> SCHIZAEACEAE > Lygodium || Back

สกุล Lygodium Sw. ย่านลิเภา
วงศ์ SCHIZAEACEAE

[ลิเภา]
[ Image : Visuvat บ้านกลางสวน ]

ชื่อสกุล Lygodium (อ่านว่า ly-GO-dee-um) มาจากคำในภาษากรีก lygodes หมายถึง its twisting shoots และได้ชื่อสามัญว่า Climbing Ferns หรือ String Ferns เป็นเฟินที่มีลักษณะเป็นเถาปีนเลื้อยเกี่ยวพันตามกิ่งไม้ ต้นไม้ โดยมีเหง้าเลื้อยที่เริ่มต้นงอกจากพื้นดิน ใต้ร่มเงาของต้นไม้ มีใบที่เปลี่ยนรูปร่างขึ้นไปเป็นเถาเลื้อย บางชนิดเลื้อยปีนป่ายไปได้ยาวถึง 5 ม. แต่โดยทั่วไป ยาวราว 1-2 ม. ทั้งนี้ เพื่อส่งใบขึ้นไปรับแสงแดดข้างบนนั่นเอง
ลักษณะใบทั่วไป เป็นแฉก เป็นลักษณะเด่นของเฟินชนิดนี้ ส่วนใบสปอร์ เกิดที่ปลายหรือส่วนบน มีลักษณะเรียวผอมกว่าใบปกติ อับสปอร์เป็นกลุ่มเรียงเป็นแถวคู่หรือแถวแฝดที่ปลายขอบหยักของใบ ลิเภาชอบขึ้นอยู่บนดินทราย ที่ชุ่มชื้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ต้องการแสงมากพอสมควร

สกุลนี้ เป็นเฟินที่กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก จำนวนชนิดที่ค้นพบประมาณ 34 ชนิด และเป็นลูกผสมอีก 2 ชนิด ในบ้านเรารายงานพบ 7 ชนิด


Lygodium circinatum (Burm. F.) Sw.
ชื่ออื่น : ลิเภาใต้ ลิเภาหางไก่ รีบู (มาเลย์)

ชื่อ circinatum มาจากคำว่า circinatus หรือ circinat แปลว่า กลม
ลักษณะทั่วไป
เหง้าเลื้อยสั้น มีขนสีดำปกคลุม ใบ ขนาดใหญ่ ปีนเลื้อยไปได้ไกลหลายเมตร.
ก้านใบ ส่วนที่งอกออกจาเหง้า ก้านกลม ยาว 25-40 ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 มม. ผิวก้านสีฟางแกมน้ำตาล โคนก้านมีขนปกคลุม ก้านส่วนบนมีครีบสันคม
  แกนกลางใบ ส่วนที่เป็นเถาเลื้อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 มม. ผิวเกลี้ยง มีครีบสั้น
ก้านใบย่อย แตกเป็นกิ่งสั้นมาก เพียง 2-3 มม. ปกคลุมแน่นด้วยขนสีน้ำตาลซีด
แกนกลางใบย่อย เป็นกิ่งยาว2-8 ซ.ม. บางครั้งแตกเป็นกิ่งแยกเป็นคู่ๆ
ใบสปอร์ แตกเป็นแฉกรูปมือ โคนใบเป็นรูปลิ่ม ปลายสอบแคบและปลายแหลม ขอบใบเรียบ ใบยาวได้ถึง 20 ซ.ม. กว้างได้มากกว่า 2 ซ.ม. บางครั้งใบส่วนปลายก้าน เป็นใบปกติไม่มีสปอร์ ขนาดแคบกว่าใบที่มีสปอร์ กว้างราว 1 ซ.ม.
แผ่นใบ บางเหมือนแผ่นกระดาษ อ่อนนุ่ม ผิวเกลี้ยง ยกเว้นบริเวณเส้นใบหลักมีขนประปราย บางครั้งอาจเป็นปุ่มปม
อับสปอร์ เกิดบริเวณขอบของใบย่อยชั้นที่ 3 ขนาดอับสปอร์ 2-5 มม. กว้าง 1 มม. เยื่ออินดูเซียผิวเกลี้ยง
พบที่กระบี่ พังงา พัทลุงยะลา
ในมาเลย์ แพทย์แผนโบราณ นำใบอ่อนของลิเภาชนิดนี้นำมาแช่น้ำ แล้วห่อด้วยผ้าสะอาด จากนั้นบีบเอาน้ำออกมาใช้หยอดแก้ตาเจ็บ หรือนัยตาเป็นแผล เถาของลิเภาชนิดนี้มีความเหนียวคงทน สามารถนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นงานหัถกรรมประเภทจักสานได้ดี

