
[ Image : Somboon จันทบุรี ] |
Lygodium japonicum (Thumb. ex Murray) Sw.
ชื่ออื่น : ลิเภางอแง, Japanese Climbing Fern |
ลักษณะทั่วไป ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อยอยู่ในดิน มีขนสีน้ำตาลดำปกคลุมแน่น
ใบเลื้อยปีนป่าย
ก้านใบ ส่วนที่ออกจากเหง้า ยาวถึง 30 ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5
ม.ม. สีฟางอ่อน โคนก้านมีขนสีน้ำตาลปกคลุมแน่นและขนชี้ลง ส่วนก้านช่วงบนมีขนประปราย
ขนกางชี้ขึ้น ขนเป็นสีน้ำตาลเป็นเงามันชี้ขึ้น ก้านช่วงบนมีครีบสันแคบ
บริเวณโคนก้านไม่มี
แกนกลางใบ หรือส่วนของเถาปีนเลื้อย มีลักษณะเหมือนก้านใบช่วงบน
ผิวด้านบนมีขนปกคลุมค่อนข้างแน่น มีใบย่อยแตกออกทุกระยะน้อยกว่า
10 ซ.ม. |

[ Image : t_santad@CNX ] |
| ก้านใบย่อยชั้นแรก แตกเป็นกิ่งอย่างเห็นได้ชัด ยาว 3-15
ม.ม. มีขนปกคลุมแน่น |

[ Image : t_santad@CNX ] |
แกนกลางใบชั้นที่ 2 แตกเป็นกิ่งก้าน ยาวได้ถึง 20 ซ.ม
ผิวด้านบนมีขนปกคลุมแน่น ด้านล่างมีขนประปราย แกนเป็นครีบสันเห็นได้ชัด
ที่โคนแตกเป็น 2 กิ่งคู่หลัก และเป็นเป็นใบประกอบขนนก 2 ชั้น รูปสามเหลี่ยม
ถึงกึ่งสามเหลี่ยม |
ใบย่อยชั้นที่ 3 คู่ล่าง แตกแฉกเป็นรูปมือ 5-7 แฉก
แฉกกลางยาวสุด ใบย่อยชั้นที่ 3 คู่ถัดมา แตกเป็นแฉกเป็นสามแฉกหรือเป็นเงี่ยงใบหอก
ขอบใบใบย่อยจักเป็นซี่ฟัน ปลายมนตัดหรือกึ่งแหลม ก้านของตัวใบยาวราว
3 มม. ไม่มีข้อต่อเชื่อม มีครีบสันเห็นได้ชัด แผ่นใบมองเห็นเส้นใยใบได้ชัดเจนทั้งด้านบนและล่าง
ใบสปอร์ มีขนาดเล็กกว่า และขอบหยักเป็นซี่ฟัน
อับสปอร์ เป็นติ่งยื่นออกมาจากขอบของใบย่อย อับสปอร์มีขนาด ยาว 3-8
มม. กว้าง 1.5 มม. มีเยื่อหุ้มอินดูเซียและมีขนปกคลุมที่ขอบ |
| มักพบอยู่ตามเนินดินทุ่งหญ้ากลางแจ้ง หรือตามลาดเนินเขา
ในป่าผสม ที่ระดับความสูงปานกลางลงมาถึงระดับต่ำ
กระจายพันธุ์อยู่กว้างขวาง ตั้งแต่ ศรีลังกา ขึ้นไปถึงเขตเทือกเขาหิมาลัย
และไปถึงซีเกียง ในจีนตอนเหนือ เกาหลี ญี่ปุ่น นิวกีวนี ลงมาถึงไทย
มาเลย์ ในบ้านเราพบที่ เชียงใหม่ ตาก เลย กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์
มีความผันแปรมาก ต้นที่พบในไทยมีขนาดเล็กกว่าที่พบในญี่ปุ่น และมีลักษณะใกล้เคียงกับ
L. flexuosum มาก และจำแนกแยกออกจากกันได้ยาก
เป็นวัชพืชในรัฐฟลอลิดา มันสามารถปีนเลื้อยขึ้นไปได้ถึงเรือนยอดไม้ใหญ่
ปกคลุมจนเกิดร่มเงาทำให้ต้นไม้ใหญ่ตาย เพราะไม่ได้รับแสงแดด ทั้งยังเติบโตเกี่ยวพันไปตามแนวรั้ว
และไม้พุ่มจนยุ่งเหยิง ปกคลุมพื้นดินตามแนวราบ อีกทั้งยังทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็น
แม้ใบจะถูกทำลายเมื่ออุณหถูมิต่ำ แต่เหง้าที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้ใหม่
เมื่ออุณภูมิอุ่นขึ้น |

