กูดหมาก, หิรัญมรกต***

เฟินชนิดนี้มี 2 แบบ ใบที่สร้างสปอร์ผอมเรียวกว่าใบปกติที่ไม่สร้างสปอร์ ในใบปกติ

ลักษณะทั่วไป ก้านใบยาว 7-15 ซ.ม. ที่โคนก้านเป็นสีน้ำตาลและมีขนสีน้ำตาลอ่อน ขนชี้ขึ้นและมีประปราย ด้านหน้าเป็นร่องตามยาว ตัวใบ เป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลม ใบเป็นแฉกแบบขนนก 3 ชั้น ขนาด 15 : 7 ซ.ม. มีแฉกใบย่อย 2-5 คู่ ออกตรงข้าม รูปใบแฉกใบย่อยด้านข้าง มีทั้งใบเดี่ยวปกติ ถึงแฉกแบบขนนก 2-3 ชั้น และบางคู่มีปลายใบขนาดใหญ่ รูปขอบขนานถึงรูปหอกยาว ปลายสอบแหลม ขนาดของแฉกย่อย 1.5-7 : 0.7-1 ซ.ม. ขอบแฉกใบย่อยมีลักษณะเป็นจักเล็กน้อย ใบเขียวสดเป็นมัน เหนียว เส้นใยใบเฉียงและแตกแขนงเป็นร่างแหอิสระ

[ Image : Blue Jay @ BKK ]
อับสปอร์ เป็นกลุ่มเรียงตัวเป็นแถวอยู่ที่ขอบใบเกือบริมสุด มีเยื่อหุ้มอินดูเซียสีเขียวปกคลุม

พบตามลาดเนินเขาหรือพื้นป่าระดับต่ำในภาคใต้ ทางภาคเหนือและอีสานกลาง พบในป่าดิบแล้ง ระดับต่ำ-ปานกลาง กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนทั่วไปของโลก ตั้งแต่ ศรีลังกา ขึ้นไปอินเดียตอนเหนือ จีนตอนใต้ ไปถึงออสเตเลีย และอาเซียน
เฟินชนิดนี้ มีสรรพคุณทางยา ทั้งต้น รสขม ทำให้เย็น ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้บิดมูกเลือด
(** ชื่อทางการค้า)

Pteris ensifomis cv. Victoriae
(en-si-four' miss)
ชื่ออื่น : เฟินเงิน, Sword Brake, เฟินราชินีเงิน (ชื่อทางการค้า)

ใบประกอบขนนก 2 ชั้น ปลายคี่ ใบย่อยมี 2-5 คู่ ใบย่อยขอบใบเขียวเข้ม ด้านกลางใบสีขาวเทา ใบสปอร์ยาวและเรียวแคบกว่าใบปกติ ก้านใบยาว 7-15 ซ.ม.
ปลูกในร่มได้ดี มีผู้นำเข้าจากประเทศอังกฤกษ ตั้งแต่เมื่อราวปี 2433 โดยไม่ทราบแหล่งกำเนิดที่แน่นอน มีหลากหลายสายพันธุ์เช่นกัน



[ Image : Blue Jay ]

Pteris ensifomis cv. Evergemiensis
ชื่ออื่น : เฟินเงินช้างเผือก**

เป็นเฟินเงินจากเบลเยี่ยม มีมาตั้งแต่เมื่อปี 2500 นำเข้ามาในบ้านเราเมื่อปี 2521 โดยนายแพทย์เบญจะ เพชรคล้าย และเคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดเฟิน เมื่อคราว งานเกษตรแห่งชาติเมื่อปี 2522 ที่ ม. เกษตรศาสตร์

เฟินเงินช้างเผือก** พันธุ์นี้ลักษณะใบคล้าย P. ensifomis ชนิดปกติ แต่ต่่างที่สีขาวบนใบชัดเจนมากกว่ามาก ทำให้ดูทรงพุ่มสว่างกว่า

 

เฟินเงินช้างเผือก** พบเห็นไม่บ่อยนัก หรือมีจำนวนน้อย ในตลาดขายต้นไม้ทั่วไป

back side

คงเนื่องจาก ต้นใหม่ที่งอกจากสปอร์กลายพันธุ์เป็น ราชินีเงิน Victoriae ได้ในเปอร์เซนต์สูง จึงทำให้มีพันธุ์เฟินเงินช้างเผือก** ออกมาจำนวนน้อยกว่า

(** ชื่อทางการค้า)