Lygodium flexuosum (L.) Sw.
ชื่อสามัญ : String Fern (เฟินเชือก)
ชื่ออื่น : กูดจ้อง กูดดอย กูดงอดแงด กูดแพะ กูดย่อง กะฉอด (ราชบุรี) กระฉอก(ปราจีนบุรี) ตะเภาขึ้นหน (ใต้) ตีนมังกร (กทม) ตีนตะขาบ ลิเภาใหญ่ กูดก้อง กูดเครือ สายพานผี รีบูบะซา (มลายู) หมอยยายชี ผักตีนต๊กโต หมอยแม่หม้าย (ราชบุรี นครพนม) หลีเภา ย่านลิเภาบองหยอง หรือย่านบองหยอง (ใต้)

ชื่อ flexuosum มาจากคำว่า flexuosus แปลว่า bending, curvy หมายถึง อ่อนโค้ง
ลักษณะทั่วไป มีเหง้าสั้นอยู่ในดิน มีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบเลื้อยปีนป่ายไปได้สูงหลายเมตร

ก้านใบ ส่วนที่ออกจากเหง้า ยาวได้มากกว่า 50 ซ.ม. โคนก้านสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ผิวเกือบเกลี้ยง มีขนปกคลุมประปราย ผิวด้านบนเป็นครีบสันแคบ
แกนกลางใบ หรือส่วนที่เป็นเถาเลื้อย มีครีบสันตลอดความยาว ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลอ่อน ประปรายอยู่ระหว่างครีบสัน
แกนย่อยชั้นแรก หรือก้านของใบย่อย ยาว 5 มม. มีขนปกคลุมและขนชี้ลง
แกนย่อยชั้นที่สอง แตกออกเป็นแบบขนนก 1 - 2 ชั้น
ใบย่อย รูปขอบขนาน ถึงแกมสามเหลี่ยม ปลายแหลม ขนาด ยาว 10-25 ซ.ม. กว้าง 7-12 ซ.ม.
ใบย่อยใกล้โคน เป็นใบประกอบขนนกอีกชั้น หรือเป็นใบย่อยชั้นที่ 3 เป็น 3 แฉก หรือแฉกแบบมือ หรือเป็นใบเดี่ยวปกติก็มี โคนของแฉกเป็นเว้าแบบหัวใจ
ใบย่อยปลายสุด ยาว 15 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. ปลายแหลม หรือค่อยๆ สอบแหลม ขอบใบเป็นหยักเป็นซี่ฟัน โคนใบมีก้านเห็นได้ชัด ยาว 1 ซ.ม. เป็นครีบสัน มีขนประปราย

fertile frond
ที่โคนใบและก้านไม่มีข้อต่อที่จุดเชื่อม หรืออาจเป็นเพียงส่วนของโคนใบที่หนากว่าตัวใบ
แผ่นใบบางเหมือนแผ่นกนะดาษ ผิวบนเกือบเกลี้ยง ใต้ใบมีขนบริเวณเส้นใยใบ

อับสปอร์ เกิดที่ส่วนติ่งยื่นออกจากของขอบของใบย่อยชั้นที่สาม ขนาดของอับสปอร์ ยาว 1 ซ.ม. กว้าง 1 มม. เยื่อินดูเซียเป็นแผ่นเรียบ