Lygodium microphyllum
climbing along hanging wire
[ Image : Duang99 ] |
Lygodium microphyllum (Cav.) R. Br.
ชื่ออื่น : กระฉอดหนู ลิเภายุ่ง,Climbing maidenhair, Snake fern,
Small-leaved Climbing Fern, Old World climbing fern
|
ลิเภาชนิดนี้ ใบเป็นเถา แตกกิ่งได้อิสระ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
2-3 มม. มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุมหนาแน่น
ใบ เลื้อยปีนป่าย โตยาวเป็นเถาไปได้หลายเมตร ก้านใบ ส่วนที่ออกจากเหง้ายาว
10 ซ.ม. สีฟางเข้ม ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ตลอดความยาวมีครีบแคบๆ ที่ผิวด้านบน
แกนกลางใบ ส่วนที่เป็นเถาหลัก ลักษณะเหมือนก้านใบช่วงบน มีใบย่อยจำนวนมาก
แยกออกทุกระยะ 5-10 ซ.ม.
|

[ Image : Kit ] |
ก้านใบย่อย ยาว 5 ซ.ม. หรือมากกว่า ส่วนปลายสุดมีขนสีน้ำตาลปกคลุมแน่น
แกนกลางใบย่อย ยาว 5-8 ซ.ม. ผิวค่อนข้างเกลี้ยง มีครีบสัน มีใบย่อยด้านข้างจำนวนหลายคู่
ใบย่อย มีก้านใบ 2-3 มม. ใบรูปสามเหลี่ยมถึงรูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม
สอบเล็กลงสู่ปลาย โคนใบรูปลิ่มกว้างหรือกึ่งตัดตรง หรือเปนติ่งหู ขอบใบเรียบ
ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง ขนาดใบ ยาว 1.5-3 ซ.ม. กว้าง 1 ซ.ม. |

[ Image : Kit ] |
ใบมี 2 แบบ ใบปกติ ขอบเรียบ กับใบที่สร้างสปอร์ขอบหยัก
อับสปอร์ เกิดที่ขอบหยักของใบสปอร์ เยื่ออินดูเซียมมีขอบหยักเป็นซี่ฟัน |
ยอดอ่อนของเฟินชนิดนี้นำมากินเป็นผักได้
ลิเภาชนิดนนี้ มีถิ่นกำเนิดใน Africa, Asia and Australia แต่ไปแพร่ระบาดกลายเป็นวัชพืชอยู่ในรัฐฟลอลิดา
ตามที่ มหาวิทยาลัย Florida Herbarium ได้บันทึกไว้ ว่า ได้มีการนำเข้าไปปลูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2501 |

|
| จากนั้นมา สปอร์ของเฟินลิเภาได้แพร่กระจายออกไปงอก
ทำให้เกิดการระบาด สร้างความเสียหายอย่างหนัก เพราะลิเภาชนิดนี้ ทำให้ต้นไม้ชนิดต่างๆ
ในป่าธรรมชาติต้องตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งไม้ยืนต้น ไม้เกาะอาศัยอย่างพวก
กล้วยไม้ หรือสัปรดสี แม้กระทั่งพันธุ์ไม้หายากบางชนิด ต้องตายไปด้วยเช่นกัน
การระบาดทำลายของลิเภาชนิดนี้ ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นเถาปีนเลื้อยขึ้นไปปกคลุมจนมิด
ตั้งแต่ระดับพื้นดิน ไม้พุ่มเตี้ย ไปถึงเรือนยอดไม้สูงใหญ่ทั่วทั้งผืนป่า
อีกทั้งในหน้าแล้ง ใบและเถาโทรมแห้ง เมื่อเกิดไฟป่า จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี
ทำให้ไฟไหม้ลุกลามไปได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย จากการสำรวจในปี 2542 พบว่า
การแพร่ระบาดกินพื้นที่ไปถึง 107000 เอเคอร์แล้ว |