Pteris grevilleana Wall. ex. J. Agardh.
ชื่ออื่น : หญ้ารังไก่
ลักษณะทั่วไป : เหง้าสั้นตั้ง มีเกล็ดปกคลุมยอดเหง้า เกล็ดมีขนาดเล็ก 3 : 0.5 มม. สีน้ำตาลเข้ม ขอบเรียบ ใบมี 2 ลักษณะ คือ ใบสปอร์และใบปกติ
ใบสปอร์ (fertile frond) ใบประกอบขนนก ปลายคี่ มีใบย่อยด้านข้าง 1 คู่ ส่วนน้อยหรือหายากที่จะมีถึง 2 คู่ ก้าน เรียบเป็นเงามัน สีม่วงเข้มถึงน้ำตาลอมแดง ยาว 8-13 ซ.ม. มีครีบแคบๆ ที่ก้านส่นบน

[ Image : Trid HK ]

ตัวใบเป็นรูปไข่ ขนาด 15 : 10 ซ.ม. ที่โคนใบย่อยคู่ล่างมีใบย่อยอีกชั้น ขนาดใกล้เคียงใบย่อยคู่บน ทำให้ดูใบมีรูปร่างคล้ายห้าเหลี่ยม

ใบย่อยปลายสุด ขอบเป็นหยักลึกที่ระยะ 3/4 จากขอบใบถึงแกนใบย่อย ปลายแหลม โคนใบรูปลิ่มและมีครีบที่โคนใบต่อเนื่องไปถึงครีบที่ก้านใบ ขนาด 10 : 3.5 ซ.ม.

ส่วนใบย่อยด้านข้างผอมกว่าใบย่อยปลายสุด ขนาด 7 : 2.5 ซ.ม. รูปลิ่มถึงกลม ใบย่อยอีกชั้นที่โคนใบย่อย ขนาด 4:1.5 ซ.ม.
ที่ขอบของใบย่อย เป็นหยัก ส่วนหยักและที่ปลายสุดของใบ เป็นรูปขอบขนาน ปลายมน ขอบของส่วนหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 6 มม. รูปขอบขนาน ปลายมนกลมและปลายเป็นซี่ฟัน แผ่นใบบางแบบกระดาษ สีเขียวเข้ม มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน
[ Image : Trid HK ]
ที่ใบย่อยปลายสุด สังเกตุแกนกลางใบย่อย มีหนามเล็กที่ตำแหน่งแกนกลางหยัก เมื่อใบโตเต็มที่ หนามนี้จะเหลือแต่บริเวณใกล้ปลายใบ

[ Image : Trid HK ]

ใบสปอร์ ก้านยาวกว่า ราว 25-30 ซ.ม. รูปร่างคล้ายใบสปอร์ หรือมีใบจำนวนคู่ใบย่อยด้านข้างมากกว่า ใบย่อยคู่บนมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาด 10:14 ซ.ม.

อับสปอร์ เป็นกลุ่มเรียงแถวต่อเนื่องที่ขอบใบของหยัก ยกเว้นที่ปลายและที่ส่วนเว้า มีเยื่อหุ้มอินดูเซียเป็นแผ่นบางๆ สีซีดผิดหุ้มสปอร์

เฟินชนิดนี้ พบอยู่ตามลาดเชิงเขา บนดินที่มีซากอินทรีย์วัตถุสะสมมากๆในป่าที่มีความชุ่มชื้นตลอดปี กระจายพันธุ์อยู่ในอินเดีย จีนตอนใต้ ลงมาถึงมาเลเซียฝั่งตะวันตก ที่ระดับความสูงปานกลางจากระดับน้ำทะเล ในไทยพบที่ พิษณุโลก เลย นครนายก สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช


Pteris heteromopha F'ee

ลำต้นเป็นเหง้าสั้น ตั้ง มีเกล็ดปกคลุมที่ยอดเหง้า เกล็ดเปนเส้นยาว ขนาด 5 ม.ม. สีน้ำตาลสีเดียว ขอบเกล็ดหยักเปนซี่ฟัน
ก้านใบ สีฟางอ่อนเป็นเงามันหรือสีน้ำตาลแดง ยาว 20-60 ซ.ม.
ตัวใบ เป็นใบประกอบบนนก ใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก โคนใบมนและขอบหยักเป็นซี่ฟันหรือขอบเรียบ ตัวใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ขนาด 25-60 : 15-30 ซ.ม. มีใบแฉกย่อยด้านข้าง 3-8 คู่
รูปแบบใบแฉกย่อยไม่เป็นแบบแผนแน่นอน ใบแฉกย่อยแแบบแฉกลึก โคนมนกลมและหยักเป็นซี่ฟัน ปลายสอบ ปลายสุดแหลมเป็นติ่งขอบเรียบ ขนาด 25 : 7 ซ.ม.
ส่วนแฉกย่อย ขนาด 20 : 8-10 มม.
พบภาคเหนือตอนบน พิษณุโลก สกลนคร กาญจนบุรี เขาใหญ่ ชลบุรี พังงา กระจายพันธุ์อยู่ใน ASIAN อุษาคเนย์ มักพบขึ้นตามเชิงเขาในป่าดิบแล้ง บริเวณที่มีความชุ่มชื้น ที่ระดับ 500-900 ม. MSL
|| Back