Sporangia on small lobes
ลิเภาชนิดนี้ พบทั่วไปทุกภาคในไทย ลิเภาชนิดนี้มักระบาดเป็นวัชพืชอยู่ใสสวนยางพารา แพร่กระจายพันธุ์ด้วยสปอร์ได้อย่างรวดเร็ว ในฤดูแล้งจะพักตัวแห้งโทรม เมื่อได้ฝน จะแตกงอกงามใหม่
ลิเภาชนิดนี้ นิยมนำมาใช้ในงานหัตกรรม ทำเครื่องจักสาน เช่น กระเป๋า ภาชนะใส่ของ กำไล สร้อย การนำมาทำเครื่องจักสาน นำเถามาลอกเอาเฉพาะเปลือกมาจักเป็นเส้น แล้วสานหุ้มโครงที่เป็นไม้หรือหวาย
ดูเรื่อง การจักสานย่านลิเภา โดย ข้อมูล : จันทรา ทองสมัคร สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางยารักษาโรค รากและใบ สามารถนำมาใช้รักษาโรคผิวหนัง แผลกลากได้อีกด้วย


[ Image : t_santad@CNX ]
Lygodium giganteum Tagawa & K. Iwats.
ชื่ออื่น : ลิเภาเชียงใหม่
ถูกค้นพบและรายงานไว้เป็นครั้งแรกในปี 2510 ก้านมีขนาดใหญ่แตกต่างจากชนิดอื่น ที่มีขนขึ้นตามก้านเห็นได้ชัด ที่นับว่าเป็นลักษณะเด่น คือ มีเถายาวที่สุดในบรรดาลิเภาชนิดต่างๆ แต่มีคุณภาพในการใช้ถักต่ำมาก

[ Image : t_santad@CNX ]
ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้น ใบออกถี่ ก้านใบที่ออกจากเหง้ามีขนปกคลุมแน่นตลอดก้าน ขนสีน้ำตาลเข้ม ใบมีขนาดใหญ่ ปีนเลื้อยได้สูงถึง 2 ม. ส่วนก้านออกจากเหง้า ยาว 20 ซ.ม. สีฟางอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม มีขนนุ่มปกคลุมแน่น มีครีบเป็นสันแคบ

[ Image : t_santad@CNX ]
แกนกลางใบ (ส่วนที่เป็นเถาเลื้อย) ขนาด dia. 2-4 มม. ลักษณะเหมือนส่วนบนของก้าน มีขนนุ่มสั้น แกนกลางใบชั้นแรก แตกเป็นกิ่ง ยาว 8-15 ซ.ม.
แกนกลางใบชั้นที่ 2 แตกกิ่งป็นแบบขนนก ถึง ขนนก 2 ชั้น ขนาด กว้าง : ยาว 25 : 10 ซ.ม.

แกนกลางใบย่อยชั้นที่ 3 มีใบน้อย ใบย่อยชั้นนี้รูปห้าเหลี่ยม แฉกเป็นรูปแบบมือ แฉกกลางยาวสุด โคนใบเว้ารูปหัวใจ ปลายมนถึงสอบแหลม

[ Image : t_santad@CNX ]
ใบย่อยปลายสุด รูปขอบขนานถึงขอบขนานกึ่งสามเหลี่ยม ปลายกลม ขอบหยักเป็นซี่ฟันไม่สม่ำเสมอ แผ่นใบบางเหมือนกระดาษ ขนาดใบ ยาว 20 ซ.ม. กว้่าง 4 ซ.ม. ก้านของใบย่อยชั้นเล็กสุด ยาวได้ถึง 15 ซ.ม. เป็นครีบสันคม มีข้อต่อติดกับโคนของใบ
เส้นใบใบ แตกแขนง 3-4 ครั้ง จัดเรียงแยกตัวอิสระ
อับสปอร์ เกิดที่ขอบของหยักบนใบย่อยชั้นที่ 3 ขนาดยาว 2-8 มม. กว้าง 1.2 มม. เยื่ออินดูเซียมีขน
ลิเภาชนิดนี้ มักขึ้นอยู่ตามลาดเชิงเขาในป่าผลัดใบที่ความสูงไม่มากนักถึงความสูงระดับกลาง กระจายพันธุ์อยู่ใน ไทย พม่า และยูนาน ในบ้่านเราพบที่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน


[ Image : Somboon จันทบุรี ]
Lygodium japonicum (Thumb. ex Murray) Sw.
ชื่ออื่น : ลิเภางอแง, Japanese Climbing Fern

ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยอยู่ในดิน มีขนสีน้ำตาลดำปกคลุมแน่น ใบเลื้อยปีนป่าย

ก้านใบ ส่วนที่ออกจากเหง้า ยาวถึง 30 ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ม.ม. สีฟางอ่อน โคนก้านมีขนสีน้ำตาลปกคลุมแน่นและขนชี้ลง ส่วนก้านช่วงบนมีขนประปราย ขนกางชี้ขึ้น ขนเป็นสีน้ำตาลเป็นเงามันชี้ขึ้น ก้านช่วงบนมีครีบสันแคบ บริเวณโคนก้านไม่มี

แกนกลางใบ หรือส่วนของเถาปีนเลื้อย มีลักษณะเหมือนก้านใบช่วงบน ผิวด้านบนมีขนปกคลุมค่อนข้างแน่น มีใบย่อยแตกออกทุกระยะน้อยกว่า 10 ซ.ม.


[ Image : t_santad@CNX ]
ก้านใบย่อยชั้นแรก แตกเป็นกิ่งอย่างเห็นได้ชัด ยาว 3-15 ม.ม. มีขนปกคลุมแน่น

[ Image : t_santad@CNX ]
แกนกลางใบชั้นที่ 2 แตกเป็นกิ่งก้าน ยาวได้ถึง 20 ซ.ม ผิวด้านบนมีขนปกคลุมแน่น ด้านล่างมีขนประปราย แกนเป็นครีบสันเห็นได้ชัด ที่โคนแตกเป็น 2 กิ่งคู่หลัก และเป็นเป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น รูปสามเหลี่ยม ถึงกึ่งสามเหลี่ยม

ใบย่อยชั้นที่ 3 คู่ล่าง แตกแฉกเป็นรูปมือ 5-7 แฉก แฉกกลางยาวสุด ใบย่อยชั้นที่ 3 คู่ถัดมา แตกเป็นแฉกเป็นสามแฉกหรือเป็นเงี่ยงใบหอก

ขอบใบใบย่อยจักเป็นซี่ฟัน ปลายมนตัดหรือกึ่งแหลม ก้านของตัวใบยาวราว 3 มม. ไม่มีข้อต่อเชื่อม มีครีบสันเห็นได้ชัด แผ่นใบมองเห็นเส้นใยใบได้ชัดเจนทั้งด้านบนและล่าง
ใบสปอร์ มีขนาดเล็กกว่า และขอบหยักเป็นซี่ฟัน

อับสปอร์ เป็นติ่งยื่นออกมาจากขอบของใบย่อย อับสปอร์มีขนาด ยาว 3-8 มม. กว้าง 1.5 มม. มีเยื่อหุ้มอินดูเซียและมีขนปกคลุมที่ขอบ

มักพบอยู่ตามเนินดินทุ่งหญ้ากลางแจ้ง หรือตามลาดเนินเขา ในป่าผสม ที่ระดับความสูงปานกลางลงมาถึงระดับต่ำ
กระจายพันธุ์อยู่กว้างขวาง ตั้งแต่ ศรีลังกา ขึ้นไปถึงเขตเทือกเขาหิมาลัย และไปถึงซีเกียง ในจีนตอนเหนือ เกาหลี ญี่ปุ่น นิวกีวนี ลงมาถึงไทย มาเลย์ ในบ้านเราพบที่ เชียงใหม่ ตาก เลย กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์