[ Image : HK ] |
Lygodium polystachym Wall. ex. T. Moore
ชื่ออื่น : กูดก๊อง กูดเคือ ลิเภา ลิเภาย่อง |
ชื่อ polystachym มาจากคำว่า polys = many + stachys
= spike; ear of corn รวมความหมายถึง many spikes
ลิเภาชนิดนี้ ก้านใบและแกนกลางใบ เป็นก้านกลม ไม่มีครีบสัน ซึ่งต่างจากชนิดอื่น |

ก้านและแกนใบ ผอมเรียว ไม่มีครีบสันแคบ |
ลักษณะทั่วไป เหง้าเลื้อยสั้นอยู่ใต้ดิน มีขนสีดำปกคลุมแน่น
ใบปีนเลื้อยได้สูงถึง 3 ม.
ก้านใบ ส่วนที่งอกออกจากยอดเหง้า ยาว 25-40 ซ.ม. dia. 4 มม. สีน้ำตาลแดง
ก้านมีขนสีน้ำตาลซีดปกคุลมแน่นตลอดความยาว ก้านใบกลมหรือทรงกระบอก
ไม่มีครีบสันบนก้าน |
 |
แกนกลางใบหลัก เหมือนก้านใบส่วนบน ผอมเรียว สีน้ำตาลแดง
ปกคลุมแน่นขน สั้น มีใบย่อย แตกออกจากแกนกลางใบหลัก ช่วงห่าง 10-20
ซ.ม. |
ก้านของใบย่อย แตกออกจากแกนใบหลักเป็นกิ่งสั้น ก้านกลม ยาวราว
2-3 ม.ม สีน้ำตาลอ่อน มีขนสั้นปกคลุม ไม่หนาแน่น |

แกนกลางใบชั้นที่ 2 สีน้ำตาลและก้านใบย่อยสั้น 2 มม.
|
| แกนกลางใบย่อยชั้นที่ 2 ยาว 20-30 ซ.ม. ไม่มีครีบสัน
มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมแ่น่น มีใบย่อยข้างแกนออกสลับ จำนวนมากกว่า
10 คู่ |
 |
ใบย่อยชั้นเล็กสุด ขนาด ยาว 7 ซ.ม. กว้าง 2.5 ซ.ม.
โคนใบกว้างสุด ตัวใบย่อยรูปขอบขนานถึงรูปกึ่งสามเหลี่ยม ปลายแหลมหรือสอบแหลม
โคนใบรูปกึ่งตัด ขอบใบหยักลึกถึงครึ่งของความกว้างใบหยัก ส่วนปลายสุดของหยัก
ในใบปกติเป็นปลายมน ขอบใบบริเวณโคนเป็นหยักตื้นอีกชั้น ที่จุดต่อเชื่อมระหว่างตัวใบกับก้านใบมีข้อต่อ
แต่ไม่เด่นชัด มีก้านสั้นมาก ราว 2 มม. มีขนตามเส้นใยใบใบและที่ขอบใบ
ใบสปอร์ ส่วนปลายสุดของหยักที่ขอบเป็นติ่งแหลม เป็ส่วนที่เกิดสปอร์
อับสปอร์ มีขนาด กว้าง 1.5-2 มม. ยาว 3-7 มม. เยื่อินดูเซียมีขนปกคลุมหนาแน่น |
มักพบบริเวณลาดเชิงเขา บริเวณที่ค่อนข้างแห้ง ในป่าผสม
ที่ระดับความสูงปานกลาง
กระจายพันธุ์อยู่ใน อัสสัม พม่า จีนตะวันตกเฉียงใต้ ลงมาถึงประเทศไทยและมาเลย์
ใบบ้านเราพบได้ทั่วไปในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชลบุรี นครนายก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี
เถาของลิเภาชนิดนี้ มีประโยชน์ในแง่หัตถรรม สามารถนำมาใช้ถักเป็นงานจักสานได้ |