มีความผันแปรมาก ต้นที่พบในไทยมีขนาดเล็กกว่าที่พบในญี่ปุ่น และมีลักษณะใกล้เคียงกับ L. flexuosum มาก และจำแนกแยกออกจากกันได้ยาก

เป็นวัชพืชในรัฐฟลอลิดา มันสามารถปีนเลื้อยขึ้นไปได้ถึงเรือนยอดไม้ใหญ่ ปกคลุมจนเกิดร่มเงาทำให้ต้นไม้ใหญ่ตาย เพราะไม่ได้รับแสงแดด ทั้งยังเติบโตเกี่ยวพันไปตามแนวรั้ว และไม้พุ่มจนยุ่งเหยิง ปกคลุมพื้นดินตามแนวราบ อีกทั้งยังทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็น แม้ใบจะถูกทำลายเมื่ออุณหถูมิต่ำ แต่เหง้าที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้ใหม่ เมื่ออุณภูมิอุ่นขึ้น



Lygodium microphyllum
climbing along hanging wire
[ Image : Duang99 ]

Lygodium microphyllum (Cav.) R. Br.
ชื่ออื่น : กระฉอดหนู ลิเภายุ่ง,Climbing maidenhair, Snake fern, Small-leaved Climbing Fern, Old World climbing fern

ลิเภาชนิดนี้ ใบเป็นเถา แตกกิ่งได้อิสระ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มม. มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุมหนาแน่น
ใบ เลื้อยปีนป่าย โตยาวเป็นเถาไปได้หลายเมตร ก้านใบ ส่วนที่ออกจากเหง้ายาว 10 ซ.ม. สีฟางเข้ม ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ตลอดความยาวมีครีบแคบๆ ที่ผิวด้านบน
แกนกลางใบ ส่วนที่เป็นเถาหลัก ลักษณะเหมือนก้านใบช่วงบน มีใบย่อยจำนวนมาก แยกออกทุกระยะ 5-10 ซ.ม.


[ Image : Kit ]
ก้านใบย่อย ยาว 5 ซ.ม. หรือมากกว่า ส่วนปลายสุดมีขนสีน้ำตาลปกคลุมแน่น
แกนกลางใบย่อย ยาว 5-8 ซ.ม. ผิวค่อนข้างเกลี้ยง มีครีบสัน มีใบย่อยด้านข้างจำนวนหลายคู่
ใบย่อย มีก้านใบ 2-3 มม. ใบรูปสามเหลี่ยมถึงรูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม สอบเล็กลงสู่ปลาย โคนใบรูปลิ่มกว้างหรือกึ่งตัดตรง หรือเปนติ่งหู ขอบใบเรียบ ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง ขนาดใบ ยาว 1.5-3 ซ.ม. กว้าง 1 ซ.ม.

[ Image : Kit ]
ใบมี 2 แบบ ใบปกติ ขอบเรียบ กับใบที่สร้างสปอร์ขอบหยัก
อับสปอร์ เกิดที่ขอบหยักของใบสปอร์ เยื่ออินดูเซียมมีขอบหยักเป็นซี่ฟัน
ยอดอ่อนของเฟินชนิดนี้นำมากินเป็นผักได้

ลิเภาชนิดนนี้ มีถิ่นกำเนิดใน Africa, Asia and Australia แต่ไปแพร่ระบาดกลายเป็นวัชพืชอยู่ในรัฐฟลอลิดา ตามที่ มหาวิทยาลัย Florida Herbarium ได้บันทึกไว้ ว่า ได้มีการนำเข้าไปปลูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501

จากนั้นมา สปอร์ของเฟินลิเภาได้แพร่กระจายออกไปงอก ทำให้เกิดการระบาด สร้างความเสียหายอย่างหนัก เพราะลิเภาชนิดนี้ ทำให้ต้นไม้ชนิดต่างๆ ในป่าธรรมชาติต้องตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งไม้ยืนต้น ไม้เกาะอาศัยอย่างพวก กล้วยไม้ หรือสัปรดสี แม้กระทั่งพันธุ์ไม้หายากบางชนิด ต้องตายไปด้วยเช่นกัน การระบาดทำลายของลิเภาชนิดนี้ ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นเถาปีนเลื้อยขึ้นไปปกคลุมจนมิด ตั้งแต่ระดับพื้นดิน ไม้พุ่มเตี้ย ไปถึงเรือนยอดไม้สูงใหญ่ทั่วทั้งผืนป่า อีกทั้งในหน้าแล้ง ใบและเถาโทรมแห้ง เมื่อเกิดไฟป่า จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี ทำให้ไฟไหม้ลุกลามไปได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย จากการสำรวจในปี 2542 พบว่า การแพร่ระบาดกินพื้นที่ไปถึง 107000 เอเคอร์แล้ว


[ Image : HK ]
Lygodium polystachym Wall. ex. T. Moore
ชื่ออื่น : กูดก๊อง กูดเคือ ลิเภา ลิเภาย่อง

ชื่อ polystachym มาจากคำว่า polys = many + stachys = spike; ear of corn รวมความหมายถึง many spikes

ลิเภาชนิดนี้ ก้านใบและแกนกลางใบ เป็นก้านกลม ไม่มีครีบสัน ซึ่งต่างจากชนิดอื่น


ก้านและแกนใบ ผอมเรียว ไม่มีครีบสันแคบ
ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้นอยู่ใต้ดิน มีขนสีดำปกคลุมแน่น ใบปีนเลื้อยได้สูงถึง 3 ม.
ก้านใบ ส่วนที่งอกออกจากยอดเหง้า ยาว 25-40 ซ.ม. dia. 4 มม. สีน้ำตาลแดง ก้านมีขนสีน้ำตาลซีดปกคุลมแน่นตลอดความยาว ก้านใบกลมหรือทรงกระบอก ไม่มีครีบสันบนก้าน
แกนกลางใบหลัก เหมือนก้านใบส่วนบน ผอมเรียว สีน้ำตาลแดง ปกคลุมแน่นขน สั้น มีใบย่อย แตกออกจากแกนกลางใบหลัก ช่วงห่าง 10-20 ซ.ม.

ก้านของใบย่อย แตกออกจากแกนใบหลักเป็นกิ่งสั้น ก้านกลม ยาวราว 2-3 ม.ม สีน้ำตาลอ่อน มีขนสั้นปกคลุม ไม่หนาแน่น


แกนกลางใบชั้นที่ 2 สีน้ำตาลและก้านใบย่อยสั้น 2 มม.
แกนกลางใบย่อยชั้นที่ 2 ยาว 20-30 ซ.ม. ไม่มีครีบสัน มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมแ่น่น มีใบย่อยข้างแกนออกสลับ จำนวนมากกว่า 10 คู่

ใบย่อยชั้นเล็กสุด ขนาด ยาว 7 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. โคนใบกว้างสุด ตัวใบย่อยรูปขอบขนานถึงรูปกึ่งสามเหลี่ยม ปลายแหลมหรือสอบแหลม โคนใบรูปกึ่งตัด ขอบใบหยักลึกถึงครึ่งของความกว้างใบหยัก ส่วนปลายสุดของหยัก ในใบปกติเป็นปลายมน ขอบใบบริเวณโคนเป็นหยักตื้นอีกชั้น ที่จุดต่อเชื่อมระหว่างตัวใบกับก้านใบมีข้อต่อ แต่ไม่เด่นชัด มีก้านสั้นมาก ราว 2 มม. มีขนตามเส้นใยใบใบและที่ขอบใบ

ใบสปอร์ ส่วนปลายสุดของหยักที่ขอบเป็นติ่งแหลม เป็ส่วนที่เกิดสปอร์ อับสปอร์ มีขนาด กว้าง 1.5-2 มม. ยาว 3-7 มม. เยื่อินดูเซียมีขนปกคลุมหนาแน่น

มักพบบริเวณลาดเชิงเขา บริเวณที่ค่อนข้างแห้ง ในป่าผสม ที่ระดับความสูงปานกลาง
กระจายพันธุ์อยู่ใน อัสสัม พม่า จีนตะวันตกเฉียงใต้ ลงมาถึงประเทศไทยและมาเลย์ ใบบ้านเราพบได้ทั่วไปในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชลบุรี นครนายก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี

เถาของลิเภาชนิดนี้ มีประโยชน์ในแง่หัตถรรม สามารถนำมาใช้ถักเป็นงานจักสานได้


Lygodium salicifolium C. Prresel.
ชื่ออื่น : กูดคือ สายพานผี อู่ตะเภา กะฉอด กะฉอดหนู ย่านอีเภา ย่านยายเภา ลิโบ

ชื่อ salicifolium มาจากคำว่า salic+i+foli (salic = a willow-tree ต้นหลิว, i คำเชื่อม ลาติน, foli = folium, leaf หรือ ใบ) รวมความหมายถึง willow like leaves หรือ ใบคล้ายใบหลิว นั่นเอง
ลิเภาชนิดนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับ L. circinatum ต่างกันที่จุดเชื่อมต่อระหว่างก้านใบกับตัวใบ และขนบนแกน
ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้น มีขนสีน้ำตาลปนดำปกคลุมหนาแน่น ใบมีขนาดใหญ่ ปีนป่ายเลื้อยขึ้นไปได้สูงหลายเมตร
ก้านใบ ส่วนที่งอกออกจากเหง้า สีฟางอ่อน มีขนอ่อนนนุ่มเล็กน้อย เป็นครีบสันคมเล็กน้อย หรือมองเห็นเป็นเส้นได้ชัดทั้งสองด้านของก้่านใบ
แกนกลางใบ ส่วนที่เป็นเถาเลื้อยปีน เหมือนก้านใบส่วนบน ขนาด dia. 1.5-2.2 มม.
ก้านใบย่อย กิ่งสั้น ขนาดยาว 4 มม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม
แกนกลางใบย่อยชั้นที่ 2 แตกเป็นกิ่งแบบขนนก ปลายคี่ มีใบย่อยด้านข้าง 4 คู่ และใบย่อยเดี่ยวที่ปลายขอบหยักลึก
ใบย่อยชั้นที่ 3 รูปขอบขนานถึงรูปหอก ปลายสอบแหลม โคนเว้าแบบหัวใจ แผ่กางแบบมือ โคนเป็น 5 แฉก ขอบหยักเป็นซี่ฟันเล็กน้อย ปกติใบย่อยมีขนาด ยาว 10 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม. ก้านใบของใบย่อยชั้นที่ 3 ยาว 1.2 ซ.ม. มีข้อต่อเชื่อมที่โคนใบเห็นได้ชัด
แผ่นใบบางอ่อนนุ่มเหมือนกระดาษ สีเขียวสด ส่วนมากผิวเกลี้ยงทั้งสองใบ ยกเว้นส่วนริมใบมีขน
ลิเภาชนิดนี้ มักพบอยู่ตามลาดเนินเขาในป่าเขตร้อนที่มีความชุ่มชื้นตลอดปี ที่ระดับไม่สูงมากนักถึงระดับปานกลาง
กระจายพันธุ์ อยู่ใน อัสสัม ยูนาน อุษาคเนย์ ไหหนาน ไต้หวัน ลงไปถึงมาเลเซีย นิวกินีและไมโครนีเซีย

พบในป่าเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง หนองคาย กาญจนบุรี ปราจีนบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้
> SCHIZAEACEAE > Lygodium || Back